“อียูคือคำตอบของไทย และไทยคือคำตอบของอียู” คุยกับ Noel Clehane รองประธานสภาธุรกิจอียู-อาเซียน ในห้วงการเจรจา FTA ไทย-อียู

ภายใต้ระเบียบเศรษฐกิจการค้าโลกที่กำลังผันผวนและสั่นคลอน หลายประเทศในโลกจึงเสมือนถูกบีบให้ต้องเร่งหาตลาดใหม่และแสวงหาความร่วมมือกับพันธมิตรทางการค้าใหม่ๆ เพื่อเป็นทางรอดและเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ในโลกที่เปลี่ยนไปเช่นนี้ ประเทศไทยเองก็กำลังเป็นเช่นนั้น โดยตลาดหนึ่งที่ไทยกำลังหมายตาในฐานะตลาดที่จะช่วยกระจายความเสี่ยงจากประเทศเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่อื่น หนีไม่พ้นสหภาพยุโรปหรืออียู ซึ่งถือเป็นตลาดใหญ่อันดับแรกๆ ของโลก และยังมีช่องทางโอกาสสำหรับธุรกิจไทยอยู่อีกมากมาย

รูปธรรมหนึ่งของความพยายามยกระดับขยับขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างไทยกับกลุ่มประเทศอียูที่หลายคนกำลังจับตามองนั้น ก็คือความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทย-อียู ซึ่งอันที่จริงนั้นมีความพยายามเจรจามายาวนานเริ่มตั้งแต่ ค.ศ. 2013 ก่อนตามด้วยหลายปัจจัยที่ทำให้การเจรจาต้องล่าช้าและชะงักงันไปบางช่วง กระทั่งเมื่อเศรษฐกิจโลกยิ่งตกอยู่ในภาวะไม่แน่นอนสูงขึ้นเรื่อยๆ ในระยะหลัง ไทยจึงตั้งมั่นที่จะให้การเจรจาบรรลุผลโดยเร็วที่สุด โดยตั้งเป้าหมายไว้ล่าสุดที่ภายในสิ้นปี 2026 นี้

แน่นอนว่าไทยไม่ใช่ฝ่ายเดียวที่ต้องการจะแสวงหาโอกาสตลาดใหม่ในอียู แต่อียูเองก็เช่นกันที่ก็กำลังมองไทยเป็นหนึ่งช่องทางโอกาสธุรกิจใหม่และเป็นตลาดที่จะช่วยกระจายความเสี่ยงในภาวะเศรษฐกิจโลกที่แปรปรวน ฝั่งอียูจึงตั้งความหวังต่อ FTA ไทย-อียูอยู่ไม่น้อยเช่นกัน และขณะเดียวกันก็ยังมีความคาดหวังต่อภาคเศรษฐกิจและธุรกิจไทยอยู่ในหลายประเด็น

วันโอวันชวนไปฟังมุมมองจากฝั่งธุรกิจอียูว่าประเมินศักยภาพ ความท้าทาย และมีความคาดหวังต่อเศรษฐกิจและธุรกิจไทยอย่างไรบ้าง และที่สำคัญ ภาคธุรกิจอียูมอง FTA ไทย-อียูที่กำลังเจรจาอยู่นี้อย่างไร โดยชวนไปสนทนากับ โนเอล คลีเฮน (Noel Clehane) รองประธานคณะกรรมการบริหารสภาธุรกิจสหภาพยุโรป-อาเซียน (EU-ASEAN Business Council) และหัวหน้าฝ่ายนโยบายสาธารณะระดับโลกของ BDO กลุ่มบริษัทด้านการตรวจสอบบัญชีและที่ปรึกษาธุรกิจ

Noel Clehane

คุณมองภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกปัจจุบันอย่างไร และภายใต้ภูมิทัศน์แบบนี้ ทำไมการกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างไทยและยุโรปถึงเป็นเรื่องสำคัญ

มันชัดเจนว่าโลกที่เราอาศัยอยู่ได้เปลี่ยนไปอย่างรุนแรงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ของเศรษฐกิจโลกของเราแตกต่างไปจากเดิมอย่างมากเมื่อเทียบกับห้าปีที่แล้ว ในตอนนี้ หลายคนมองเราอยู่ในโลกหลายขั้ว (multipolar world) จากที่เมื่อ 10 ปีก่อน สหรัฐอเมริกามีอำนาจนำทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และการทหาร และอาจจะยังคงเป็นเช่นนั้นอยู่ แต่ว่าประเทศอื่นๆ อีกหลายประเทศ โดยเฉพาะจีน ก็ได้ไล่ตามทันสหรัฐฯ แล้วในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันระเบียบระหว่างประเทศที่ยึดตามกฎเกณฑ์ (rules-based international order) นั้นก็กำลังเป็นไปอย่างแตกแยกกระจัดกระจาย และการดำเนินการในเชิงการเมืองหลายเรื่องก็ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการคว่ำบาตร การควบคุมการส่งออก การควบคุมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศทั้งขาเข้าและขาออก และการควบคุมบริษัทสาขาของต่างชาติ เช่น ในยุโรปและสหรัฐฯ ที่มีการควบคุมบริษัทสาขาของจีนในประเทศตัวเอง  

ในภาวะแบบนี้ บางคนอาจบอกว่าโลกาภิวัตน์ตายไปแล้ว แต่ผมไม่คิดว่ามันตาย มันยังคงมีชีวิต เพียงแต่มันกำลังเปลี่ยนรูปแบบจากการกำกับดูแลการค้าการลงทุนที่ใช้แนวทางเป็นหนึ่งเดียวกันทั่วโลก ไปสู่แนวทางที่กระจัดกระจายมากขึ้น อย่างปกติแล้ว องค์การการค้าโลก (WTO) มักขับเคลื่อนด้วยฉันทมติ ซึ่งประเทศสมาชิกทั้ง 165 ประเทศต้องเห็นพ้องต้องกัน แต่มันก็แทบไม่เคยเกิดขึ้นเลยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา กลายเป็นว่าตอนนี้เรามักเห็น 80-90 ประเทศ มาตกลงร่วมกันในบางเรื่องแทน เช่น การตกลงที่จะไม่เรียกเก็บภาษีศุลกากรจากการค้าขายทางอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น และขณะเดียวกันเราก็ได้เห็นการทำข้อตกลงการค้าในระดับภูมิภาค เช่น ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) และมีความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) นอกจากนั้น มันก็ยังมีข้อตกลงการค้าทวิภาคีใหม่ๆ อีกมากมาย หรือถ้าจะเรียกให้ถูกต้องนั้น ก็คือคำว่าข้อตกลงการค้าพิเศษ (preferential trade agreements) หรือบางครั้งก็เรียกว่าความคิดริเริ่มฝ่ายเดียว (unilateral initiatives) ภายใต้ WTO

เพราะฉะนั้นโลกาภิวัตน์ไม่ได้ตาย แต่มันแตกย่อยเป็นระดับภูมิภาค และความร่วมมือระดับเล็ก (minilateral) แทนที่จะเป็นพหุภาคี (multilateral) ตรงนี้ทำให้บรรดาธุรกิจและเศรษฐกิจโลกต้องเดินหน้าในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป และภายใต้สภาพแวดล้อมที่เช่นนี้ มันก็เอื้อให้ไทยและยุโรปต้องกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้ากันหนาแน่นขึ้น โดยในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ผมว่าไทยและยุโรปมีจุดยืนร่วมกันคือยึดถือระเบียบที่อิงตามกฎเกณฑ์ (rules-based order) และในแง่ธุรกิจ บริษัทยุโรปก็กำลังมองหาช่องทางการกระจายความเสี่ยงท่ามกลางความตึงเครียดของโลก ยุโรปจึงต้องการทำงานกับพันธมิตรที่มีมุมมองคล้ายกัน ซึ่งไทยก็ถูกมองว่าเป็นหุ้นส่วนแบบนั้น โดยเราได้มีข้อตกลงความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือไทย-สหภาพยุโรป (PCA ไทย-อียู) ที่ตกลงกันในปี 2022 ซึ่งครอบคลุมกว้างกว่าเรื่องการค้า ทั้งสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน และเสรีภาพสื่อ ขณะที่บริษัทในยุโรปก็มุ่งมั่นจะเป็นหุ้นส่วนระยะยาวกับไทย และเราก็เข้าใจบริบทของไทยที่มีเพื่อนบ้านใหญ่คือจีน และเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกามานาน เพราะฉะนั้นสำหรับไทยแล้ว การร่วมมือกับยุโรปก็อาจนับว่าจำเป็น เพื่อที่จะกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพิงตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป ซึ่งที่สุดแล้วจะไม่เป็นผลดี

