ผลวัคซีนมะเร็งดีแต่ไม่ดีพอ หุ้น Moderna ที่พุ่งกว่า 530% ปีนี้ ร่วงเกือบ 18% หลังข้อมูลรั่วก่อนงานประชุม

หุ้น Moderna ร่วงลงเกือบ 18% เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม ตามเวลาในสหรัฐฯ และระหว่างวันเคยดิ่งลงมากที่สุดถึง 25% หลังรายละเอียดผลการทดลองวัคซีนมะเร็งที่ใช้เทคโนโลยี mRNA ซึ่งพัฒนาร่วมกับ Merck หลุดออกมาบนโซเชียลมีเดียก่อนกำหนด แม้นักวิเคราะห์จะมองว่าผลการทดลองโดยรวมเป็นบวก แต่ก็ยังไม่ถึงความคาดหวังที่สูงมากของตลาด

ความคาดหวังดังกล่าวเริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคม เมื่อ Moderna ประกาศว่าวัคซีนช่วยป้องกันไม่ให้มะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมากลับมาเป็นซ้ำหรือแพร่กระจาย ทำให้หุ้นพุ่งขึ้นกว่าเท่าตัว และยังขึ้นต่ออีก 40% จนถึงวันพุธ

นับตั้งแต่ต้นปีหุ้น Moderna พุ่งขึ้นไปแล้วกว่า 530% และยังเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในดัชนี S&P 500 ปีนี้ แม้จะร่วงลงในวันพฤหัสบดี

ตอนที่ประกาศผลเมื่อเดือนสิงหาคม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าต้องรอดูรายละเอียดของการศึกษาก่อน ซึ่งเดิมมีกำหนดนำเสนอในวันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม ในงานประชุมของสมาคมมะเร็งวิทยาแห่งยุโรป (ESMO)

ข้อมูลหลุดก่อนงานประชุมวิชาการ

ภาพหน้าจอที่เผยแพร่บน X แสดงให้เห็นว่าเว็บไซต์ข่าวด้านมะเร็งชื่อ OncologyCentral เผยแพร่ผลการทดลองบางส่วนออกมาเมื่อวันพฤหัสบดี ด้าน ESMO ระบุว่ามีการละเมิดข้อตกลงที่ห้ามเผยแพร่ข้อมูลก่อนกำหนด สุดท้าย Moderna, Merck และ ESMO จึงตัดสินใจเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดในวันเดียวกัน

“เราตระหนักดีถึงความร้ายแรงของสถานการณ์นี้และผลที่อาจเกิดขึ้น” โฆษกของ ESMO ระบุ พร้อมบอกว่าสมาคมกำลังสอบสวนเรื่องนี้ และ “กำลังดำเนินมาตรการที่เหมาะสม” ขณะที่ OncologyCentral ยังไม่ได้ตอบกลับคำขอความเห็น

ลดความเสี่ยงมะเร็งกลับมาเป็นซ้ำหรือเสียชีวิตได้ 42%

ผลการทดลองระยะที่ 3 พบว่าวัคซีนเฉพาะบุคคลที่ชื่อ Intismeran Autogene เมื่อใช้ร่วมกับยาภูมิคุ้มกันบำบัด Keytruda ของ Merck ช่วยลดความเสี่ยงที่มะเร็งจะกลับมาเป็นซ้ำหรือผู้ป่วยจะเสียชีวิตได้ 42% เมื่อเทียบกับการใช้ Keytruda เพียงอย่างเดียว ในผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมากลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง

นอกจากนี้ยังลดความเสี่ยงที่มะเร็งจะแพร่กระจายไปยังอวัยวะที่อยู่ไกลออกไปหรือเสียชีวิตได้ 38% โดยราว 82% ของผู้ป่วยที่ได้รับวัคซีนร่วมกับ Keytruda ยังมีชีวิตอยู่โดยไม่มีมะเร็งกลับมาเป็นซ้ำหลังผ่านไป 2 ปี เทียบกับ 70% ในกลุ่มที่ได้รับ Keytruda อย่างเดียว

ผลการวิเคราะห์แยกอีกชุดยังพบว่า หลังผู้ป่วยได้รับวัคซีนครบ 6 เดือน ความเสี่ยงที่มะเร็งจะกลับมาเป็นซ้ำหรือเสียชีวิตลดลง 58% แต่ทั้ง 2 บริษัทระบุว่ายังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าการรักษานี้ช่วยให้ผู้ป่วยมีชีวิตยืนยาวขึ้นโดยรวมหรือไม่

“นี่คือความก้าวหน้าครั้งใหญ่สำหรับผู้ป่วยของเรา” นพ.ฮุสเซน ทาวบี ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งเมลาโนมาและผู้วิจัยในการทดลองนี้จาก MD Anderson Cancer Center มหาวิทยาลัยเท็กซัส กล่าว พร้อมระบุว่าวัคซีนมีผลข้างเคียงที่ไม่รุนแรงนักเมื่อเทียบกับการรักษามะเร็งแบบอื่น เช่น อาการปวดบริเวณที่ฉีด

วัคซีนนี้ถูกออกแบบให้เจาะจงไปที่การกลายพันธุ์ของเนื้องอกในผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อฝึกระบบภูมิคุ้มกันให้จดจำและทำลายเซลล์มะเร็งที่มีลักษณะเฉพาะเหล่านั้น จากนั้นใช้ร่วมกับ Keytruda ที่ช่วยให้ร่างกายต่อสู้กับมะเร็งได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

“บ่อยครั้งเมื่อเราเพิ่มการรักษาเข้าไปบนสิ่งที่ได้ผลดีอยู่แล้วอย่าง Keytruda ก็ยากที่จะแสดงให้เห็นประโยชน์เพิ่มเติม แต่ครั้งนี้เราแสดงให้เห็นได้ไม่ยาก” นพ.ดีน ลี ประธาน Merck Research Laboratories กล่าว

เนื่องจากเป็นวัคซีนเฉพาะบุคคล กระบวนการผลิตที่ซับซ้อนจึงอาจใช้เวลาถึง 6 สัปดาห์ แต่ โรเบิร์ต เดวิส ซีอีโอของ Merck บอกกับ CNBC ว่าบริษัทเชื่อว่าจะย่นระยะเวลานี้ได้ในอนาคต ส่วนทั้ง 2 บริษัทระบุว่ากำลังหารือกับหน่วยงานกำกับดูแลยาของสหรัฐฯ และคาดว่าจะได้รับอนุมัติในปี 2027

นักวิเคราะห์ชี้ตลาดคาดหวังสูงเกินไป

ไทเลอร์ แวน บิวเรน นักวิเคราะห์ของ TD Cowen ระบุในบทวิเคราะห์ก่อนข้อมูลฉบับเต็มจะออกมาว่า การที่วัคซีนช่วยลดความเสี่ยงที่มะเร็งจะแพร่กระจายหรือเสียชีวิตได้ 38% ถือเป็นผลที่ดี แต่ยังต่ำกว่าความคาดหวังที่สูงของตลาด

ส่วนการลดความเสี่ยงที่มะเร็งจะกลับมาเป็นซ้ำหรือเสียชีวิตได้ 42% นั้น แวน บิวเรน และนักวิเคราะห์รายอื่นมองว่าเป็นผลที่ดีมาก

แวน บิวเรน ยังมองว่าผลที่ด้อยลงเมื่อเทียบระหว่างการทดลองระยะกลางกับระยะท้าย อาจหมายความว่าวัคซีนมีโอกาสประสบความสำเร็จน้อยลงในผู้ป่วยที่มะเร็งแพร่กระจายไปทั่วร่างกายแล้ว หรือในเนื้องอกที่รักษายากกว่า

“เรามองว่าการลดความเสี่ยงของการกลับมาเป็นซ้ำหรือเสียชีวิตนี้มีความหมายทางคลินิก ปฏิกิริยาของหุ้นน่าจะมาจากความคาดหวังที่สูงเกินจริงก่อนข้อมูลฉบับเต็มออกมา มากกว่าจะเป็นการตัดสินว่าการรักษาแบบผสมนี้ไม่ได้ผล” อีวาน ไซเกอร์แมน นักวิเคราะห์ของ BMO Capital Markets ระบุ

แต่ไซเกอร์แมนก็เสริมว่า “ผลเหล่านี้ยังไม่มากพอจะสร้างความมั่นใจท่ามกลางความคาดหวังที่สูง”

ด้านนักวิเคราะห์ของ UBS มองว่า “โดยรวมเป็นชุดข้อมูลที่แข็งแกร่ง” และช่วยเพิ่มความมั่นใจต่อการทดลองวัคซีนในมะเร็งไตและมะเร็งกระเพาะปัสสาวะที่กำลังจะตามมา โดยมองว่าหุ้นที่ร่วงลงน่าจะมาจากความคาดหวังที่สูงมากมากกว่าข้อมูลที่น่าผิดหวัง

แพทย์ด้านมะเร็งและนักลงทุนมองว่าวัคซีนนี้อาจเป็นการรักษาที่พลิกโฉมวงการ และอาจนำไปใช้กับมะเร็งชนิดอื่นได้ในอนาคต โดย Merck และ Moderna กำลังทดลองในมะเร็งปอดชนิดไม่ใช่เซลล์เล็ก มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ และมะเร็งไต แต่นักวิเคราะห์ระบุว่ายังไม่แน่ชัดว่าผลในมะเร็งเมลาโนมาจะนำไปใช้กับมะเร็งชนิดอื่นได้แค่ไหน

นพ.ลี เองก็ยอมรับว่ายังต้องพิสูจน์อีกมากว่าวัคซีนจะได้ผลกับมะเร็งชนิดอื่น โดยเปรียบเทียบว่า “ผมฝันอยากสร้างบ้านสักหลัง แต่ตอนนี้เราเพิ่งโค่นต้นไม้ได้แค่ต้นเดียว ซึ่งต้นไม้ต้นเดียวยังสร้างบ้านหรือทั้งหมู่บ้านไม่ได้”

หากประสบความสำเร็จ วัคซีนนี้จะเป็นอีกผลิตภัณฑ์สำคัญที่สร้างรายได้ให้ Moderna ต่อจากวัคซีนโควิด-19 ไข้หวัดใหญ่ และไวรัส RSV ส่วนหุ้น Merck ซึ่งเป็นบริษัทยาที่มีขนาดใหญ่กว่า Moderna มาก ปิดลดลงเพียงราว 1% ในวันพฤหัสบดี หลังจากปรับขึ้นมาเกือบ 41% นับตั้งแต่ต้นปี

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.75 บาท ณ วันที่ 23 ตุลาคม 2569

ภาพ: Bo Shen / Shutterstock

อ้างอิง:

ABOUT THE AUTHOR

ถนัดกิจ จันกิเสน

Content Creator ประจำกองบรรณาธิการ THE STANDARD WEALTH ผู้เสพติดโลกธุรกิจ การตลาด เทคโนโลยี และชอบสำรวจโลกออฟไลน์และออนไลน์มาถอดรหัสความเคลื่อนไหวให้เป็นเรื่องเข้าใจง่าย สนุก และได้ไอเดียใหม่ๆ