เจาะวิสัยทัศน์ 'อมร ทองธิว' พาวิริยะประกันภัยคว้า No.1 Brand 3 ปีซ้อน มุ่งเชื่อมต่อลูกค้าแบบไร้รอยต่อด้วย Seamless Convenience - Marketeer Online


ท่ามกลางสมรภูมิธุรกิจที่การแข่งขันดุเดือด พฤติกรรมผู้บริโภคที่พลิกผันอย่างรวดเร็ว และความท้าทายรอบด้านที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ “วิริยะประกันภัย” ยังคงยืนหยัดอย่างแข็งแกร่ง และพิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพที่เหนือกว่าด้วยการคว้ารางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2026 รักษาตำแหน่งแชมป์ของการเป็นแบรนด์ประกันวินาศภัยแบรนด์แรกที่ผู้บริโภคนึกถึงต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

ยืนยันการเป็น No. 1 ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดประกันวินาศภัยเป็นอันดับหนึ่งมาอย่างยาวนานถึง 34 ปีติดต่อกัน โดยมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 14.64% และหากเจาะลึกไปที่พอร์ตหลักอย่างประกันภัยรถยนต์ แบรนด์ยังคงครองแชมป์อันดับหนึ่งต่อเนื่องเป็นปีที่ 39 (22.9%) พร้อมทั้งมีฐานะทางการเงินที่เติบโตอย่างมั่นคงทั้งในกลุ่มมอเตอร์และนอนมอเตอร์ สะท้อนความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมีต่อวิริยะประกันภัย

อะไรคือเบื้องหลังความแข็งแกร่งนี้? คำตอบถูกซ่อนอยู่ในปรัชญาการทำงานที่ส่งต่อกันมาเกือบ 8 ทศวรรษ

“ความเป็นธรรม คือนโยบาย” DNA ที่มากกว่าคำสัญญา

กุญแจสำคัญที่ทำให้วิริยะประกันภัยครองความเป็นหนึ่ง คือการ “ใส่หัวใจ” ลงไปในงานบริการทุกขั้นตอน และยึดมั่นในความเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง โดยมีปรัชญาหลักคือ “ความเป็นธรรม คือนโยบาย” DNA ที่ผู้บริหารและพนักงานทุกคนท่องจำได้ขึ้นใจและนำไปปฏิบัติจริง

คุณอมร ทองธิว กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) ได้เน้นย้ำถึงแก่นแท้ของการดำเนินธุรกิจที่ทำให้แบรนด์ได้รับความไว้วางใจว่า

“วิริยะประกันภัยไม่ได้มุ่งแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์กรในทุกมิติ โดยยึดหลักลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centric) เป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ”

ในปี 2569 นี้ วิริยะประกันภัยตอกย้ำบทบาทของตนเองผ่านแคมเปญ “ยึดมั่นในการทำหน้าที่ตลอด 79 ปี” เพื่อสื่อสารคุณค่าของการเป็นหลักประกันความเสี่ยงที่พร้อมอยู่เคียงข้างสังคมไทยในทุกสถานการณ์

บทพิสูจน์แบรนด์ในยามวิกฤต

ในโลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง ทั้งความผันผวนทางเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ และภัยพิบัติทางธรรมชาติจาก Climate Change ธุรกิจประกันภัยต้องรับแรงกระแทกโดยตรง จุดเปลี่ยน (Turning Point) สำคัญที่ทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นและเกิดการบอกต่อ คือ “ศักยภาพในการรับมือกับภัยพิบัติ”

วิกฤตการณ์ในปี 2568 ทั้งเหตุแผ่นดินไหวในเมียนมาที่ส่งผลกระทบถึงไทย และมหาอุทกภัยในภาคใต้ตอนล่าง (โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา) คือบททดสอบครั้งใหญ่ ซึ่งคุณอมรได้เล่าถึงการรับมือในวิกฤตเหล่านี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า

“บริษัทฯ มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 79 ปี จึงมีความเชี่ยวชาญจากการบริหารจัดการภัยพิบัติหลากหลายรูปแบบตั้งแต่ระดับเล็กไปจนถึงวิกฤตขนาดใหญ่ โดยเฉพาะการรับมือกับสถานการณ์อุทกภัย ทั้งการบริหารจัดการด้านสินไหมทดแทน รวมถึงการนำปฏิบัติการ First AID มาใช้เป็นผลสำเร็จอย่างต่อเนื่องกว่าทศวรรษ ทั้งการสำรวจภัยและประเมินความเสียหาย การประสานเครือข่ายรถยกลาก

