MGC สุ่มเสี่ยงสุดเจอเช็คบิล ภาษีนำเข้ารถEVอ่วมแน่! - มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

MGC หรือ บริษัท มิลเลนเนีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์แบรนด์จีน XPENG และ ZEEKR มาได้ กว่า 2 ปี (เริ่มช่วง มิ.ย.67) ยอดส่งมอบปีแรกหรือ ปี 67 ที่ 1,000 คัน ส่วนปี 68 เป็นปีที่มียอดขายรถยนต์ไฟฟ้าเต็มปี มียอดขายทุกแบรนด์ 11,814 คัน โดยมีรายได้ราว 22,477 ลบ. ซึ่งในส่วนนี้เป็นยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าถึง 35-40% หรือราว 4,000 คัน จนส่งผลให้ปี 68 จะเป็นปีที่ฟื้นกำไรฟื้นโดดเด่นจนนิวไฮที่ 1,283.88 ลบ.เหมือนเริ่มควานหาเป้าหมายใหม่ได้
หากดูผลงานปี 65-67แล้วเหมือนหนังคนละม้วน สาละวันเตี้ยลง ปี 65 รายได้ 2.3หมื่นลบ.กำไรสุทธิ 603.50 ลบ. ปี 66 รายได้ 2.5 หมื่นลบ. แต่กำไรบางเฉียบ 269.84 ลบ. และปี 67 รายได้ลดฮวบที่ 1.8 หมื่นลบ.และกำไรบางเฉียบเพียง 145.70 ลบ.เท่านั้น
MGC ยังต้องเผชิญขวางนามอีกเพียบ
แต่จากนี้ไป MGC ก็คงยังจะต้องเผชิญขวางหนามอีกล่าสุดประเด็นที่นักลงทุนและเทรดเดอร์กังวลคือ แนวทางหากกระทรวงการคลังและกรมสรรพสามิตพิจารณาปรับโครงสร้าง ภาษีสรรพสามิต/ภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า CBU (นำเข้าทั้งคัน) ให้สูงขึ้น เพื่อขยายส่วนต่างระหว่างรถนำเข้ากับรถที่ประกอบในประเทศ ( Local Content) สร้างแรงกดดันเชิงลบโดยตรงต่อ MGC ดังนี้:
กระทบแบรนด์ EV หลักอย่าง XPENG และ ZEEKR
MGC ได้สิทธิ์เป็นตัวแทนจำหน่ายแบรนด์ EV พรีเมียมจีน เช่น XPENG และ ZEEKR ซึ่งรถรุ่นหลักยังเป็นการ นำเข้าสำเร็จรูป (CBU) และยังไม่มีฐานโรงงานประกอบในไทย หากรัฐบาลปรับขึ้นภาษีนำเข้าหรือภาษีสรรพสามิตรถ EV นำเข้า จะส่งผลให้ต้นทุนรถเพิ่มขึ้นทันที
ความเสี่ยงด้านราคาและยอดขาย (Price & Demand Risk)
หากมีการถ่างส่วนต่างภาษีเพิ่มขึ้นตามข้อเสนอ (เช่น เพิ่มขึ้นเป็น 30–50%) ราคาขายปลีกหน้าโชว์รูมของ XPENG และ ZEEKR อาจต้องปรับขึ้นประมาณ 20–30% ซึ่งจะลดความสามารถในการแข่งขันเมื่อเทียบกับค่าย EV จีนอื่น ๆ ที่ตั้งโรงงานประกอบในไทยแล้ว (เช่น BYD, GWM, Changan, Chery) ส่งผลให้ยอดขายมีโอกาสชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ
แรงกดดันต่ออัตรากำไรขั้นต้น (Margin Compression)
หาก MGC หรือแบรนด์ต้นทางตัดสินใจไม่ปรับราคาขายขึ้นทั้งหมดเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด บริษัทฯ อาจต้องยอม แบกรับต้นทุนภาษีบางส่วน ซึ่งจะกดดันอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ของกลุ่มธุรกิจจำหน่าย EV
ภาระความสอดคล้องกับมาตรการ EV 3.0 / EV 3.5
กรณีที่นำเข้ารถภายใต้มาตรการสนับสนุนของรัฐ หากค่ายรถไม่สามารถผลิตชดเชย (Offset Production) ได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด อาจมีภาระต้องคืนเงินอุดหนุนและจ่ายภาษีย้อนหลัง ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนต่อนโยบายการดำเนินงานในอนาคต
กูรูส่องงบกระทบแน่นอน
ซึ่งบรรดานักวิเคราะห์ประเมิน โดยคาดอัตราที่เป็นไปได้ที่รัฐจะเพิ่มภาษี อาจอยู่ระหว่าง 15-20% จากเป้าสูงสุด32% คาดว่าจะกระทบต่ออัตรากำไรราว 5-7% ของกำไร แต่ทั้งนี้ ขึ้นกับการส่งผ่านต้นทุนนี้ไปยังผู้ซื้อแค่ไหนด้วย
ตอกย้ำอีกทีปัจจุบัน MGC มีการนำเข้ารถ EV ยี่ห้อ XPENG และ ZEEKR ในปี 2568 มีจำนวนยอดขายรถทั้งสองยี่ห้อรวมกันราว 4,500 คัน หรือมากกว่า 40% ของยอดขายรถทั้งหมด (คิดเป็นมูลค่ายอดขาย EV ปี 68 ประมาณ 6.7 พันล้านบาท หรือ ประมาณ 30-35 % ของยอดขายรวมของบริษัทที่ 2.2 หมื่นล้านบาทปี 68) และอัตราส่วนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น(นับจำนวนคัน)ในช่วงครึ่งแรกของปี 69 ดังนั้น หากรัฐปรับเพิ่มภาษีย่อมมีผลกระทบต่ออัตรากำไร ขณะที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงราว 20% ในสัปดาห์ที่ผ่านมาหลังมีข่าวเรื่องภาษีนำเข้าดังกล่าวแล้วด้วย
MGC ต้องยอมรับว่าไม่ใช่หุ้นนวัตกรรมอะไร หรือ New S Curve เพราะMGCเป็นเพียงตัวแทนขายเท่านั้น โรงงานก็ไม่มีนำเข้าล้วนๆ โดน 2 เด้ง ทั้งมาตรการรัฐและหากต้นทางขยับปรับเปลี่ยนเงื่อนไขใดๆในอนาคตอีกเชื่อว่านักลงทุนคงเข้าใจดี
ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง
Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon