ตัวจึงตายเพราะเรตติ้งตก Network

หนังเรื่อง Network เพิ่งมาลงเผยแพร่ใน prime video เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา รวมทั้งมีกำหนดจะเข้าฉายโปรแกรมหนังคลาสสิกของ House Samyan ภายในปีนี้

Network เป็นหนังปี 1976 ผลงานกำกับของซิดนีย์ ลูเม็ท และเขียนบทโดยแพ็ดดี ชาเยฟสกี

งานชิ้นนี้ประสบความสำเร็จทั้งรายได้และคำวิจารณ์ ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ 10 สาขา

ที่พลาดไปได้แก่ หนังเยี่ยม, ผู้กำกับ, นักแสดงนำชาย (วิลเลียม โฮลเดน), นักแสดงสมทบชาย (เน็ด บีทตี), กำกับภาพ และตัดต่อลำดับภาพ

อีก 4 สาขาที่เหลือคือ บทภาพยนตร์, นักแสดงนำชาย (ปีเตอร์ ฟินช์), นักแสดงนำหญิง (เฟย์ ดันนาเวย์) และนักแสดงสมทบหญิง (เบียทริซ สเตรท) ไม่เพียงแต่จะได้รับชัยชนะเท่านั้น ทว่าทั้งหมดยังร่วมสร้างประวัติศาสตร์เอาไว้ 2 ประการ

อย่างแรกคือ ทำให้ Network กลายเป็นหนังเรื่องที่ 2 ซึ่งสามารถคว้ารางวัลออสการ์นักแสดงได้ถึง 3 จากทั้งหมด 4 สาขา อันเป็นสถิติสูงสุดจนถึงบัดนี้ และมีหนังเพียงแค่ 3 เรื่องเท่านั้นที่ทำได้ (เรื่องแรกคือ A Streetcar Named Desire ในปี 1951 และล่าสุดคือ Everything Everywhere All at Once เมื่อปี 2022)

อย่างต่อมา Network ทำให้แพ็ดดี ชาเยฟสกีกลายเป็นคนที่ 2 ซึ่งสามารถคว้ารางวัลออสการ์สาขาบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมได้มากสุดถึง 3 ครั้ง หลังจากเคยได้รับมาแล้วกับเรื่อง Marty (1955) และ The Hospital (1971)

เหมือนลอกกันมาเป๊ะๆ เลยครับ คนที่เคยได้ออสการ์สาขาบทภาพยนตร์ 3 ครั้ง ก็มีทั้งหมดทั้งสิ้น 3 คนเช่นเดียวกัน คนแรกที่ทำสำเร็จคือ บิลลี ไวล์เดอร์ ส่วนคนล่าสุดได้แก่ วูดดี อัลเลน

เกี่ยวกับรางวัลออสการ์ ยังมีเรื่องเหลือเชื่ออีกประการ นั่นคือ ซิดนีย์ ลูเม็ท ผู้กำกับหนังเรื่องนี้ เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงทั้งหมด 5 ครั้ง (เป็นสาขาผู้กำกับ 4 ครั้ง และบทภาพยนตร์ 1 ครั้ง) และลงเอยด้วยการกลับบ้านมือเปล่าไปเสียทุกคราว

หลายคนกล่าวไว้ตรงกันว่า จุดเด่นในการทำหนังของซิดนีย์ ลูเม็ท ไม่สู้จะเอื้อต่อการประกวดชิงรางวัลสักเท่าไร

ซิดนีย์ ลูเม็ทมีความเชื่อว่าสไตล์หนังที่ดีนั้น ควรจะเป็นสไตล์ที่มองไม่เห็น หมายความว่าองค์ประกอบต่างๆ ทางด้านงานสร้าง ไม่ว่าจะเป็นการถ่าย​ภาพ, การตัดต่อ, กำกับศิลป์, ดนตรีประกอบ ฯลฯ ไม่ควรจะเด่น ฉูดฉาด หวือหวา จนแย่งชิงความสนใจของผู้ชมให้เบี่ยงเบนไปจาก ‘ใจความหลัก’ ที่หนังตั้งใจจะบอกเล่า