“ตลอดจนสาขาและศูนย์ปฏิบัติการสินไหมทดแทนครอบคลุมทั่วประเทศกว่า 160 แห่ง ที่พร้อมดูแล เยียวยา และชดเชยค่าสินไหมให้แก่ผู้เอาประกันภัยอย่างรวดเร็ว ครบถ้วน และเป็นธรรม”

เมื่อ AI และ Digital ไม่สามารถทดแทน “ความใส่ใจ”

แม้เทคโนโลยี AI และดิจิทัลจะเข้ามาเปลี่ยนเกมการตลาด แต่วิริยะประกันภัยเชื่อมั่นว่า “เทคโนโลยีไม่อาจทดแทนความเข้าใจและความเอาใจใส่ได้เท่ากับบุคลากร”

วิริยะประกันภัย จึงเลือกที่จะผสานจุดแข็งของทั้งสองสิ่งเข้าด้วยกัน โดยมุ่งพัฒนา ‘จิตใจแห่งการบริการ’ ของพนักงาน ควบคู่ไปกับการนำนวัตกรรมมาใช้อำนวยความสะดวก เช่น ระบบ V-Inspection (บริการตรวจสภาพรถด้วย AI), VClaim on VCall (บริการเคลมนัดหมายออนไลน์ผ่านวิดีโอคอล) รวมถึงการใช้ Big Data จากฐานลูกค้ากว่า 8 ล้านกรมธรรม์ มาวิเคราะห์พฤติกรรมและความต้องการ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ทั้งกลุ่ม Motor และ Non-Motor ให้ตอบโจทย์เฉพาะบุคคลได้อย่างแม่นยำ

Seamless Convenience ก้าวต่อไปสู่การเป็น “ส่วนหนึ่งในชีวิตลูกค้า”

ในอนาคต วิริยะประกันภัยไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่ “ผู้ให้บริการ” แต่มุ่งเป้าที่จะเป็น “ผู้ที่มีบทบาทในชีวิตของลูกค้า” ด้วยการสร้างประสบการณ์เชื่อมต่อแบบไร้รอยต่อ (Seamless Convenience & Accessibility) ผ่านระบบ Omnichannel ผสานการทำงานทั้งออฟไลน์และออนไลน์เข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นสาขา, ศูนย์บริการสินไหม, V-Station ในห้างสรรพสินค้ากว่า 160 แห่ง, ศูนย์ซ่อมรถยนต์และรถ EV ไปจนถึง LINE Official Account เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงบริการได้ง่ายในทุกที่ทุกเวลา

การรักษาตำแหน่งแบรนด์ชั้นนำในตลาดย่อมมาพร้อมกับความท้าทายจากความคาดหวังที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ของผู้บริโภค ซึ่งคุณอมรได้ให้คำมั่นสัญญาถึงทิศทางในอนาคตว่า

“แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายหรือวิกฤติในรูปแบบใด วิริยะประกันภัยพร้อมให้คำมั่นสัญญาว่าจะอยู่เคียงข้างผู้เอาประกันภัยและสังคมไทยในทุกสถานการณ์ ดังเช่นที่ได้ยึดมั่นปฏิบัติมาตลอดระยะเวลากว่า 79 ปี พร้อมยืนหยัดในปณิธานอันแน่วแน่ที่จะขับเคลื่อนองค์กรสู่อนาคต ด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งไกลกว่าความสำเร็จในปัจจุบัน สู่เป้าหมายการเป็นองค์กรที่เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว”

ความแข็งแกร่งของแบรนด์วิริยะประกันภัย ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาในวันเดียว แต่เกิดจากการทำหน้าที่อย่างสม่ำเสมอ การยกระดับมาตรฐาน รวมถึงการรับผิดชอบต่อสังคมผ่านเครือข่าย “วิริยะจิตอาสา” ที่พร้อมลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนยามเกิดภัยพิบัติ

ในตอนท้าย คุณอมรในฐานะตัวแทนของพนักงานกว่า 7,000 คน ได้ฝากคำขอบคุณถึงลูกค้าที่เชื่อมั่นในแบรนด์มาโดยตลอด พร้อมทิ้งท้ายว่า

“การพัฒนาในทุกมิติสะท้อนพันธกิจสำคัญของวิริยะประกันภัยในการทำหน้าที่ตามคำมั่นสัญญา ‘ทำหน้าที่หลักประกันความเสี่ยงให้สังคมไทย’ บนพื้นฐาน DNA องค์กรที่ยึดมั่นว่า ‘ความเป็นธรรม คือ นโยบาย’ พร้อมเคียงข้างลูกค้าและสังคมไทยในทุกวิกฤตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป”