เวสต์บรูก ราชาทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ลปิดฉาก NBA
รัสเซลล์ เวสต์บรูก หรือ เจ้านินจาเต่า ตัดสินใจอำลาวงการ NBA อย่างปุบปับ ทั้งที่เดือนก่อนยังเคยย้ำว่า ไม่มีความคิดอยากเลิกแต่อย่างใด
เขาโลดแล่นและฝากผลงานอันน่าทึ่งยาวนานถึง 18 ฤดูกาล ผ่านต้นสังกัดในลีกถึง 7 แห่ง
ที่จริงทั้ง ซาคราเมนโต้ คิงส์ กับ วอชิงตัน วิเซิร์ดส ก็ยังอยากใช้งาน แต่ดูเหมือนในบทบาทน้อยกว่าที่เขาต้องการ
นินจาเต่า เลือกวิธีการประกาศอำลา ผ่านคลิปวิดีโอบนโซเชียลมีเดีย ความยาว 3 นาทีครึ่ง โดยให้ ไมเคิ่ล บี.จอร์แดน นักแสดงชื่อดังช่วยบรรยาย
ทำให้ตลอดทั้งคลิปไม่มีคำพูดจากเวสต์บรูกแต่อย่างใด
เขาใช้ภาพไฮไลต์การเล่นตลอด 18 ปี ทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวความยิ่งใหญ่ หยาดเหงื่อ และการทุ่มเทอย่างทรงพลัง เกินกว่าคำบรรยายใดๆ
เวสต์บรูก แค่โพสต์ ข้อความสั้นๆ เอาไว้ใต้คลิป
“บางครั้ง คุณไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังเฝ้ามองจุดจบของมันอยู่ คุณต้องเคยอยู่ตรงนั้นจริง ๆ และบัดนี้ ทุกอย่างมันจบลงแล้ว”
เขายังอุตส่าห์ทิ้งปริศนาถึงบทบาทในอนาคต โดยให้ จอร์แดน บรรยาย ขณะที่ตัวเองนั่งอยู่ในห้องที่กำลังก่อสร้างว่า: “ปีกคู่นี้ยังสร้างไม่เสร็จ และตัวเขาก็ยังไม่จบลงเช่นกัน”
เลอบรอน เจมส์ อดีตเพื่อนร่วมทีม ออกมาชื่นชมเวสต์บรูก ทั้งฐานะหนึ่งในคู่แข่งและเพื่อนร่วมทีมที่ทรงพลังและมีความเป็นนักสู้อย่างแท้จริง
โดโนแวน มิตเชลล์ กับ เทร ยัง สองการ์ดระดับชั้นนำได้ร่วมโพสต์แสดงความเคารพต่อเวสต์บรูก ในฐานะไอดอลและต้นแบบผู้สร้างแรงบันดาลใจให้กับการ์ดยุคใหม่
เคนดริก เพอร์กิ้นส์ อดีตเพื่อนร่วมทีมธันเดอร์ และนักวิเคราะห์ ESPN บอกว่า “แม้ผมจะไม่ได้คุยกับรัสส์มาสักพักแล้ว แต่ผมมีความรักที่แท้จริงให้รัสเซลล์ เวสต์บรูก โดยตลอด… เขาไม่เพียงแต่ควรได้รับการรีไทร์เสื้อแข่งในโอคลาโฮมา ซิตี้ แต่ควรจะได้ ‘รูปปั้น’ หน้าสนามด้วยซ้ำ ถัดจาก เอสจีเอ แล้ว สำหรับผม รัสส์คือ ธันเดอร์ ที่ยิ่งใหญ่เป็นอันดับสองตลอดกาล”
เส้นทางบาสเกตบอลของ เวสต์บรูก เริ่มต้นที่ มหาวิทยาลัยดังอย่าง ยูซีแอลเอ ลงแข่งที่นั่นสองปี ก่อนประกาศตัวเข้าสู่การดราฟต์ 2008
ซีแอตเทิ่ล ซูเปอร์โซนิกส์ ใช้สิทธิอันดับสี่ คว้าเข้ามาครอง เพียงแต่หลังจากนั้นไม่นาน แฟรนไชส์ได้ย้ายเมืองและเปลี่ยนชื่อ เป็น โอคลาโฮม่า ซิตี้ ธันเดอร์ โดย เวสต์บรูก ยังไม่ทันได้ใส่ชุด ซูเปอร์โซนิกส์ แข่งแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม การมาของ เวสต์บรูก ถือเป็นเสาหลักสำคัญในการสร้าง ธันเดอร์ ยุคใหม่ ร่วมกับซูเปอร์สตาร์อย่าง เควิน ดูแรนท์ และ เจมส์ ฮาร์เด้น (ได้รางวัลตัวสำรองยอดเยี่ยม NBA)
ทั้งสามคน เข็น ธันเดอร์ ให้พุ่งทะยานมาทางตะวันตก อย่างร้อนแรง
