Museum Siam เปิดตัวแพลตฟอร์ม รวบรวมฐานข้อมูลสถาปัตยกรรม 100 ปีภาคเหนือ มุ่งขับเคลื่อน Heritage Economy

สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (สพร.) สังกัดสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญในการดำเนินงานตลอด 1 ปีเต็ม กับการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาฐานข้อมูลสถาปัตยกรรม 100 ปีภาคเหนือ พร้อมเปิดตัวชุดเนื้อหาดิจิทัล ‘ล้านนาในศตวรรษแห่งการเปลี่ยนผ่าน’ บนเว็บไซต์ Museum Thailand  

ทั้งนี้ ประเทศไทยมีมรดกสถาปัตยกรรมอายุกว่าศตวรรษกระจายอยู่ทั่วประเทศมากกว่า 2,000 แห่ง ซึ่งบทเรียนที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่า การพัฒนาอาคารเก่าให้กลับมามีชีวิต สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างมหาศาล ทว่าความท้าทายหลักกลับอยู่ที่การพัฒนาที่เกิดขึ้นอย่างกระจัดกระจายทีละหลัง ขาดระบบการจัดการข้อมูลที่นำมาใช้ประโยชน์ต่อยอดได้อย่างแท้จริง สพร.จึงตั้งคำถามใหม่เพื่อเปลี่ยนวิธีทำงานผ่าน 4 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนจากตัวอย่างสู่ระบบ จากความร่วมมือสู่เครือข่าย จากการอนุรักษ์สู่องค์ความรู้ และจากการสร้างคุณค่าสู่การสร้างผลกระทบในระดับประเทศ

สำหรับตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา โครงการฯ ได้ลงพื้นที่สำรวจและรวบรวมข้อมูลสถาปัตยกรรมอายุกว่า 100 ปี ในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือที่ผ่านกลั่นกรองอย่างเข้มข้น ความพิเศษของโครงการนี้ไม่ได้อยู่ที่เพียงความเก่าแก่หรือความงามทางสถาปัตยกรรม แต่อยู่ที่เกณฑ์การคัดเลือกอาคาร 100 แห่ง ซึ่งต้องเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อน ‘การเปลี่ยนผ่านของเมือง’ ในรอบ 100 ปี ทั้งในมิติบริบทเมือง เรื่องราวของผู้คน และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรม 

เพื่อแปลงฐานข้อมูลให้กลายเป็นเครื่องมือสาธารณะที่ใช้งานได้จริง เว็บไซต์ Museum Thailand จึงเปิดตัวคลังข้อมูลสถาปัตยกรรมในช่วง ‘ล้านนาในศตวรรษแห่งการเปลี่ยนผ่าน’ ซึ่งรวบรวมประวัติศาสตร์อาคาร 100 แห่ง พร้อมคลังภาพถ่าย บทความเชิงลึก และผลงานวิจัย โดยได้รับการออกแบบให้เป็นเครื่องมือผ่าน 5 ฟังก์ชันสำคัญ ทั้งระบบค้นหาและกรองข้อมูลตามช่วงเวลาหรือประเภทอาคาร แผนที่และเส้นทางการเรียนรู้ที่ผู้ใช้งานสามารถสร้างเองได้ ข้อมูลอาคารเชิงลึก คลังบทความเชื่อมโยงเมือง ตลอดจนศูนย์รวมการอัปเดตกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นเพื่อสร้างการเรียนรู้

นอกจากนี้ การเล่าเรื่องของโครงการยังร้อยเรียงสถาปัตยกรรมไฮไลต์ 9 อาคาร ใน 9 จังหวัด ให้เปรียบเสมือน 9 บทบันทึกการเปลี่ยนผ่านของภาคเหนือ เริ่มตั้งแต่คริสตจักรที่ 1 เวียงเชียงราย จังหวัดเชียงราย สะท้อนความทันสมัยผ่านศาสนา, โรงเรียนบ้านหย่วน (เชียงคำนาคโรวาท) จังหวัดพะเยา แสดงบทบาทการศึกษากับการสร้างชาติ, วัดม่อนสัณฐาน (ปู่ยักษ์) จังหวัดลำปาง กับการตีความศิลปะตะวันตก, ตึกรังษีเกษม หอประวัติศาสตร์โรงเรียนน่านคริสเตียนศึกษา จังหวัดน่าน อาคารที่ส่องภาพการเปลี่ยนผ่านทางสังคมของภาคเหนือ, คุ้มวงศ์บุรี จังหวัดแพร่ ที่ถ่ายทอดการผสมผสานสถาปัตยกรรมวิกตอเรียนสู่อัตลักษณ์ท้องถิ่น, คุ้มเจ้าราชสัมพันธวงษ์ จังหวัดลำพูน ตัวแทนความเป็นสมัยใหม่แบบพื้นถิ่น, กิติพานิช จังหวัดเชียงใหม่ กับภาพเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนเมือง, บ้านเจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ บ้านเจ้านายในยุคปรับตัวสู่สยามสมัยใหม่ และวัดหัวเวียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่สะท้อนการหลอมรวมทางวัฒนธรรม เมื่อนำเรื่องราวเหล่านี้มาร้อยต่อกัน จึงกลายเป็นภาพสะท้อนพัฒนาการของภาคเหนือที่ก้าวสู่ความเป็นเมืองสมัยใหม่ โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์และความหลากหลายไว้อย่างทรงคุณค่า 