องค์ประกอบต่างๆ เหล่านี้ควรยืนพื้นอยู่บนความเรียบง่าย สมจริง มีบทบาทหน้าที่เพียงแค่คอยสนับสนุนเหตุการณ์เรื่องราวและการแสดงดำเนินไปอย่างลื่นไหล เป็นธรรมชาติ เพื่อขับเน้นแก่นสารสาระสำคัญให้โดดเด่นออกมา

งานของซิดนีย์ ลูเม็ท จึงไม่ปรากฏว่ามีการสร้างสรรค์ในแง่ ‘ภาษาหนัง’ หรือลีลาความเป็นศิลปะทางภาพยนตร์ให้เห็นกันสักเท่าไร

แต่ในแนวทางที่ซิดนีย์ ลูเม็ทยึดมั่น หนังของเขาก็ดีเลิศและแข็งแรงมากใน 3 ปัจจัยหลัก คือบทภาพยนตร์ที่ทรงพลังทั้งพล็อตและเนื้อหาสาระ, การขับเคลื่อนเรื่องราวเหตุการณ์ด้วยฉากสนทนาเป็นหลัก (แปลความได้ว่าเป็นหนังที่พูดคุยกันเยอะมาก) ได้อย่างสนุกเข้มข้นชวนติดตาม และสุดท้ายคือมีการแสดงในแบบ ‘เล่นดีเป็นหมู่คณะ’ ที่ยอดเยี่ยมน่าประทับใจ

งานเด่นๆ ของซิดนีย์ ลูเม็ท เช่น 12 Angry Men (1957), Serpico (1973), Murder on the Orient Express (1974), Dog Day Afternoon (1975), Prince of the City (1981), The Verdict (1982) รวมถึง Network ล้วนตอกย้ำสรรพคุณทั้ง 3 ประการ คือบทดีเนื้อหาสาระดี พูดคุยกันเยอะ แต่ดูสนุก และเด่นที่การแสดง

Network เป็นหนังตลกเสียดสี เล่าถึงตัวเอกชื่อฮาวเวิร์ด บีล ผู้อ่านข่าวโทรทัศน์ภาคค่ำของสถานีเครือข่าย USB (Union Broadcasting System)

ในยุครุ่งโรจน์ ฮาวเวิร์ดเคยเป็นมือหนึ่งของวงการ ได้รับความนิยมสูงสุด แต่เมื่อถึงปี 1969 เส้นทางอาชีพก็เริ่มเข้าสู่ช่วง ‘ขาลง’ ย่ำแย่กว่านั้นคือต่อมาอีกไม่นานภรรยาของเขาเสียชีวิต ส่งผลให้ฮาวเวิร์ดจมดิ่งโศกเศร้า และดื่มเหล้าหนัก

เมื่อหนังเริ่มต้นขึ้น ด้วยเสียงบรรยายเล่าเรื่องในลักษณะเหมือนนิทานหรือเทพนิยาย โดยเปลี่ยนจาก ‘กาลครั้งหนึ่ง…’ มาเป็น ‘วันที่ 22 กันยายน 1975’ ความนิยมที่ถดถอยลดฮวบ ทำให้ฮาวเวิร์ด บีลถูกไล่ออกจากงาน

คืนต่อมา ขณะอ่านข่าว ฮาวเวิร์ดกล่าวกับผู้ชมว่า เขาจะปลดเกษียณในอีก 2 สัปดาห์ จากนั้นก็ควบคุมตัวเองไม่อยู่ ระบายความอัดอั้นตันใจต่างๆ ออกมา จนเลยเถิดไปสู่การประกาศว่าจะปลิดชีพตนเองด้วยการยิงตัวตายออกอากาศในวันอังคารหน้า (เพื่อให้ทางสถานีมีเวลาตระเตรียมสำหรับการโฆษณาประชาสัมพันธ์)

