เผยโครงร่าง MAZDA CX-3 MHEV Compact SUV เน้นตลาดอาเซียน ผลิตไทย เปิดตัวไทยปี 2027 - รถใหม่วันนี้ ข่าวรถยนต์ EV ราคารถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์พลังงานไฟฟ้า
Spread the love
Advertisement
Advertisement






Mazda ยืนยันว่ากำลังพัฒนา Mazda CX-3 เจเนอเรชันถัดไป และกำหนดให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตเชิงยุทธศาสตร์ โดยใช้โรงงาน AutoAlliance Thailand หรือ AAT เป็นศูนย์กลางการผลิตรถรุ่นนี้
สาระสำคัญมีดังนี้

Mazda พลิกกลับมามีกำไร! ไตรมาสแรกปีงบประมาณ 2027 รายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์
Mazda Motor Corporation เปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 1 ปีงบประมาณสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2027 หรือช่วงเดือนเมษายน–มิถุนายน 2026 โดยผลการดำเนินงานฟื้นตัวอย่างชัดเจน แม้ยังเผชิญแรงกดดันจากภาษีศุลกากรและต้นทุนวัตถุดิบ
Mazda มียอดขายทั่วโลก 304,000 คัน เพิ่มขึ้น 1% ขณะที่จำนวนรถส่งมอบตามงบการเงินรวมอยู่ที่ 280,000 คัน เพิ่มขึ้น 5%
รายได้รวมอยู่ที่ 1.2857 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 272,311 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 17% และถือเป็นรายได้ไตรมาส 1 สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ของบริษัท
ด้านกำไร Mazda กลับมาทำกำไรจากการดำเนินงาน 32.8 พันล้านเยน หรือประมาณ 6,947 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 46.1 พันล้านเยน ทำให้ผลประกอบการดีขึ้นจากปีก่อนรวม 78.9 พันล้านเยน
ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 29.6 พันล้านเยน หรือประมาณ 6,269 ล้านบาท และมีอัตรากำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 2.6%
ปัจจัยบวกหลักมาจากยอดขายและสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้น ค่าเงินที่เอื้อต่อผลประกอบการ รวมถึงการลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง ส่วนปัจจัยกดดันยังคงเป็นต้นทุนวัตถุดิบ ค่าโฆษณา การลงทุนด้านระบบไอที และค่าใช้จ่ายด้านคุณภาพ
ยอดขายรายภูมิภาคสำคัญ ได้แก่
- ญี่ปุ่น 33,000 คัน เพิ่มขึ้น 3%
- อเมริกาเหนือ 154,000 คัน เพิ่มขึ้น 5%
- ยุโรป 43,000 คัน เพิ่มขึ้น 12%
- จีน 18,000 คัน ใกล้เคียงปีก่อน
- ตลาดอื่น 56,000 คัน ลดลง 14%
Mazda ยังคงเป้าหมายทั้งปีไว้เท่าเดิม โดยตั้งเป้ายอดขายทั่วโลก 1.324 ล้านคัน รายได้ 5.5 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 1.165 ล้านล้านบาท และกำไรจากการดำเนินงาน 150 พันล้านเยน หรือประมาณ 31,770 ล้านบาท
รถยนต์หลักที่จะช่วยขับเคลื่อนยอดขายในช่วงครึ่งปีหลัง ได้แก่ Mazda CX-5 รุ่นใหม่, Mazda6e และ Mazda CX-6e