ปี 2012 (เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ): เวสต์บรูก วัย 23 ปี พา ธันเดอร์ ชิงเป็นครั้งแรกของแฟรนไชส์ โดยต้องเผชิญหน้ากับ “บิ้กทรี” ของ ไมอามี่ ฮีต (เลอบรอน เจมส์, ดีเวย์น เหว็ด และ คริส บอสช์) แม้สุดท้ายต้องพ่ายแพ้ 1-4 เกม แต่นั่นกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ แฟนบาส ทั่วโลกรับรู้ถึงศักยภาพการเล่นอันร้อนแรงเหมือนพายุหมุนของเขา
ตลอดระยะเวลา 11 ฤดูกาลเต็มที่อยู่ โอคลาโฮม่า ซิตี้, นินจาเต่า ไม่เพียงสร้างสถิติส่วนตัวมากมาย แต่เขายังสร้างวัฒนธรรมความดุดัน, ความภักดี และจิตวิญญาณแห่งการไม่ยอมแพ้ให้กับเมือง อย่างที่ไม่เคยมีผู้เล่นคนใดทำได้มาก่อน
สิ่งที่ทำให้แฟนบาสเกตบอล ทึ่งในตัวอีกอย่างนอกเหนือทักษะการเล่น ก็คือเรื่อง สภาพร่างกายและความทรหด ของเวสต์บรูก เข้าขั้นเหนือมนุษย์
ในช่วงต้นของอาชีพ เคยได้รับฉายาว่าเป็น มนุษย์เหล็ก แห่ง NBA
สถิติความอึดระดับประวัติศาสตร์
- 394 เกมติดต่อกัน: ช่วง 5 ฤดูกาลแรกของการเล่นอาชีพ (ตั้งแต่ฤดูกาล 2008-09 จนถึงสิ้นสุดฤดูกาล 2012-13) เวสต์บรูก ไม่เคยพลาดการลงแข่งแม้แต่เกมเดียว ทั้งฤดูกาลปกติและเพลย์ออฟ
- เหตุการณ์โหนกแก้มแตกที่พอร์ตแลนด์ (ปี 2015): ระหว่างการเยือน เบลเซอร์ส ปี 2015 เวสต์บรูก โดนเข่า อันเดร รอเบอร์สัน เพื่อนร่วมทีมเข้าที่ใบหน้าอย่างรุนแรงจนกระดูกโหนกแก้มแตกและเกิดรอยบุ๋มเห็นได้ชัด เขาต้องเข้ารับการผ่าตัดด่วนในวันถัดมา ผู้คนต่างคาดว่าเขาจะต้องพักยาวหลายสัปดาห์ แต่ ความจริง นินจาเต่า พักแค่สองเกม รวมห้าวัน ก็กลับมาสู้ไหว ด้วยการใส่ หน้ากากป้องกัน
- รีเทิร์นอย่างยิ่งใหญ่: ในเกมที่กลับมาพร้อมหน้ากากนัดแรก เวสต์บรูก ซัดใส่ เซเว่นตี้ซิกเซอร์ส ไป 49 แต้ม, 16 รีบาวด์ และ 10 แอสซิสต์ พร้อมกระโดดดั้งก์อย่างรุนแรงใส่ผู้เล่นคู่แข่ง ช่วย ธันเดอร์ คว้าชัยต่อเวลา แสดงให้เห็นถึงความเกลียดชังต่อความพ่ายแพ้และความกล้าไม่กลัวบาดเจ็บ
เมื่อพูดถึงสโลแกนประจำตัวของ เวสต์บรูก คำว่า “Why Not?” (ทำไมจะไม่ได้ล่ะ?) ไม่เป็นเพียงแค่เครื่องหมายการค้าทางแฟชั่นหรือคำคมเท่ๆ แต่เป็นปรัชญาในการดำเนินชีวิตและการเล่นบาสเกตบอลของเขาที่ท้าทายทุกข้อจำกัด
จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่สุดในอาชีพของเขาเกิดขึ้น เมื่อ ฤดูร้อนปี 2016
เควิน ดูแรนท์ ตัดสินใจย้ายออกจาก โอคลาโฮม่า ซิตี้ ไปร่วมสร้างซูเปอร์ ทีม กับ สเตฟเฟ่น เคอร์รี่, เคลย์ ธอมป์สัน ที่ โกลเด้น สเตท วอร์ริเออร์ส ทิ้งให้ เวสต์บรูก กลายเป็น ทหารเสือเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ ท่ามกลางแรงกดดันและการถูกมองข้ามจากสื่อมวลชน
