อิหร่านเมินเจรจา ขยาย MOU สหรัฐ หลังดีลหยุดยิงสิ้นสุดวันนี้ : อินโฟเควสท์

สำนักข่าว Tasnim ซึ่งเป็นสื่อของทางการอิหร่าน รายงานว่า นายเอสมาอิล บาเกอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน กล่าวว่า อิหร่านไม่มีแผนที่จะทำการเจรจากับสหรัฐเพื่อขยายระยะเวลาของบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่มีกำหนดสิ้นสุดลงในวันนี้ (17 ส.ค.)
“เราไม่ได้เริ่มการเจรจา และสหรัฐได้ละเมิดข้อตกลงความเข้าใจดังกล่าวตั้งแต่เริ่มต้น ดังนั้น ประเด็นเรื่องกรอบเวลา 60 วันจึงไม่จำเป็นต้องนำมาพิจารณา” เขากล่าว
ทั่วโลกจับตาท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ หลังกรอบเวลา 60 วันที่กำหนดไว้ภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ซึ่งจัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน กำลังจะสิ้นสุดลงในวันนี้
เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน อิหร่านและสหรัฐได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยการยุติสงครามในภูมิภาคในทุกแนวรบ รวมถึงเลบานอน
ภายใต้บันทึกความเข้าใจดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายมีกำหนดจัดการเจรจาภายในระยะเวลา 60 วัน ซึ่งจะสิ้นสุดลงในวันนี้ เพื่อบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้าย
อย่างไรก็ตาม อนาคตของการเจรจายังคงแขวนอยู่บนเส้นด้าย ท่ามกลางความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นระหว่างทั้งสองฝ่าย นับตั้งแต่มีการลงนามในเอกสารดังกล่าว
กรอบเวลา 60 วันดังกล่าวถือเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับทั้งสองฝ่ายในการใช้มาตรการทางการทูตในการทำข้อตกลงที่มีเป้าหมายเพื่อลดความตึงเครียดในภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงกำหนดเส้นตายในวันนี้ สหรัฐยังคงประสบภาวะชะงักงัน โดยไม่สามารถคว้าชัยชนะทางการทหาร และไม่สามารถฟื้นการเจรจาทางการทูต
ล่าสุด ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ โพสต์ข้อความบน Truth Social ในวันนี้ ระบุว่า เป้าหมายอันดับหนึ่งของสหรัฐคือการทำให้อิหร่านไม่สามารถครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ไม่ว่าจะในทางใด รูปแบบใด หรือด้วยวิธีการใดก็ตาม
ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ปธน.ทรัมป์ยังคงข่มขู่อย่างต่อเนื่องว่า สหรัฐจะกลับมาเปิดปฏิบัติการรบครั้งใหญ่ต่ออิหร่านอีกครั้ง โดยจะเป็นการโจมตีที่ใหญ่กว่าที่เคยมีมา
อย่างไรก็ดี ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ปธน.ทรัมป์กล่าวว่า เขาตกลงที่จะระงับการโจมตีครั้งใหม่ตามคำร้องขอของอิหร่านและประเทศอื่น ๆ ในตะวันออกกลาง
การตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้น ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับปริมาณอาวุธในคลังของสหรัฐที่กำลังร่อยหรอลง
สื่อรายงานว่า กองทัพสหรัฐใช้ขีปนาวุธไปเกือบ 80% ของจำนวนที่มีอยู่ ขณะที่ผู้บัญชาการทหารเตือนว่าคลังอาวุธของกองทัพอยู่ในระดับต่ำจนน่าอันตราย
นักวิเคราะห์ระบุว่า ความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างถ้อยแถลงอันแข็งกร้าวของสหรัฐ และการยุติปฏิบัติการทางทหารอย่างกะทันหัน ได้เปิดเผยให้เห็นอย่างชัดเจนว่าสหรัฐกำลังประสบปัญหาในการทำสงครามที่ยืดเยื้อ
นางมาร์จอรี เทย์เลอร์ กรีน อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ กล่าวอ้างว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังหารือกันเกี่ยวกับการใช้อาวุธนิวเคลียร์ในการโจมตีอิหร่าน
“พวกเขากำลังหารือเรื่องการใช้อาวุธนิวเคลียร์กับอิหร่าน” นางกรีนโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียเมื่อคืนวันอาทิตย์
“ดิฉันไม่ได้คาดเดา ดิฉันรู้ และมันเป็นเรื่องชั่วร้ายอย่างแท้จริง” นางกรีนระบุ
นางกรีน ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของปธน.ทรัมป์ในสภาคองเกรส เรียกร้องให้ชาวอเมริกันต่อต้านความพยายามใด ๆ ที่จะยกระดับสงครามให้รุนแรงขึ้น
“ประชาชนจำเป็นต้องออกมาพูดและหยุดความบ้าคลั่งนี้”
“และตอนนี้รัฐบาลของเรากำลังหารือกันเรื่องการลดเกณฑ์ในการใช้อาวุธนิวเคลียร์ เพื่อที่จะนำอาวุธนิวเคลียร์มาใช้กับอิหร่าน ทั้งที่ทรัมป์กล่าวอ้างว่าเขาชนะสงครามอิหร่านมาแล้วประมาณ 40 ครั้ง และบอกว่าสหรัฐสามารถควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ” นางกรีนกล่าว
นางกรีนเตือนว่า การยกระดับความขัดแย้งอาจนำไปสู่หายนะนิวเคลียร์ระดับโลก ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ และการสูญเสียชีวิตในระดับที่คนหลายรุ่นไม่เคยพบเห็น
คำกล่าวของนางกรีนมีขึ้น ขณะที่กองทัพสหรัฐกำลังประสบปัญหาอาวุธที่กำลังร่อยหรอลง
เอ็นบีซีนิวส์รายงานในเดือนนี้ว่า กระทรวงกลาโหมสหรัฐกำลังร่างแผนที่จะเพิ่มบทบาทของการใช้อาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธวิธีพิสัยใกล้ในการสู้รบระดับภูมิภาค
“มุมมองของเราคือ เราจำเป็นต้องมีทางเลือกด้านนิวเคลียร์ที่น่าเชื่อถือ” เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงกลาโหมสหรัฐกล่าวกับเอ็นบีซีนิวส์
สหรัฐยังคงเป็นประเทศเดียวในโลกที่เคยใช้อาวุธนิวเคลียร์ในการทำสงคราม หลังจากที่ได้ทิ้งระเบิดปรมาณูถล่มเมืองฮิโรชิมาและนางาซากิของญี่ปุ่นในปี 1945
โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