เจาะลึก ‘New Tourism’ ททท.กางยุทธศาสตร์พลิกอนาคตท่องเที่ยวไทย

เจาะลึก ‘New Tourism’
ททท.กางยุทธศาสตร์พลิกอนาคตท่องเที่ยวไทย

“ภาพรวมสถานการณ์ภาคการท่องเที่ยวไทยในปัจจุบัน หลังจากผ่านครึ่งแรกของปี 2569 ถือว่าค่อนข้างดีและทรงตัวได้ ทั้งตลาดต่างชาติเที่ยวไทยและตลาดคนไทยเที่ยวในประเทศ” นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดบทสัมภาษณ์กับ “มติชน” ถึงสถานการณ์ท่องเที่ยวไทย

รองนิธียังระบุว่า แม้ช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยจะเผชิญกับการชะลอตัวของตลาดระยะไกล แต่สามารถปรับตัวโดยดึงตลาดระยะใกล้เข้ามาทดแทนได้สำเร็จ โดยเฉพาะตลาดจีนที่ฟื้นตัวโดดเด่นเกือบ 20% ทำให้ตลาดต่างชาติยังทรงตัวในด้านบวกได้ โดยเฉพาะตลาดฐานลูกค้าหลักอย่างจีนและอินเดีย ที่ถือเป็นดาวเด่นกลุ่มคุณภาพ ภาพรวมการท่องเที่ยวต่างชาติในตอนนี้จึงเติบโตจากปี 2568 ประมาณ 1-2%

ตลาดจีนถือเป็นกำลังหลักสำคัญ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 16-17% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด ซึ่งกลุ่มที่น่าสนใจคือ กลุ่มที่เดินทางด้วยตัวเอง (เอฟไอที) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีการใช้จ่าย (สเปนดิ้ง) สูง โดยหากเทียบกับปี 2568 ต้องถือว่าปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ไม่ค่อยดีเท่าที่ควรในการเข้ามาเที่ยวไทยของนักท่องเที่ยวจีน แต่ตอนนี้นักท่องเที่ยวจีนกลับหัวมาเป็นบวกได้ค่อนข้างเยอะ ขณะที่ตลาดอินเดีย ในภูมิภาคเอเชียใต้มีการเติบโตแรงเป็นอันดับต้นๆ ส่วนตลาดอาเซียนอย่างมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม ยังคงเป็นตลาดความหวังหลักที่จะดึงดูดเข้ามาเที่ยวไทยมากขึ้น ส่วนสถานการณ์ในตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลายและกลับสู่ภาวะปกติ โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ยังคงนิยมเดินทางมาไทยเพื่อรับบริการ Medical & Wellness ช้อปปิ้ง และเที่ยวพักผ่อนกับครอบครัว นอกจากนี้ ตลาดระยะไกลอย่างสหรัฐก็ยังเป็นตลาดอันดับต้นๆ ที่ให้ความสนใจประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

ด้านตลาดคนไทยเที่ยวในประเทศยังคงมีความคึกคัก เนื่องจากพฤติกรรมการท่องเที่ยวได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทยไปแล้ว โดยในช่วง 6-7 เดือนที่ผ่านมา มีจำนวนการเดินทางสูงถึงกว่า 100 ล้านคน-ครั้ง ภายใต้แคมเปญสุขทันทีที่เที่ยวไทย รวมถึงเที่ยวไทย 365 วัน ซึ่งสะท้อนว่าคนไทยสามารถปรับตัวเข้ากับภาวะเศรษฐกิจและราคาพลังงานได้ดี โดยใช้การท่องเที่ยวเป็นการหาความสุขใกล้ตัวในช่วงวันหยุดยาว ส่งผลให้แหล่งท่องเที่ยวเมืองหลักและเมืองน่าเที่ยวมีความหนาแน่นอย่างต่อเนื่อง

ทิศทางในช่วงที่เหลือของปี 2569 นี้ ททท.ยังคงเดินหน้าตามแคมเปญ ฮีลลิ่ง อิส เดอะ นิว ลักชัวรี่ (Healing is the New Luxury) ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2568 เพื่อเตรียมพลิกโฉมภาพลักษณ์ประเทศไทยจากการเน้นเพียงจุดหมายปลายทาง (Destination) หรือกิจกรรม (Activity) สู่การเป็น Healing Destination หรือจุดหมายปลายทางที่มุ่งเน้นการเยียวยาและสร้างประสบการณ์ที่มีความหมาย (Meaningful Experience) ต่อการใช้ชีวิตมากขึ้น