ถือเป็นการกลับมาฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญของ Mazda หลังจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนเผชิญภาวะขาดทุน โดยบริษัทคาดหวังว่ารถรุ่นใหม่ การเพิ่มยอดขาย และการลดต้นทุน จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายทั้งปีตามแผน
คำนวณเงินบาทด้วยอัตราแลกเปลี่ยน ¥1 = 0.2118 บาท

ยืนยันได้ว่า BOI อนุมัติการลงทุนของออโต้อัลลายแอนซ์เพื่อเตรียมผลิต B-SUV MHEV และมาตรการภาษี MHEV เป็นไปตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ ส่วนชื่อรุ่น CX-20 / CX-3 ยังไม่มีประกาศอย่างเป็นทางการจาก Mazda จึงปรับบทความให้ระบุเป็น “คาดการณ์” อย่างชัดเจนครับ
Mazda เลือกไทยเป็นฐานผลิต MHEV! ออโต้อัลลายแอนซ์ลงทุนกว่า 7,400 ล้านบาท เตรียมผลิต B-SUV ส่งไทย อาเซียน และญี่ปุ่น ปี 2570
ประเทศไทยยังมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ของ Mazda หลังบีโอไออนุมัติส่งเสริมการลงทุนของ บริษัท ออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ AAT บริษัทร่วมทุนระหว่าง Mazda และ Ford มูลค่ากว่า 7,400 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงสายการผลิตในนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด จังหวัดระยอง
เป้าหมายสำคัญของโครงการนี้ คือการเตรียมโรงงานให้พร้อมสำหรับการผลิตรถยนต์อเนกประสงค์ขนาด B-SUV รุ่นใหม่ของ Mazda ที่ใช้เทคโนโลยี Mild Hybrid Electric Vehicle หรือ MHEV โดยมีกำหนดเริ่มสายการผลิตในปี 2570
รถรุ่นดังกล่าวจะไม่ได้ผลิตเพื่อขายในประเทศไทยเท่านั้น แต่ไทยจะถูกวางบทบาทเป็นฐานผลิตเพื่อส่งออกไปยังตลาดอาเซียน และส่งกลับไปยังประเทศญี่ปุ่นด้วย เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่สะท้อนว่าโรงงานไทยยังอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวของ Mazda
ลงทุนครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เพิ่มกำลังผลิต แต่ยกระดับโรงงานทั้งระบบ
การปรับปรุงโรงงานของ AAT จะเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพ ความแม่นยำ และความสม่ำเสมอของกระบวนการผลิต โดยนำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์เข้ามาใช้มากขึ้นในจุดสำคัญ ได้แก่
Advertisement
Advertisement
- การเชื่อมโครงสร้างตัวถัง
- การประกอบชิ้นส่วนตัวถัง
- กระบวนการพ่นสี
- การประกอบรถยนต์ขั้นสุดท้าย
การลงทุนครั้งนี้ยังรวมถึงการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดภายในโรงงาน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพด้านพลังงานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเตรียมความพร้อมสำหรับการต่อยอดไปสู่รถยนต์ไฟฟ้ารูปแบบอื่นในอนาคต
MHEV คืออะไร และทำไม Mazda ถึงเลือกใช้กับ B-SUV รุ่นใหม่
MHEV หรือ Mild Hybrid เป็นระบบไฮบริดที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขนาดเล็กและแบตเตอรี่แรงดันสูงเข้ามาช่วยเครื่องยนต์สันดาป โดยเฉพาะในช่วงออกตัว การเร่งแซง และการนำพลังงานกลับมาเก็บจากการชะลอความเร็ว