เพราะฉะนั้นในแง่การกระจายความเสี่ยงในโลกแบบนี้นั้น อียูคือคำตอบของไทย และไทยก็คือคำตอบของอียู และนอกจากในแง่นี้ อียูก็สามารถเป็นแหล่งให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคและองค์ความรู้ เช่น ในเรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างเอไอ และในเรื่องความมั่นคงทางไซเบอร์ นอกจากนี้ยังมีการให้ความช่วยเหลือทางการเงินผ่านโครงการ Global Gateway มูลค่า 3 แสนล้านยูโร ซึ่งส่วนหนึ่งจัดสรรให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย  

ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอียู ประเด็นใหญ่ที่คนกำลังจับตาคือการเจรจา FTA ไทย-อียู คุณเห็นความคืบหน้าในเรื่องนี้อย่างไร

เดิมนั้น FTA ไทย-อียูถูกระงับไปในปี 2014 เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทย และเพิ่งกลับมาเริ่มเจรจากันใหม่ในปี 2023 ซึ่งมันก็ดำเนินไปค่อนข้างเร็ว แม้ตัวข้อตกลงการค้าจะมีความซับซ้อนก็ตาม โดยนับตั้งแต่เริ่มกลับมาเจรจาใหม่ในปี 2023 ถึงตอนนี้ เราเจรจากันไปแล้วเก้ารอบ รอบล่าสุดจัดขึ้นที่กรุงบรัสเซลส์ (ประเทศเบลเยียม) เมื่อเดือนที่แล้ว และรอบที่ 10 จะจัดขึ้นที่ไทยในเดือนกันยายนนี้ที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งผมเชื่อว่ามันอาจจะเป็นรอบสุดท้าย

แต่ในมุมมองของสภาธุรกิจสหภาพยุโรป เราก็ไม่ได้กังวลหากจะต้องมีการเจรจาเพิ่มอีก เพื่อให้ได้ข้อตกลงการค้าที่ดีขึ้น แม้ฝั่งไทยและอียูต่างหวังว่าจะสรุป FTA ได้ภายในปี 2026 ก็ตาม ซึ่งนั่นก็เป็นกำหนดเวลาสมมติขึ้นมาเองโดยไม่ได้มีประเด็นทางเทคนิคกฎหมายอะไรมาเป็นปัจจัย คือถ้าตกลงกันได้ตามนั้นจริงก็คงจะดี เพราะมันแปลว่าจะสามารถบังคับใช้ได้เร็วจนทั้งธุรกิจไทยและอียูจะสามารถใช้ประโยชน์จากมันได้เร็วขึ้น แต่อย่างไรเสีย เราให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่าความเร็ว หากมันจะต้องใช้เวลาเพิ่มอีกสามหรือห้าเดือนขึ้นไป จนอาจไปจบที่ปี 2027 ก็ไม่เป็นไร เพราะมันยังมีประเด็นท้าทายอยู่จำนวนหนึ่งที่ยังคงต้องเจรจาและตกลงกันให้ได้