ปัจจุบันผู้คนทั่วโลกกำลังโหยหาพื้นที่ที่ปราศจากความกดดัน เพื่อการผ่อนคลายและเติมพลังชีวิต (Rejuvenation) จึงได้วางกลยุทธ์ฮีลลิ่ง อิส เดอะ นิว ลักชัวรี่ โดยเน้นกลุ่มท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หรือการแพทย์ และสุขภาวะความเป็นอยู่ที่ดี โดยจะทำงานที่มีความละเอียดของแต่ละตลาดมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ได้มากที่สุด อาทิ ตลาดระยะไกล นักท่องเที่ยวที่เข้ามาจะเน้นการค้นหาตัวตนและการเปลี่ยนแปลงตัวเอง (Transformation) ส่วนตลาดระยะใกล้ เน้นการพักผ่อนระยะสั้น (Short Break) เพื่อแก้ปัญหาภาวะหมดไฟ (Burnout) และเติมไฟในการทำงาน นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นกลุ่มที่มีความสนใจเฉพาะ อาทิ กลุ่มตามรอยภาพยนตร์ กลุ่มแฟนคลับคอนเสิร์ต และกลุ่มกีฬา ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง (High-end) รวมถึงการนำ Character Marketing หรือแมสคอตมาใช้เพื่อสื่อสารกับกลุ่มเยาวชนและวัยรุ่นเจนซีให้มากขึ้น

สิ่งที่ขาดไม่ได้และต้องเร่งทำควบคู่กันคือ การแก้ไขปัญหาซัพพลายภายในเอง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นความปลอดภัย และบรรลุเป้าหมายการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ซึ่ง ททท.ยอมรับว่าต้องเร่งแก้ปัญหาภาพลักษณ์บางอย่างที่ทำให้นักท่องเที่ยวลังเลในการเข้ามาเที่ยวไทย หรือเปลี่ยนจุดหมายปลายทางที่จะเที่ยวไทยยังประเทศอื่นแทน โดย ททท.จะสวมบทบาทเป็นเซลส์แมน ประสานงานกับสเตคโฮลเดอร์ (Stakeholders) ทุกภาคส่วน เพื่อทำตลาดท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างมีคุณภาพสูงสุด รวมถึงปรับปรุงฝั่งอุปทาน (Supply Side) ตั้งแต่การอำนวยความสะดวกที่จุดตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ระบบขนส่งสาธารณะ ไปจนถึงความปลอดภัยในแหล่งท่องเที่ยว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวรู้สึกปลอดภัยและไร้ความกดดันเมื่อมาเยือน

ภาพลักษณ์ของประเทศไทยในด้านการท่องเที่ยว ททท.เชื่อมั่นว่า จุดแข็งสำคัญที่ทำให้การท่องเที่ยวใหม่ของไทยโดดเด่นกว่าคู่แข่ง คือ ความหลากหลายที่ผสมผสานอย่างลงตัว (Variety & Blend) ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้นคือ ด้านอาหาร นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสได้ตั้งแต่อาหารริมทาง (Street Food) จนถึงประสบการณ์หรูหรา (Fine Dining) ควบคู่ไปกับอัธยาศัยไมตรีที่อบอุ่นของคนไทย ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักที่ทำให้ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวเลือกกลับมาซ้ำอย่างต่อเนื่อง

เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารจัดการ และขับเคลื่อนประเทศไทยให้เดินหน้าต่อไปอย่างถูกทิศถูกทาง มติชน ได้กำหนดการจัดงานสัมมนา EXCLUSIVE MEETING :NEW TOURISM NEW ECONOMY: เจาะโอกาสเศรษฐกิจสุขภาพ พลิกอนาคตท่องเที่ยวไทย ในวันที่ 5 สิงหาคม เวลา 13.00-17.00 น. ที่ The Crystal Box อาคารเกษรทาวเวอร์ ชั้น 19 กรุงเทพฯ โดย นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นหนึ่งในผู้ขึ้นเวทีสัมมนา โดยจะ Executive Talk หัวข้อ New Tourism: ยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวไทยสู่การเติบโตใหม่

ถือเป็นเวทีที่อัดแน่นไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ เริ่มต้นด้วย นายศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ขึ้นเสวนาในหัวข้อ Longevity Economy: โอกาสใหม่ของเศรษฐกิจไทย มี อ๊อกซ์-เอกภัทร์ เชิดธรรมธร เป็นผู้ดำเนินรายการ ตามด้วย น.ส.ฐิติพร หนูคง ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ กรรมการผู้จัดการ โครงการ ซิลเวอร์ เวลเนส บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัดที่จะมา Executive Talk ในหัวข้อ เจาะโอกาสเศรษฐกิจสุขภาพ พลิกอนาคตท่องเที่ยวไทย และปิดท้ายด้วยเวทีสัมภาษณ์พิเศษ ในหัวข้อ Next Gen Business Talk มีวิทยากรที่ร่วมเวที ได้แก่ น.ส.พราวพุธ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทพราว และบริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) และ นพ.นพรัตน์ พานทองวิริยะกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบีเอ็นเอช (BNH) มี แคน-อติรุจ กิตติพัฒนะ เป็นผู้ดำเนินรายการ

ความพิเศษของเวทีสัมมนาในครั้งนี้คือ ในแต่ละเซ็กชั่นที่วิทยากรพูด จะเปิดโอกาสให้ผู้เข้าฟังที่เป็นผู้มีประสบการณ์เกี่ยวกับการท่องเที่ยวได้ซักถาม โดยหวังว่าแนวความคิดต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในงานจะเป็นประโยชน์ในทิศทางการท่องเที่ยวใหม่ที่จะเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจของไทยต่อไป