แทนที่จะถดถอย เวสต์บรูกกลับตัดสินใจเซ็นสัญญาต่อระยะยาวกับธันเดอร์ เพื่อแสดงความภักดีต่อเมือง และเปิดฉากฤดูกาล 2016-17 จนกลายเป็นหนึ่งในฤดูกาลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
- ทำลายสถิติ ทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ล ตลอดกาลของ ออสก้าร์ รอเบิร์ตสัน : เวสต์บรูก ซัดไปถึง 42 ครั้ง ในฤดูกาลเดียว ทำลายสถิติเดิม 41 ครั้งของ บิ้กโอ ที่คงอยู่ยาวนาน 55 ปี (ตั้งแต่ฤดูกาล 1961-62)
- ทำสถิติเฉลี่ย ทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ล ตลอดฤดูกาล: เขาได้เฉลี่ย 31.6 แต้ม (คว้าตำแหน่งตัวสกอร์มากสุด NBA), 10.7 รีบาวด์ และ 10.4 แอสซิสต์ กลายเป็นผู้เล่นคนที่สองของ NBA ที่ทำสถิติเฉลี่ย ทั้งฤดูกาลระดับ ทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ล
- เกียรติยศ MVP: จากการแบกทีมธันเดอร์ที่ขาดดาวดังคนอื่น จนคว้าชัยชนะ 47 เกม พาทีมเข้าสู่รอบเพลย์ออฟได้อย่างเหลือเชื่อ ส่งผลให้นินจาเต่าได้รับรางวัล NBA Most Valuable Player (MVP) ปี 2017 ไปครองอย่างสมเกียรติ
ตลอดระยะเวลา 18 ปี เวสต์บรูกได้เปลี่ยนคำว่า “ทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ล” จากที่เกิดขึ้นได้ยากสำหรับวงการ NBA ให้กลายเป็นเรื่องบรรทัดฐานใหม่ที่เกิดขึ้นจนชินตา
เขาทิ้งสถิติทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ลเอาไว้ ทั้งสิ้น 209 เกม และ ทำสถิติเฉลี่ยทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ลถึง 4 ฤดูกาล (2016-17, 2017-18, 2018-19 กับ โอเคซี และ 2020-21 กับ วอชิงตัน วิเซิร์ดส)
เมื่อเดือนพฤศจิกายนช่วงท้ายอาชีพ เวสต์บรูกยังแอสซิสต์ ครบ 10,000 ครั้ง กลายเป็นผู้เล่นคนที่ 8 ในประวัติศาสตร์ที่ทำได้ และจบอาชีพในอันดับที่ 5 ของผู้จ่ายแอสซิสต์สูงสุดตลอดกาล (10,351 ครั้ง)
นอกจากนี้ เขายังเป็นเพียง 1 ใน 2 คนของลีก ร่วมกับเลอบรอน ที่สะสมสถิติตลอดอาชีพได้เกิน 25,000 คะแนน กับ 10,000 แอสซิสต์ ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความครบเครื่องในฐานะทั้งตัวทำแต้มและตัวปั้นเกมระดับไม่ธรรมดา
หลังจากยุคสมัยอันเกรียงไกรกับ ธันเดอร์ สิ้นสุดลงในปี 2019
เวสต์บรูกได้เข้าสู่วิถีการเป็นผู้เล่นพเนจรที่ต้องปรับตัวเข้ากับหลายๆ แฟรนไชส์ แต่เขายังคงทุ่มเทความดุดันและเป็นมืออาชีพในทุกที่ที่ไป:
- ฮิวสตั้น ร็อคเก็ตส์ (2019–2020): กลับมาร่วมงานกับเพื่อนรักอย่างฮาร์เด้น พาทีมเข้าสู่รอบเพลย์ออฟ
- วอชิงตัน วิเซิร์ดส (2020–2021): สร้างปรากฏการณ์กดทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ล เป็นว่าเล่น พาทีมพลิกสถานการณ์ช่วงท้ายฤดูกาลเข้าสู่เพลย์ออฟอย่างน่าทึ่ง
- แอลเอ เลเกอร์ส (2021–2023): การกลับมาเล่นในบ้านเกิดที่แอลเอ ได้ร่วมงาน เลอบรอน และแอนโธนี่ เดวิส กลับเป็นช่วงเวลายากลำบากและเจอกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับสไตล์การเล่น แต่เขาก็ยังอดทนสู้
