Mc แบรนด์คนไทย ยีนส์ที่มีทุกบ้าน รายได้ปีละ 4,400 ล้าน แต่วันนี้มาจาก “ยีนส์” แค่ 33% - Marketeer Online


Mc เป็นแบรนด์เสื้อผ้าที่อยู่ในตลาดไทยมานานกว่า 50 ปี ผ่านวิกฤต ผ่านยุคสมัย และผ่านการแข่งขันมาแล้วมากมาย

แต่ประเด็นที่น่าสนใจของ Mc ไม่ได้อยู่ที่ความเก่าแก่อย่างเดียว เพราะมีเรื่องของการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย

จนวันนี้ ยอดขายที่มาจาก “ยีนส์” เหลืออยู่แค่ 33% เท่านั้น และลูกค้าเกินครึ่งของแบรนด์ก็กลายเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ รวมถึง Gen Z

คำถามคือ Mc เปลี่ยนตัวเองอย่างไร ถึงยังยืนอยู่ได้ในตลาดเสื้อผ้าที่มีทั้งแบรนด์ไทยและแบรนด์ต่างประเทศแข่งกันเต็มไปหมด

ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้น Mc ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2518 ผู้ก่อตั้งคือ กิจจา กัญจนาภรณ์

ก่อนจะมาทำแบรนด์ยีนส์ กิจจาเคยทำงานเกี่ยวกับร้านซักแห้งมาก่อน ทำให้มีความรู้เรื่องเนื้อผ้าและรายละเอียดต่างๆ

ด้วยความรู้ตรงนี้ จึงเริ่มผลิตยีนส์เป็นของตัวเอง และปั้นขึ้นมาเป็นแบรนด์ชื่อ “Mc”

เหตุผลที่ใช้ชื่อนี้ เพราะต้องการให้แบรนด์ดูเป็นสากลและจำง่าย เทียบชั้นกับแบรนด์ต่างประเทศในยุคนั้นอย่าง Levi’s หรือ Lee

จุดแข็งสำคัญที่ทำให้ Mc อยู่มาได้นาน คือการคุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

ออกแบบเอง ผลิตเอง ทำตลาดเอง และจัดจำหน่ายเอง ทำให้ควบคุมทั้งต้นทุนและราคาขายได้เต็มที่

โรงงานผลิตหลักตั้งอยู่ในเขตประเวศ และเป็นที่รู้กันดีในหมู่คนแถวนั้นว่า ทุกปีจะมีงานเคลียร์สต๊อกใหญ่ ที่คนแห่ไปเลือกซื้อกันเป็นจำนวนมาก

อีกจุดหนึ่งที่ทำให้ Mc ฝังตัวอยู่ในชีวิตคนไทยได้นาน คือการขายทุกที่ มีวางอยู่แทบทุกห้าง

ทำให้คนเห็นแบรนด์นี้อยู่ตลอด ซื้อใส่ได้ง่าย จนกลายเป็นหนึ่งในยีนส์สามัญประจำบ้านของคนไทย

แต่การอยู่มานานกว่า 50 ปี ไม่ได้มาจากการอยู่เฉยๆ เพียงอย่างเดียว

เบื้องหลังคือการปรับตัวอยู่ตลอดเวลา ทั้งช่องทางขาย สินค้า และกลุ่มลูกค้า

เริ่มจากช่องทางขาย Mc เป็นแบรนด์ที่ปรับตัวไม่หยุดนิ่ง เช่น การขยายสาขาไปเปิด Mc Outlet ในปั๊มน้ำมันของ ปตท. เพื่อจับลูกค้าที่ขับรถผ่านไปมา

ฝั่งออนไลน์ก็เดินหน้าเต็มรูปแบบ ทั้งการเข้าไปขายบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และการเปิดหน้าร้านบน TikTok เพื่อสื่อสารกับคนรุ่นใหม่โดยตรง

