ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯก.ย.เพิ่มขึ้น ชงรัฐรับมือน้ำท่วมเชิงรุก-ลดต้นทุนพลังงาน-หนุนซื้อสินค้าMiT
- หน้าหลัก
- เศรษฐกิจ-ธุรกิจ
- การค้า-อุตสาหกรรม-คมนาคม
- อุตสาหกรรม-พลังงาน
ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯก.ย.เพิ่มขึ้น ชงรัฐรับมือน้ำท่วมเชิงรุก-ลดต้นทุนพลังงาน-หนุนซื้อสินค้าMiT
เผยแพร่: 14 ต.ค. 2569 13:00 ปรับปรุง: 14 ต.ค. 2569 13:00 โดย: ผู้จัดการออนไลน์
ส.อ.ท. เผยดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ก.ย. ขยับขึ้นแตะ 90.7 จากค่าไฟที่ปรับลดลง โครงการไทยช่วยไทยและยอดขายรถอีวีที่เพิ่มขึ้น พร้อมชงรัฐรับมือน้ำท่วมเชิงรุก ลดต้นทุนพลังงาน–ดันสินค้า MiT
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่าดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนกันยายน 2569 อยู่ที่ระดับ 90.70 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 89.7 ในเดือนสิงหาคม 2569 ซึ่งเป็นการสำรวจฯก่อนเกิดน้ำท่วม โดยการปรับตัวเพิ่มขึ้นของดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมฯมาจากปัจจัยปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับงวดเดือนกันยายน–ธันวาคม 2569 จาก 3.95 บาท เหลือ 3.89 บาทต่อหน่วย ช่วยลดภาระต้นทุนภาคธุรกิจและค่าครองชีพของประชาชน ผู้ประกอบการมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นเพื่อเตรียมจำหน่ายสินค้าในช่วงเทศกาลปลายปี
ยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) ซึ่งเพิ่มขึ้น 100.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ( PHEV) เพิ่มขึ้น35.3 % ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 ความต้องการสินค้าเทคโนโลยียังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องตามการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” กระตุ้นยอดขายของร้านค้ารายย่อย
ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมยังเผชิญความเสี่ยงหลายด้าน โดยเฉพาะสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก ตลอดจนส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้าวัตถุดิบ และทำให้ Supply Chain ในอุตสาหกรรมยานยนต์หยุดชะงักช่วงปลายเดือนกันยายน , ราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ยในเดือนกันยายน 2569 ที่เพิ่มขึ้น 7.29 %จากเดือนก่อนหน้ามาอยู่ที่ 40.28 บาทต่อลิตร และค่าระวางเรือในเส้นทางการขนส่งปรับตัวสูงขึ้น อาทิเส้นทางออสเตรเลียเพิ่มขึ้น 63%จากเดือนก่อน ทำให้ต้นทุนการส่งออกเพิ่มขึ้นและกดดันผลประกอบการของผู้ส่งออกไทย และ SMEs ประสบปัญหาในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและสินเชื่อ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจและการขยายกิจการ
นายวิรัช ฉัตรดรงค์ รองประธาน ส.อ.ท. และรองประธานสายงานเศรษฐกิจและวิชาการ ส.อ.ท. กล่าวว่าดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 97.70 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 97.0 ในเดือนสิงหาคม 2569 สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มภาคอุตสาหกรรมในระยะข้างหน้า โดยมีปัจจัยบวกจากข้อตกลงด้านภาษีและการขยายระยะเวลาพักรบทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งช่วยบรรเทาความตึงเครียดทางการค้าโลก ความต้องการวัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น การต่ออายุโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)” สนับสนุนรายได้ของผู้ประกอบการ SMEs ในช่วงปลายปี
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังต้องติดตามความเสี่ยงจากสถานการณ์อุทกภัยในบางพื้นที่ ซึ่งอาจส่งผลต่อเนื่องถึงการฟื้นฟูความเสียหายหลังระดับน้ำลดลงรวมถึงความรวดเร็วและทั่วถึงของมาตรการเยียวยาจากภาครัฐ
นางพิมพ์ใจ กล่าวว่าส.อ.ท. เสนอให้ภาครัฐเร่งดำเนินมาตรการสำคัญ 3 ด้าน เพื่อบรรเทาผลกระทบและเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย ดังนี้
1. ยกระดับการบริหารจัดการอุทกภัยเชิงรุก โดยเชื่อมโยงข้อมูลภาพรวมสถานการณ์น้ำเพื่อประเมินความเสี่ยงและแจ้งเตือนล่วงหน้า (Early warning) มีกำหนดโครงสร้างการสั่งการและกลไกการประสานงานให้ชัดเจน ตลอดจนเร่งประสานบริษัทประกันภัยให้สำรวจความเสียหายและจ่ายค่าสินไหมทดแทนอย่างรวดเร็ว
2. ส่งเสริมการประหยัดพลังงานและลดภาระต้นทุน โดยภาครัฐออกมาตรการรณรงค์และส่งเสริมการประหยัดพลังงานเพื่อรับมือความผันผวนจากราคาพลังงาน เช่น การให้ส่วนลดค่าไฟตามปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่ลดลง เงินสนับสนุนการปรับปรุงกระบวนการผลิตและการติดตั้ง solar cell รวมทั้ง การสนับสนุนให้เปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าเป็นผลิตภัณฑ์ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ที่ผลิตในประเทศโดยผ่านคูปองส่วนลด
3. เร่งผลักดันการใช้สินค้า Made in Thailand (MiT) ในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ พร้อมสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนใช้สินค้า MiT