ผลก็คือเกิดความวุ่นวายโกลาหลไปทั่วองค์กร ผู้บริหารระดับสูงของสถานีฝ่ายหนึ่ง มองเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องเสื่อมเสียน่าอับอาย และมีความเห็นว่าควรตะเพิดฮาวเวิร์ด บีลออกจากงาน และมีผลทันที

อย่างไรก็ตาม ในฐานะคนเก่าคนแก่ เคยสร้างความดีความชอบเอาไว้มากมาย ฮาวเวิร์ดวิงวอนร้องขอโอกาสสุดท้าย เพื่อร่ำลาผู้ชมอย่างมีเกียรติศักดิ์ศรี จนได้รับอนุมัติ (ท่ามกลางการกำชับอย่างเข้มงวดว่าห้ามดื่มเหล้าก่อนออกอากาศ และมีการตรวจสคริปต์อย่างเข้มงวด)

ขณะอ่านข่าวครั้งสุดท้าย ฮาวเวิร์ดสูญเสียการควบคุมตนเองอีกครั้ง และหนักข้อยิ่งขึ้นไปอีก เขาระบายอารมณ์อย่างเกรี้ยวกราดโกรธแค้น โจมตีความไร้สาระของสิ่งต่างๆ จนจบช่วงเวลา (โดยได้รับไฟเขียวจากแม็ค ชูมาร์คเกอร์ ประธานฝ่ายข่าว ซึ่งมีความโกรธแค้นผู้บริหารระดับสูง จนตัดสินใจลาออก และตั้งใจเอาคืนเป็นการสั่งลา)

รายการวุ่นวายป่วงคืนนั้น มีเรตติ้งพุ่งทะยานพรวดพราด และผ่านตาไดอานา คริสเตนเซน รองประธานฝ่ายรายการ เธอเห็นว่านี่คือโอกาสทองฝังเพชรแบบฟ้าประทาน ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก และยากที่จะเกิดขึ้นอีก จึงควรรีบยึดกุมเอาไว้ให้มั่น นำมาปั้นแต่งสานต่อให้กลายเป็นรายการฮิต

ไดอานาโน้มน้าวเบื้องบนจนยอมคล้อยตามความคิดของเธอ หลังจากนั้นก็เป็นการเจรจาต่อรอง การประลองกำลังภายใน เกมการเมืองภายในองค์กร ระหว่างเจ้าของและขั้วอำนาจเดิมกับตัวแทนบริษัทที่เข้ามาซื้อและยึดครองกิจการของ USB

ท้ายที่สุด ฮาวเวิร์ด บีลก็ได้กลับมาปรากฏตัวบนจอโทรทัศน์อีกครั้ง ภายใต้การโหมประโคมสร้างจุดขาย ให้เขาเป็นเสมือนตัวแทนของพระเจ้าในยุคสมัยใหม่ เพื่อโจมตีความจอมปลอมต่างๆ ในสังคม

รายการดังกล่าว ประสบความสำเร็จทะลุฟ้า ทำเรตติ้งสูงลิ่ว ฮาวเวิร์ดเปลี่ยนสถานะ จากตาแก่ขี้เมาหมดสภาพ กลายเป็นห่านที่ออกไข่เป็นทองคำ

ข้างต้นคือพล็อตเหตุการณ์คร่าวๆ ประมาณหนึ่งของหนังเรื่อง Network ซึ่งใช้เรื่องราวและจุดเปลี่ยนในชีวิตของฮาวเวิร์ด บีล เป็นแกนหลัก

แต่แกนหลักนี้ก็มีลักษณะเป็นเส้นประ ไม่ได้เรียงลำดับต่อเนื่อง มีเว้นระยะห่างหรือเลี้ยวสู่ทางแยก ซึ่งเป็นเรื่องราวของตัวละครอื่นแทรกสลับอยู่เป็นระยะๆ เช่น การที่เครือข่าย USB ถูกเทคโอเวอร์โดยบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีทุนรอนหนากว่า, ความทะเยอทะยานและหายใจเข้า-ออกเป็นเรตติ้งของตัวละครไดอานา, เรื่องของกลุ่มผู้ก่อการร้าย ที่ถ่ายหนังขณะลงมือปฏิบัติการ, ชีวิตแต่งงานยาวนาน 25 ปีของแม็กซ์ ชูมาร์คเกอร์ มีอันต้องสั่นคลอน เมื่อเขานอกใจภรรยา ไปมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับไดอานา ฯลฯ

รวมความแล้ว หนังมีพล็อตปลีกย่อยอยู่เยอะพอสมควร จนเหมือนแตกกระจายเป็นชิ้นส่วน แต่โดยรวมส่วนใหญ่แล้วก็มีการนำมาประกอบรวมกับเส้นเรื่องหลัก

ส่วนที่ดูเผินๆ เหมือนจะโดดออกมา คือความสัมพันธ์ระหว่างแม็กซ์กับไดอานา ซึ่งบทหนังละเว้นการให้เหตุผลคำอธิบายถึงแรงจูงใจของฝ่ายชาย (ส่วนฝ่ายหญิงนั้นเล่าแสดงแจ่มชัด)

ตรงนี้แลดูเป็นข้อบกพร่องในการเขียนบทที่ฉกาจฉกรรจ์อยู่ หากมองว่าเป็นการเล่าเรื่องของตัวละครแม็กซ์ แต่ถ้าคิดอีกอย่างว่าช่วงตอนดังกล่าว มีขึ้นเพื่อตั้งใจเล่าสะท้อนถึง ‘ความไม่ปกติ’ ของไดอานา ลบกลายเป็นบวกทันทีนะครับ

พูดอีกแบบคือขณะที่หนังเริ่มต้นด้วยเรื่องราวของฮาวเวิร์ด บีล ศูนย์กลางของเรื่องในช่วงครึ่งหลังกลับกลายเป็นไดอานา (มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า ยิ่งหนังดำเนินเรื่องไปเรื่อยๆ ผู้ชมก็ได้เห็นชีวิตนอกจอโทรทัศน์ของฮาวเวิร์ดน้อยลงทุกที และเกือบจะเหลือเฉพาะช่วงที่ ‘ออกอากาศ’ เท่านั้น สอดคล้องกับสถานะของตัวละคร ซึ่งได้รับการปฏิบัติจากคนรอบข้าง ไม่ใช่ในฐานะมนุษย์ แต่เป็นตัวเรียกเรตติ้งที่แทบจะปราศจากชีวิตจิตใจ

Network เป็นหนังตลกเสียดสี เป้าใหญ่ใจกลางคือสื่อโทรทัศน์ โดยเฉพาะประเด็นแง่มุมที่ว่าทุนและวิถีทางธุรกิจ ครอบงำบงการอย่างเบ็ดเสร็จ จนคนทำสื่อเหลือทางเลือกและความคิดเพียงอย่างเดียว คือทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้รายการมีเรตติ้งดี

หนังแทบไม่ได้แตะต้องประเด็นความขัดแย้งเกี่ยวกับอุดมการณ์หรือจรรยาบรรณของสื่อมวลชนเลยนะครับ (อาจจะมีบ้าง แต่ก็เล่าแสดงไว้เบาบาง) สื่อในเรื่องไปไกลลิบเกินเลยการตั้งคำถามเหล่านี้มากโขแล้ว และความใส่ใจใฝ่ใจต่อเรตติ้งก็นำไปสู่อีกเส้นแบ่ง คือจะรายงานนำเสนอข่าวมอมเมาเอาใจชาวบ้าน (เพื่อขาย) ตามปกติ หรือจะปรุงแต่งให้โลดโผนพิสดารยิ่งๆ ขึ้นไปอีก เพื่อดึงดูดเอาใจผู้ชม (แน่นอนว่าคำตอบคืออย่างหลัง)