ขณะเดียวกัน ยังได้ลงพื้นที่รับฟังเสียงสะท้อนจากเจ้าของและผู้ดูแลอาคารจริง จนพบว่าความต้องการส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ใน 4 ด้านหลักคือ เงินทุนในการบำรุงรักษาที่มีราคาสูง องค์ความรู้และเทคนิคการบูรณะที่ถูกต้อง โมเดลธุรกิจที่ช่วยให้อาคารเลี้ยงตัวเองได้ในระยะยาว และการสืบค้นข้อมูลประวัติศาสตร์ที่สูญหายไป ข้อสรุปนี้ยืนยันว่า เจ้าของอาคารไม่ได้ต้องการเพียงเงินสนับสนุน แต่ต้องการองค์ความรู้ รูปแบบการใช้ประโยชน์ และเครือข่ายที่จะช่วยเปลี่ยนอาคารเก่าให้กลายเป็นคุณค่าใหม่ของเมืองอย่างยั่งยืน

เพื่อทดสอบการนำข้อมูลจากหน้าจอลงสู่พื้นที่จริง เมื่อวันที่ 21-22 กรกฎาคม 2569 สพร.จัดกิจกรรมศึกษาพื้นที่ต้นแบบการใช้ทุนวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมเพื่อการพัฒนาเมืองที่จังหวัดเชียงใหม่และลำปาง โดยนำคณะนักพัฒนาเมือง ผู้สร้างสรรค์เนื้อหา นักส่งเสริมวัฒนธรรม และนักเล่าเรื่องการท่องเที่ยว ร่วมลงพื้นที่สัมผัสอาคารจริง เช่น บ้านบอร์เนียว ศูนย์สถาปัตยกรรมล้านนา คุ้มเจ้าบุรีรัตน์ (มหาอินทร์) หอปูมละกอน วัดปงสนุก บ้านพระยาสุเรนทร์ บ้านหลุยส์ ที. ลีโอโนเวนส์ อาคารหม่องโง่ยซิ่น และอาคารเยียนซีไท้ลีกี กิจกรรมดังกล่าวยังเปิดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ขับเคลื่อนการพัฒนาเมือง เช่น รศ.ดร.วรลัญจก์ บุณยสุรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ล้านนา, ผศ.กานต์ คำแก้ว หัวหน้าศูนย์วิจัยและบริการวิชาการสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการ OKMD, ปุณณสิน มณีนันทน์ นายกเทศมนตรีนครลำปาง, ปรามินทร์ เครือทอง ที่ปรึกษาสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ พร้อมด้วยผู้แทนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในการส่งต่อองค์ความรู้ให้เดินหน้าต่อผ่านช่องทางของเครือข่ายอย่างไม่หยุดนิ่ง

สพร.ยืนยันว่า Adaptive Reuse คือแนวทางแห่งอนาคตที่เปลี่ยนคำถามจากการอนุรักษ์แบบเดิมที่ว่า จะรักษาไว้อย่างไร ไปสู่จะทำให้อาคารนี้สร้างคุณค่าใหม่ให้กับผู้คน เมือง และเศรษฐกิจได้อย่างไร โดยหัวใจของ Heritage Economy ประกอบด้วย 4 เสาหลัก ได้แก่ อัตลักษณ์ที่เลียนแบบไม่ได้ (Character/ Identity) เรื่องราวของสถานที่ (Story) ประสบการณ์พิเศษ (Experience) และมูลค่าที่หมุนเวียนกลับสู่เศรษฐกิจเมือง (Value & Economy) 

สำหรับบทสรุปของโครงการนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนอาคารประวัติศาสตร์ แต่ขาดการมองเห็นมรดกทางวัฒนธรรมในฐานะ ‘ทุน’ ที่สามารถวางห่วงโซ่คุณค่าได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่มรดกทางวัฒนธรรม (Heritage) สู่องค์ความรู้ (Knowledge) แปลงเป็นการเรียนรู้ (Learning) นำไปสู่การพัฒนาเมือง (City) และการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน (Future) เพราะคุณค่าของอาคารไม่ได้อยู่ที่อายุของมัน แต่อยู่ที่คุณค่าใหม่ที่สร้างให้เกิดขึ้นเพื่อผู้คนและเมือง

สามารถค้นหาข้อมูลสถาปัตยกรรมภาคเหนือและวางแผนเส้นทางเรียนรู้ได้ทาง https://www.museumthailand.com/thaiarch100yrs

Tags: Branded Content, Museum Siam, ล้านนา, PR News, Heritage Economy, Museum Thailand, มิวเซียมสยาม