- แอลเอ คลิปเปอร์ส (2023–2024): ปรับบทบาทมาเป็นผู้เล่นสำรอง นำพาพลังจากม้านั่งสำรองและได้รับความรักจากแฟนๆ คลิปเปอร์สโดยทันที
- เดนเวอร์ นักเก็ตส์ (2024–2025): ผนึกกำลังกับนิโกล่า โยคิช พาทีมคว้าชัยชนะรอบเพลย์ออฟ 1 ซีรีส์ เมื่อปี 2025
- ซาคราเมนโต้ คิงส์ (2025–2026 ฤดูกาลสุดท้าย): ยอมรับค่าจ้างขั้นต่ำ ลงแข่ง 64 เกม (เป็นตัวจริง 58 เกม) ทำสถิติเฉลี่ย 15.2 แต้ม, 6.7 แอสซิสต์ และ 5.2 รีบาวด์ แม้ผลงานทีมจะแย่ ชนะ 22 แพ้ 60 แต่ เวสต์บรูกก็ยังคงทำหน้าที่ในฐานะรุ่นพี่และผู้นำทีมจนวินาทีสุดท้าย
ต้องถือว่า เวสต์บรูกในวัยย่าง 38 น่าจะสร้างความทรงจำให้กับแฟนบาสเกตบอลอย่างสับสนมากสุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์
ช่วงพีกๆ เขาคือ สุดยอดพอยท์การ์ด ดีกรีทั้งเอ็มวีพีลีก, ติดออล-สตาร์ 9 สมัย, แชมเปียนทำสกอร์ NBA สองฤดูกาล, แอสซิสต์มากสุดของลีกอีกสองซีซั่น
เป็นคนแรกคนเดียวที่ มีค่าเฉลี่ยทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ลถึงสี่ซีซั่น
เขารีไทร์ ด้วยการทิ้งผลงานทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ลมากสุดตลอดกาล 209 เกม, แอสซิสต์มากเป็นอันดับห้าตลอดกาล และสกอร์มากเป็นลำดับ 14 ของประวัติศาสตร์ลีก
ขณะเดียวกันเสียงด่า เวสต์บรูกจากแฟนบาสก็ถือว่าไม่ผิดเพี้ยน เรื่องการชูตมั่วซั่ว, ตัดสินใจท้ายเกมผีเข้าผีออก และสไตล์การเล่นพอร่างกายเริ่มเสื่อมถอย ก็เข้ากับคนอื่นได้ยาก แน่นอน ไม่เคยได้แหวนแชมป์มาครองอีกต่างหาก
เพียงแต่ข้อกล่าวหาเป็น ‘เด็กปั้ม’ จากมุมมองที่ชอบปั๊มสถิติ ถือว่า ดูแคลนเวสต์บรูกช่วงพีกๆ เกินไป
ทีมของเขามีสถิติ 153-56 หรือ 73.2% เวลาที่ทำทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ล
ไม่เป็นรอง พวกที่ ทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ลเกิน 120 ครั้งของ NBA อย่าง นิโกล่า โยคิช 198 ทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ล, ผลงานทีม 152-46 (76.8%), ออสก้าร์ รอเบิร์ตสัน 181 ทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ล, ผลงานทีม 131-50 (72.4%), แมจิก จอห์นสัน 138 ทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ล, ผลงานทีม 108-30 (78.3%), เลอบรอน เจมส์ 125 ทริปเปิ้ล-ดับเบิ้ล, ผลงานทีม 96-29 (76.8%)
เขาอาจไม่ใช่พอยท์การ์ดสมบูรณ์แบบ ไม่น่าติดท็อปไฟว์ตลอดกาล แต่สำหรับท็อปเทนแล้ว มีความเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง
เวสต์บรูกถือเป็นหนึ่งในการ์ดพลังเร้าใจ มีการเล่นอย่างเป็นเอกลักษณ์สุดเท่าที่ลีกเคยเห็นมา
และเชื่อว่าจะได้เข้าสู่ หอเกียรติยศในบั้นปลายไม่ยากเย็น