NDR กวาดกำไร Q2 โต 34 เท่าตัว แตะ 22.52 ล้าน รับมาร์จิ้นฟื้น-ยอดขายพุ่ง


บริษัท เอ็น.ดี. รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NDR รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 และงวด 6 เดือนแรก สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2569 มีกำไรสุทธิ ดังนี้

สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 บริษัทมีกำไรสุทธิ 22.52 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,480.29% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 0.63 ล้านบาท ขณะที่งวด 6 เดือนแรกปี 2569 มีกำไรสุทธิ 34.42 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 584.88% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 5.03 ล้านบาท

การเติบโตของกำไรในไตรมาส 2/2569 มีปัจจัยสำคัญจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นและโครงสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีอัตรากำไรดีขึ้น โดยบริษัทมีรายได้รวม 283.46 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.02% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้จากการขายอยู่ที่ 280.15 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.31% จาก 221.80 ล้านบาท เป็นผลจากการเพิ่มสัดส่วนจำหน่ายสินค้าที่มีอัตรากำไรสูง รวมถึงการขยายตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ภายในกลุ่มเริ่มมีรายได้เติบโตและมีบทบาทต่อรายได้รวมมากขึ้น

ด้านต้นทุนขายอยู่ที่ 210.29 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.20% ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำกว่าการเติบโตของรายได้จากการขาย ส่งผลให้สัดส่วนต้นทุนขายต่อรายได้ลดลงเหลือ 74.19% จาก 80.45% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเป็น 69.86 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 71.11% และอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเป็น 24.65% จาก 18.15% ในปีก่อน สะท้อนผลจากการเพิ่มสัดส่วนสินค้าอัตรากำไรสูงที่ช่วยยกระดับความสามารถในการทำกำไรของบริษัท

ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายอยู่ที่ 15.64 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.30% ตามยอดขายและการขยายตลาด โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศ แต่เมื่อคิดเป็นสัดส่วนต่อรายได้ลดลงเหลือ 5.52% จาก 6.24% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลง 4.08% เหลือ 27.50 ล้านบาท และสัดส่วนต่อรายได้ลดลงเหลือ 9.70% จาก 12.74% ส่งผลให้รายได้ที่เพิ่มขึ้นสามารถส่งผ่านไปยังกำไรได้มากขึ้น

ทั้งนี้ แม้ผลประกอบการรวมปรับตัวดีขึ้น แต่บริษัทย่อยยังไม่สามารถสร้างกำไรได้ตามแผน โดยกำไรสุทธิงบเฉพาะกิจการอยู่ที่ 25.46 ล้านบาท สูงกว่ากำไรสุทธิงบรวมตาม MD&A ราว 2.97 ล้านบาท สะท้อนว่าผลการดำเนินงานของบริษัทย่อยยังเป็นปัจจัยกดดันผลประกอบการรวมบางส่วน ขณะที่กำไรของบริษัทแม่ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 8.96 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน

สำหรับปัจจัยที่ยังเป็นแรงกดดัน บริษัทระบุว่าต้นทุนวัตถุดิบบางรายการเริ่มปรับสูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทั้งราคาวัตถุดิบ พลังงาน และต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทาน อย่างไรก็ตาม ผลกระทบในไตรมาส 2/2569 ยังสะท้อนเข้าสู่ต้นทุนเพียงบางส่วน เนื่องจากรอบการจัดซื้อและการใช้วัตถุดิบคงเหลือ โดยคาดว่าแรงกดดันด้านต้นทุนจะเห็นชัดขึ้นในไตรมาสถัดไป

บริษัทจึงเดินหน้ารักษากลยุทธ์เพิ่มสัดส่วนสินค้าที่มีอัตรากำไรสูง ควบคู่การขยายตลาดต่างประเทศ พร้อมบริหารการจัดซื้อวัตถุดิบและควบคุมต้นทุนการผลิต เพื่อชดเชยแรงกดดันจากต้นทุนที่อาจเพิ่มขึ้น โดยระบุว่าอัตรากำไรขั้นต้นระดับ 24.65% ในไตรมาส 2 ยังไม่ควรถูกมองเป็นฐานปกติระยะยาว จนกว่าผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบรอบใหม่จะสะท้อนเข้ามาอย่างครบถ้วน

Back to top button