แม้จะไม่สามารถขับด้วยไฟฟ้าล้วนเป็นระยะทางไกลแบบ HEV หรือ PHEV แต่ข้อดีของ MHEV คือช่วยลดการใช้เชื้อเพลิง ลดการปล่อย CO₂ และยังรักษาคาแรกเตอร์การขับขี่ของรถเครื่องยนต์สันดาปเอาไว้ได้
สำหรับ Mazda ซึ่งมีภาพจำด้านรถยนต์ที่เน้นความสนุกในการขับขี่ ระบบ MHEV จึงอาจเป็นจุดสมดุลระหว่างการลดมลพิษ การเพิ่มความประหยัด และการรักษาเอกลักษณ์ Jinba-Ittai ที่แบรนด์พยายามสื่อสารมาตลอด
มาตรการ MHEV ของบอร์ด EV มีเงื่อนไขอะไรบ้าง
มาตรการสนับสนุนรถยนต์ MHEV ของบอร์ด EV กำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตแบบคงที่เป็นเวลา 7 ปี ตั้งแต่ปี 2569-2575 เพื่อผลักดันให้ผู้ผลิตลงทุนผลิตรถยนต์ไฟฟ้าผสมในประเทศไทยมากขึ้น
- รถที่ปล่อย CO₂ ไม่เกิน 100 กรัม/กม. เสียภาษีสรรพสามิต 10%
- รถที่ปล่อย CO₂ ระหว่าง 101-120 กรัม/กม. เสียภาษีสรรพสามิต 12%
อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตต้องผ่านเงื่อนไขการลงทุนและการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ ได้แก่
- ลงทุนเพิ่มเติมไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านบาท
- ใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2569
- ใช้ Traction Motor หรือชิ้นส่วนช่วยเสริมแรงขับเคลื่อนที่ผลิตหรือประกอบในไทย ตั้งแต่ปี 2571
- ติดตั้งระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS อย่างน้อย 4 จาก 6 ระบบที่กำหนด
เงื่อนไขเหล่านี้สะท้อนว่าภาครัฐไม่ได้ต้องการเพียงยอดผลิตรถยนต์ แต่ต้องการเพิ่มมูลค่าให้ซัพพลายเชนในประเทศ ตั้งแต่แบตเตอรี่ มอเตอร์ไฟฟ้า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงระบบความปลอดภัยขั้นสูง
B-SUV รุ่นใหม่ จะใช่ Mazda CX-20 หรือ Mazda CX-3 เจเนอเรชันใหม่?
คำถามสำคัญที่ตลาดกำลังจับตาคือ B-SUV MHEV ที่จะผลิตในไทยนั้น จะใช้ชื่อรุ่นอะไร
ปัจจุบัน Mazda ยังไม่ได้ประกาศชื่อรุ่นอย่างเป็นทางการ แต่กระแสข่าวจากสื่อยานยนต์หลายแห่งคาดการณ์ว่ารถรุ่นดังกล่าวอาจเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งของ Mazda CX-3 และอาจใช้ชื่อ Mazda CX-20 สำหรับบางตลาด
สิ่งที่พอประเมินได้ในตอนนี้คือ รถรุ่นใหม่มีแนวโน้มจะอยู่ต่ำกว่า Mazda CX-30 และจะเข้ามาแข่งขันในตลาด B-SUV ที่กำลังร้อนแรง ทั้ง Toyota Yaris Cross HEV, Honda HR-V e:HEV, Mitsubishi XForce HEV, Suzuki Fronx MHEV รวมถึง B-SUV จากแบรนด์จีนที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น คำว่า CX-20 หรือ CX-3 เจเนอเรชันใหม่ ยังควรมองเป็นเพียงการคาดการณ์ จนกว่าจะมีการยืนยันจาก Mazda อย่างเป็นทางการ
ดีไซน์ Kodo ยุคใหม่ อาจพา Mazda กลับมาเล่นเกม B-SUV แบบจริงจัง
หากอ้างอิงจากภาพร่างและแนวทางการออกแบบที่ถูกพูดถึงในแวดวงยานยนต์ รถ B-SUV รุ่นใหม่ของ Mazda มีแนวโน้มใช้ภาษาการออกแบบ Kodo ยุคใหม่ เส้นสายเรียบขึ้น แต่ให้ความรู้สึกพรีเมียมและสปอร์ตมากกว่าเดิม