การก้าวข้ามเส้นแบ่งนี้ (ทำให้รายการข่าวเน้นความบันเทิงสะใจอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องสนใจความเป็นจริง) เลยเถิดชนิดกู่ไม่กลับ ไม่ใส่ใจคำนึงถึงความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ไม่ต้องพะวงถึงผลกระทบดีร้ายที่จะเกิดขึ้นกับผู้ชม และพูดอย่างถึงที่สุด สิ้นไร้ความเป็นมนุษย์ โหดร้าย เลือดเย็น

น้ำหนักต่างๆ ข้างต้น เล่าเสนอผ่านตัวละครไดอานา ซึ่งน่าสนใจว่าเป็นตัวละครที่หนังตั้งใจวาดภาพให้เกินเลยความจริง ถึงขั้นที่ตัวละครหนึ่งในเรื่องพูดถึงไดอานาเอาไว้ว่าเธอเหมือนโทรทัศน์ที่กลับชาติมาเกิดเป็นคน

บุคลิกนิสัยพื้นฐานของไดอานา เป็นผู้หญิงเก่ง คล่องแคล่วในการทำงาน ไฟแรง ทะเยอทะยาน และมีเป้าหมายในชีวิตเพียงอย่างเดียว คือทำให้ทุกๆ รายการเพิ่มเรตติ้ง

ข้างต้นนี้เป็นไปตามขนบตัวละครจำพวก ‘ผู้หญิงร้าย’ ในหนังปกติทั่วไป แต่ไดอานาใน Network ยังมีรายละเอียดมากไปกว่านั้น เธอมีชีวิตแต่งงานที่ล้มเหลว ได้รับคำวิจารณ์จากผู้ชายหลายคนว่า มีเซ็กซ์ห่วย แต่ที่หนักหนาสาหัสสุดคือไดอานาไม่รู้จักความรัก และไม่รู้ว่าการรักใครสักคนจะต้องทำอย่างไร?

มองในแง่ความสมจริงหรือจิตวิเคราะห์ ไดอานาอาจมีความป่วยไข้ในจิตใจที่สลับซับซ้อน แต่ในความเป็นหนังตลกเสียดสี คำอธิบายที่มอบให้กับคนดูก็คือไดอานาเป็นตัวละครที่ไร้ความเป็นมนุษย์ หรือเป็นพวกฮิวแมนนอยด์

บทพูดตอนหนึ่ง อธิบายตัวละครนี้ไว้ว่า สำหรับไดอานาแล้ว สงคราม การฆาตกรรม และความตาย ไม่มีอะไรผิดแผก ทุกอย่างล้วนเหมือนกันไปหมด (ความหมายระหว่างบรรทัดที่หนังเว้นไว้ แต่ผู้ชมสามารถเติมได้ในใจก็คือไดอานาไม่รู้สึกรู้สา เย็นชา ไร้อารมณ์กับสิ่งเหล่านี้เหมือนๆ กัน)

มีหลายๆ ตัวละครในหนังที่สะท้อนถึงการไร้ความเป็นมนุษย์ แต่ที่เด่นชัดคือ ฮาวเวิร์ด บีล ซึ่งการหลุดและควบคุมตนเองไม่ได้ของเขา เกิดจากความป่วยไข้ แต่ถูกนำไปฉวยใช้เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ แล้วค่อยๆ กลายเป็นเหยื่อ ‘ถูกกระทำ’ จนกลายเป็นตัวประหลาดออกทีวี (ถ้าเป็นบ้านเรา คงถูกนำไปโชว์ตัวเก็บเงินตามงานวัด) ส่วนอีกคนคือไดอานา ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ซึ่งเป็น ‘ผู้กระทำ’  