มีการนำเสนอสินค้าอย่างต่อเนื่อง จนวันนี้ TikTok มีฐานผู้ติดตามกว่า 4.6 แสนคน

ผลจากการรุกออนไลน์ สะท้อนออกผ่านตัวเลขในงบปีล่าสุด ยอดขายจากทางออนไลน์เติบโตถึง 62% ในขณะที่ยอดขายออฟไลน์หดตัว

ช่วยดันให้สัดส่วนยอดขายออนไลน์เพิ่มขึ้นจาก 17% เป็น 26% ของรายได้รวม

อีกด้านที่ Mc ปรับตัวชัดเจนคือเรื่องสินค้า จากเดิมที่เน้นยีนส์เป็นหลัก เปลี่ลยไปทำสินค้าไลฟ์สไตล์มากขึ้น

มีการแตกแบรนด์ใหม่อย่าง MCJ ที่จับแฟชั่นแนวสตรีท ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่สนใจด้านนี้

พร้อมเพิ่มสินค้าใหม่ๆ เช่น กระเป๋าถือผู้หญิง ชุดกีฬา ชุดแฟชั่น ไปจนถึงน้ำหอม

ภาพรวมตอนนี้ Mc ถือว่าเป็นแบรนด์มีครบทุกอย่างเรื่องการแต่งกาย ตั้งแต่เสื้อยืด โปโล เสื้อฮู้ด ไปจนถึงของใช้อื่นๆ อย่างหมวก กระเป๋า และรองเท้าแตะ

การขยายพอร์ตสินค้าแบบนี้ ทำให้สัดส่วนรายได้ของ Mc เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

ก่อนช่วง COVID-19 ยีนส์เคยเป็นสัดส่วนรายได้มากกว่า 60%

แต่หลังจากนั้นสัดส่วนก็ลดลงมาเรื่อยๆ จนล่าสุด (อ้างอิงจากงบปี 2568) ยีนส์เหลือสัดส่วนรายได้เพียง 33% ขณะที่กลุ่มไม่ใช่ยีนส์ ขึ้นมาเป็น 48% และสินค้าอื่นๆ 19%

ขณะเดียวกัน การปรับสินค้าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ Mc ปรับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายไปด้วย

จากเดิมที่ฐานลูกค้าหลักเป็นรุ่นเก่าอย่าง Gen X และ Y แบรนด์เริ่มขยับไปจับกลุ่มรุ่นใหม่อย่าง Gen Y และ Z มากขึ้น

วันนี้กลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่คิดเป็นสัดส่วนราว 68% ของฐานลูกค้าทั้งหมด และตั้งเป้าจะเพิ่มขึ้นไปถึง 80%

ผลจากการปรับตัวรอบด้าน สะท้อนออกมาเป็นตัวเลขผลประกอบการที่ยังเติบโตต่อเนื่อง

งบปี 2569 (ก.ค. 2568-มิ.ย. 2569) Mc มีรายได้รวมอยู่ที่ 4,442 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อนหน้า

กำไรสุทธิอยู่ที่ 701 ล้านบาท เป็นปีที่ 3 ติดต่อกันแล้วที่กำไรสุทธิยืนอยู่เหนือหลัก 700 ล้านบาท

กรณีของ Mc เป็นตัวอย่างที่ดีของแบรนด์ไทยที่ยืนหยัดสู้กับแบรนด์ต่างชาติในตลาดเสื้อผ้าได้อย่างแข็งแกร่ง

ไม่ใช่เพราะยึดติดกับสูตรสำเร็จเดิมๆ แต่เพราะกล้าปรับทั้งช่องทางขาย สินค้า และกลุ่มลูกค้าอยู่ตลอดเวลา

จากแบรนด์ยีนส์ที่เป็นของสามัญประจำบ้าน วันนี้ Mc กำลังกลายเป็นแบรนด์ไลฟ์สไล์ที่มีสินค้าใหม่มากมาย และมีลูกค้ากลุ่มรุ่นใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ทิ้งฐานลูกค้าเดิมที่อยู่ด้วยกันมาตลอด 50 ปี