จุดที่คาดว่าจะได้รับการพัฒนา ได้แก่ กระจังหน้าที่กว้างขึ้น ไฟหน้า LED ทรงเรียว ตัวรถทรงเตี้ยกว่ารถ B-SUV ทั่วไป และเส้นหลังคาที่ลาดคล้ายรถคูเป้ เพื่อสร้างบุคลิกที่ต่างจากคู่แข่งสายครอบครัว
นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่จะได้ตัวเลือกตัวถังแบบทูโทน หลังคาดำตัดกับสีตัวรถ รวมถึงไฟท้ายที่ออกแบบให้มีเอกลักษณ์มากขึ้น เพื่อดึงดูดลูกค้ากลุ่มคนเมืองและผู้ที่ต้องการรถ SUV ขนาดเล็กที่ดูมีสไตล์
ห้องโดยสารต้องกว้างขึ้น และเทคโนโลยีต้องทันคู่แข่ง
หนึ่งในโจทย์สำคัญของ B-SUV รุ่นใหม่ คือการแก้จุดอ่อนของ CX-3 เดิมในเรื่องพื้นที่ใช้สอย โดยเฉพาะพื้นที่เบาะหลังและความจุสัมภาระ
รถรุ่นใหม่จึงมีแนวโน้มจะยกระดับทั้งพื้นที่โดยสาร ความสะดวกในการใช้งาน และคุณภาพวัสดุภายในห้องโดยสาร ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ Mazda ทำได้ดีมาโดยตลอด
- พื้นที่เบาะหลังที่ใช้งานได้จริงมากขึ้น
- ห้องเก็บสัมภาระรองรับครอบครัวขนาดเล็กและไลฟ์สไตล์คนเมือง
- หน้าจอมาตรวัดดิจิทัลในรุ่นสูง
- ระบบเชื่อมต่อสมาร์ตโฟนที่ครบขึ้น
- ระบบ ADAS ที่ตอบโจทย์มาตรการภาษีและการแข่งขันในตลาด
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ Mazda จะยังคงใช้ปุ่มหมุนควบคุมระบบอินโฟเทนเมนต์ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ หรือจะเปลี่ยนไปใช้หน้าจอสัมผัสเต็มรูปแบบตามแนวทางรถยุคใหม่ เรื่องนี้อาจมีผลต่อประสบการณ์ใช้งานและบุคลิกของรถอย่างมาก
ไทยยังเป็นฐานการผลิตรถยนต์สำคัญ แม้ยุค ICE กำลังเปลี่ยนผ่าน
การตัดสินใจลงทุนของ Mazda รอบนี้มีความหมายมากกว่าการเพิ่มรุ่นรถหนึ่งรุ่น เพราะเป็นการยืนยันว่าไทยยังมีความสามารถในการรองรับการผลิตรถยนต์ที่มีเทคโนโลยีสูงขึ้น ทั้งระบบไฮบริด ระบบไฟฟ้า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ
ในช่วงที่ตลาดรถยนต์กำลังเปลี่ยนผ่านจาก ICE ไปสู่ BEV, HEV, PHEV และ MHEV การมีฐานผลิตที่รองรับเทคโนโลยีได้หลายรูปแบบอาจเป็นจุดแข็งสำคัญของไทย
สำหรับ Mazda รถ B-SUV MHEV ที่จะเริ่มผลิตในปี 2570 อาจกลายเป็นโมเดลสำคัญในการกลับมาแข่งขันในตลาดไทยและอาเซียนอีกครั้ง โดยมีทั้งโจทย์ด้านราคา ความประหยัด เทคโนโลยี และความสนุกในการขับขี่ที่ต้องพิสูจน์ให้ได้
บทสรุป
Mazda เลือกใช้ประเทศไทยเป็นฐานผลิต B-SUV MHEV รุ่นใหม่ ไม่ใช่เพียงเพราะไทยเป็นตลาดรถยนต์ขนาดใหญ่ของภูมิภาค แต่ยังสะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อโรงงาน ซัพพลายเชน และบุคลากรในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
การลงทุนกว่า 7,400 ล้านบาทของออโต้อัลลายแอนซ์ จึงเป็นอีกหมุดหมายสำคัญของอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมารุกตลาด B-SUV อย่างจริงจังของ Mazda ในปี 2570
ส่วนชื่อรุ่นสุดท้ายจะเป็น Mazda CX-20, Mazda CX-3 เจเนอเรชันใหม่ หรือชื่อใหม่ทั้งหมด คงต้องรอการประกาศอย่างเป็นทางการจาก Mazda อีกครั้ง
MAZDA ลดการลงทุน EV ลง 40% เน้นพัฒนาสันดาปใหม่อย่าง SKYACTIV-Z
Advertisement