ความน่าทึ่งก็คือหลายๆ เหตุการณ์สำคัญในหนัง คำพูดคำจาขณะออกโทรทัศน์ของฮาวเวิร์ด บีล รวมถึงพฤติกรรมการแสดงออกของตัวละครไดอานา มีลักษณะของการขยายความเกินจริง เพื่อมุ่งหวังผลในการเสียดสี แต่วิธีการนำเสนอของหนังก็เก่งมากในการทำให้ทุกสิ่งดังกล่าวมา กระเดียดคล้อยไปทางจริงจัง อาจไม่ถึงขั้นสมจริงจนใกล้เคียงกับหนังสารคดีหรอกนะครับ แต่ก็สามารถสร้างความรู้สึกน่าเชื่อถือ และเป็นที่ยอมรับได้โดยไม่ตะขิดตะขวงใจ

ความน่าเชื่อถือนี้ ประกอบรวมกันจากสองฝ่ายนะครับ

ในด้านหนึ่ง ผู้ชมพึงต้องเข้าใจและรับซื้อความเป็นหนังตลกเสียดสีอยู่บ้าง ส่วนอีกอย่างก็คือสไตล์และฝีมือการทำหนังอันเก่งกาจยอดเยี่ยมของซิดนีย์ ลูเม็ท โดยเฉพาะการดึงศักยภาพของนักแสดงทุกคนออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มีหลายฉากที่เหตุการณ์เจตนา ‘เล่นใหญ่’ จนเชื่อยาก แต่ทั้งหมดก็สามารถทำให้ผู้ชมเชื่อถือคล้อยตาม มิหนำซ้ำยังกลายเป็นฉากจำอันยอดเยี่ยม ทั้งนี้ก็ด้วยฝีมือการแสดงโดยแท้

Network ขึ้นชื่อลือลั่นว่าเป็นหนังเสียดสีแวดวงสื่อมวลชนรุ่นแรกๆ ที่โดดเด่นมาก แต่มากไปกว่านั้น ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้ยังเสียดสีอะไรต่อมิอะไรอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นระบบการเมือง, รายการโทรทัศน์อื่นๆ นอกเหนือจากรายการข่าว, ทุนนิยม, พรรคคอมมิวนิสต์, เศรษฐกิจ, ศาสนา, การก่อการร้าย รวมถึงพฤติกรรมของผู้เสพสื่อ ฯลฯ

หนังมีไคลแมกซ์ที่ประหลาด ให้ความรู้สึกเย้ยหยันเจ็บแสบอย่างยิ่งยวด แต่ผลทางด้านอารมณ์ความรู้สึกของผู้ชมขณะดู กลับราบเรียบนิ่งเฉยจนเหมือนไร้อารมณ์

ไม่แน่ใจนะครับว่าเป็นเจตนาความตั้งใจของคนทำหนังหรือไม่ ที่จะให้ออกมาเช่นนั้น

ถ้าใช่ ผมถือว่าเป็นฝีมือการทำหนังขั้นปรมัตถ์ ที่ต้องกราบไหว้นับถือกันเลยทีเดียว ในฐานะที่สามารถเผื่อแผ่ถ่ายทอดความเลือดเย็น ไม่รู้ร้อนรู้หนาว จากในหนังออกมาถึงคนดูที่อยู่นอกจอ

Deep focus Network ซิดนีย์ ลูเม็ท นรา สื่อมวลชน เรตติ้ง โทรทัศน์

เรื่อง: นรา

นักเขียน นักอ่าน นักดูหนังและซีรีส์ นักชมศิลปะ ดีเจ และคอลัมนิสต์วิจารณ์ภาพยนตร์ที่เฉียบคม หนักแน่น รุ่มรวยรอยยิ้ม