ธปท. ชี้ไทยมีโอกาสพ้น Monitoring List หลังเกินดุลบัญชีเดินสะพัดลดเหลือ 2.8%

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกา (U.S. Treasury) เผยแพร่รายงานประเมินนโยบายการค้าและอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศคู่ค้าสำคัญ เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 โดยรายงานดังกล่าวจัดทำทุกครึ่งปี และใช้ข้อมูลย้อนหลัง 12 เดือนในการประเมิน

สำหรับหลักเกณฑ์การประเมิน ประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ 1. การเกินดุลการค้าสินค้าและบริการกับสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ มากกว่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 2. การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมากกว่า 3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และ 3. การแทรกแซงค่าเงินอย่างต่อเนื่อง โดยมีการซื้อเงินตราต่างประเทศสุทธิมากกว่า 2% ของ GDP และซื้อสุทธิมากกว่า 8 เดือน ในช่วงเวลา 12 เดือน
ทั้งนี้ ประเทศที่เข้าเกณฑ์อย่างน้อย 2 ใน 3 ด้าน จะถูกจัดอยู่ในบัญชีรายชื่อประเทศที่ต้องติดตามด้านนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน หรือ Monitoring List
ในการประเมินรอบก่อนหน้า ซึ่งใช้ข้อมูลระหว่างเดือนกรกฎาคม 2567-มิถุนายน 2568 ไทยถูกจัดอยู่ใน Monitoring List เนื่องจากเข้าเกณฑ์ 2 ใน 3 ด้าน ได้แก่ การเกินดุลการค้าสินค้าและบริการกับสหรัฐฯ และการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด
ส่วนรายงานฉบับล่าสุด ซึ่งประเมินจากข้อมูลระหว่างเดือนมกราคม-ธันวาคม 2568 ระบุว่า ไทยยังคงอยู่ใน Monitoring List แม้จะเข้าเกณฑ์เพียง 1 ใน 3 ด้าน เนื่องจาก U.S. Treasury กำหนดให้ประเทศที่ถูกจัดอยู่ใน Monitoring List ต้องอยู่ในบัญชีดังกล่าวอย่างน้อย 2 รอบการประเมินติดต่อกัน เพื่อให้สามารถติดตามการดำเนินนโยบายได้อย่างใกล้ชิด
อย่างไรก็ตาม U.S. Treasury จะพิจารณาถอดประเทศออกจาก Monitoring List ในการประเมินครั้งต่อไป หากประเทศดังกล่าวไม่กลับมาเข้าเกณฑ์เพิ่มเติม
นางสาวชญาวดี กล่าวว่า ในการประเมินรอบล่าสุด ไทยไม่เข้าเกณฑ์ด้านการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดแล้ว เนื่องจากสัดส่วนการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดลดลงจาก 3.8% ของ GDP ในรอบการประเมินก่อนหน้า มาอยู่ที่ 2.8% ของ GDP
ขณะที่ไทยยังคงเข้าเกณฑ์ด้านการเกินดุลการค้าสินค้าและบริการกับสหรัฐฯ โดยไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ อยู่ที่ 72,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญของอุตสาหกรรมหลายประเภทที่ส่งออกสินค้าไปยังตลาดสหรัฐฯ
นอกจากนี้ รายงานยังกล่าวถึงมาตรการด้านเงินทุนเคลื่อนย้ายและมาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินที่ ธปท. ดำเนินการในช่วงที่ผ่านมา เช่น การผ่อนคลายหลักเกณฑ์การนำรายได้กลับประเทศ หรือ Repatriation และการกำกับดูแลธุรกรรมทองคำ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาท
โดย U.S. Treasury เห็นว่า มาตรการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อดูแลความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และไม่ได้มุ่งสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันทางการค้า
สำหรับรายงานฉบับถัดไป ซึ่งจะประเมินจากข้อมูลระหว่างเดือนกรกฎาคม 2568-มิถุนายน 2569 เบื้องต้นคาดว่า ไทยน่าจะเข้าเกณฑ์เพียง 1 ใน 3 ด้าน คือ การเกินดุลการค้าสินค้าและบริการกับสหรัฐฯ จึงมีโอกาสที่จะถูกถอดออกจาก Monitoring List โดย ธปท. จะติดตามผลการประเมินของ U.S. Treasury อย่างใกล้ชิดต่อไป
ทั้งนี้ รายงาน U.S. Treasury ฉบับก่อนหน้า ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนมกราคม 2569 ได้กล่าวถึงมาตรการจำกัดยอดคงค้างบัญชีเงินบาทของผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ หรือ Nonresident Baht Account Limit และการยกเว้นหลักเกณฑ์สำหรับบริษัทต่างชาติที่มีคุณสมบัติตามกำหนด หรือ Nonresident Qualified Companies (NRQC) Exemption
รวมถึงมาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินที่มุ่งดูแลความเสี่ยงจากปัญหาหนี้ครัวเรือน เช่น มาตรการกำหนดอัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน หรือ Loan-to-Value (LTV) และมาตรการกำหนดอัตราส่วนสินเชื่อต่อรายได้ หรือ Loan-to-Income (LTI)