MFC เปิดตัวกองใหม่ธีมหุ้นเซมิคอนดักเตอร์รับเมกะเทรนด์ AI-Super Cycle ขาย IPO 15-21

MFC เสนอขาย กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี เซมิคอนดักเตอร์ (M-SEMI) ลงทุนผ่านกองทุน Invesco Semiconductors ETF เปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้าถึงหุ้นบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐฯ จำนวน 30 บริษัท ครอบคลุมการลงทุนตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า (Semiconductor Value Chain) เพื่อรับอานิสงส์การเติบโตของอุตสาหกรรมที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุค Semiconductor Super Cycle เปิดขายครั้งแรก (IPO) ระหว่างวันที่ 15-21 กรกฎาคม 2569

นายธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เอ็มเอฟซี (MFC)เปิดเผยว่า MFC ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อธีมการลงทุนด้าน AI Infrastructure และ Memory Chip ในระยะกลางถึงระยะยาว โดยมองปัจจัยพื้นฐานของอุตสาหกรรมยังแข็งแกร่งจากการเติบโตของ Data Center และการใช้งาน AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แม้ในระยะสั้น หุ้นกลุ่ม Semiconductor และ Memory Chip อาจเผชิญความผันผวนจากแรงขายทำกำไร หลังราคาปรับตัวขึ้นอย่างมาก รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับการลงทุนด้าน AI (CapEx) และประเด็น Excess Compute แต่ประเมินว่าปัจจัยดังกล่าวเป็นเพียงแรงกดดันระยะสั้น ขณะที่แนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมในระยะยาวยังคงแข็งแกร่ง

กองทุน M-SEMI มีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของ Invesco Semiconductors ETF (กองทุนหลัก) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV ซึ่งมีเป้าหมายสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับ Dynamic Semiconductor Intellidex Index ดัชนีที่คัดเลือกหุ้นบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ชั้นนำที่จดทะเบียนในสหรัฐอเมริกาจำนวน 30 บริษัท ครอบคลุมธุรกิจตั้งแต่ กลุ่มผู้ออกแบบชิป ผู้ผลิตชิป ผู้รับจ้างผลิตทดสอบชิป และบรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงผู้ผลิตเครื่องจักร อุปกรณ์ วัสดุ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ โดยใช้กระบวนการคัดเลือกหุ้นแบบ Quantitative Multi-Factor เพื่อค้นหาหุ้นที่มีศักยภาพ พร้อมใช้การถ่วงน้ำหนักแบบ Modified Equal Weight เพื่อลดการกระจุกตัวในหุ้นขนาดใหญ่ และมีการปรับน้ำหนักการลงทุนทุกไตรมาส

นายธนโชติ กล่าวว่า อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ถือเป็นรากฐานสำคัญของเทคโนโลยีสมัยใหม่ และเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากความต้องการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มีจำนวนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความต้องการเซมิคอนดักเตอร์เพิ่มตามไปด้วย ซึ่งปัจจุบันเซมิคอนดักเตอร์ถือเป็นสมองของโลกดิจิทัล เนื่องจากทุกอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ระบบ AI โมเดลอัจฉริยะ และ Data Center ต่างต้องพึ่งพาชิปเซมิคอนดักเตอร์เป็นองค์ประกอบสำคัญ

ทั้งนี้ ข้อมูลอุตสาหกรรมระบุว่า ตลาดเซมิคอนดักเตอร์โลกในปี 68 มีมูลค่าประมาณ 795.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตถึง 26.2% จากปีก่อน และคาดว่าจะขยายสู่ระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจาก AI และ Data Center รวมถึงการเพิ่มงบลงทุน (CapEx) ของผู้ให้บริการ Hyperscale Cloud ซึ่งส่งผลให้ความต้องการเซมิคอนดักเตอร์เติบโตต่อเนื่องตลอดทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรม ไม่เพียงเฉพาะ GPU แต่ยังครอบคลุม Memory, CPU, Optical Networking และชิปเฉพาะทางอีกหลายประเภท

จุดเด่นของกองทุน M-SEMI คือการเปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้าถึงหุ้นบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ครอบคลุมหลากหลายส่วนของห่วงโซ่อุตสาหกรรม ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ ซึ่งได้รับประโยชน์จากเมกะเทรนด์ระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น AI, Data Center, Cloud Computing, EV และ 5G ช่วยเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนจากการเติบโตของอุตสาหกรรม พร้อมกระจายการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวในหุ้นรายตัวหรือหุ้นขนาดใหญ่เพียงไม่กี่บริษัท นายธนโชติ กล่าว

ทั้งนี้ ตัวอย่างหุ้นที่กองทุนหลักลงทุน ได้แก่ Applied Materials ผู้ผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์สำหรับการผลิตชิป, Micron Technology ผู้ผลิตหน่วยความจำ DRAM และ NAND Flash, KLA ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบตรวจสอบคุณภาพการ ผลิตชิป, Lam Research ผู้ผลิตอุปกรณ์สำหรับกระบวนการ Etching และ Deposition รวมถึง Intel ผู้ผลิตชิปและหน่วยประมวลผลระดับโลก ซึ่งล้วนเป็นบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในระยะยาว (ข้อมูล ณ 26 มิถุนายน 2569)

กองทุน M-SEMI เปิดเสนอขายครั้งแรก (IPO) ระหว่างวันที่ 15-21 กรกฎาคม 2569 ลงทุนขั้นต่ำเพียง 1,000 บาท กองทุนมีความเสี่ยงระดับ 7