FTA ไทย-อียู ในอุดมคติของคุณเป็นแบบไหน  

ในการเจรจานั้น ผมไม่ได้หมายความว่าเราต้องรอแล้วรออีกจนกว่าจะได้ข้อตกลงที่สมบูรณ์แบบ เพราะไม่มีข้อตกลงไหนสมบูรณ์แบบ 100% แต่เราต้องพยายามทำให้มันเป็นข้อตกลงที่คุณภาพสูง ได้รับการออกแบบโครงสร้างดี ครอบคลุม มีเป้าหมายทะเยอทะยาน และมีความสมดุล ให้ได้มากที่สุด อย่างคำว่าสมดุลก็สำคัญมาก หมายความว่ามันต้องดีทั้งต่อไทยและยุโรป รวมทั้งส่งผลดีไปถึงกลุ่มเกษตรกรและ SMEs เป็นต้น

เพราะฉะนั้นมันจึงยังมีหลายประเด็นที่ต้องมีการพูดคุยให้ตรงกัน เช่น เรื่อง SMEs ภาคบริการ ความร่วมมือด้านกฎระเบียบ และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ผมถึงบอกว่าหากต้องใช้เวลาในการคุยกันเพิ่มอีกไม่กี่เดือน ก็ไม่เป็นไร เพราะถ้าไปเร่งรีบเจรจาให้ทันเส้นตาย มันมีโอกาสที่บางประเด็นจะหล่นหายไปหรือยังไม่สามารถหาทางออกร่วมกันได้ และเมื่อลงนามข้อตกลงไปแล้ว การแก้ไขจะทำได้ยากมาก ผมจึงบอกทีมผู้เจรจาทั้งฝั่งไทยและอียูว่าการมีความทะเยอทะยานในเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ดี แต่ก็อย่าเพิ่งรีบสรุป ถ้ามันต้องใช้เวลาเพิ่มแต่มันจะทำให้ได้ข้อตกลงที่ดีและทะเยอทะยานกว่า เพราะเราจะต้องใช้มันไปในระยะยาว 

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการบังคับใช้ข้อตกลงที่ต้องเร็วที่สุด เพราะที่ผ่านมาข้อตกลงการค้าของยุโรปหลายฉบับใช้เวลานานถึงสองปีกว่าที่ทุกประเทศสมาชิกจะให้สัตยาบัน ซึ่งมันก็ทำให้ภาคธุรกิจรู้สึกหัวเสียว่าข้อตกลงลงนามไปแล้ว แต่กลับยังใช้จริงไม่ได้ อย่างความตกลงการค้าเสรีระหว่างอียูและแคนาดา (CETA) ที่ก็ผ่านมาเกือบ 10 ปีแล้ว แต่หลายประเทศสมาชิกอียูยังไม่ได้ให้สัตยาบัน ทั้งที่อียูกับแคนาดาก็เป็นพันธมิตรที่มีจุดยืนร่วมกัน

และที่สำคัญ หลังบรรลุการเจรจาแล้ว ต้องมีการประชาสัมพันธ์ให้ภาคธุรกิจรับรู้ว่ามีโอกาสอะไรบ้างในข้อตกลงนี้ เพราะหากลงนามแล้ว คนไม่รู้เรื่อง ประโยชน์ก็ไม่เกิด การเจรจาก็สูญเปล่า เพราะข้อตกลงจะไม่ถูกนำไปใช้ ซึ่งที่ผ่านมายุโรปเองก็อาจยังทำเรื่องนี้ได้ไม่ดีนัก

ความท้าทายในการเจรจา FTA ไทย-อียู คืออะไร

ตามปกติของการเจรจาข้อตกลงการค้าส่วนใหญ่แล้ว เขามักจะจัดการประเด็นที่ง่ายกันก่อน เพราะฉะนั้นการเจรจา FTA ไทย-อียู จึงรุดหน้าเร็วมากในประเด็นช่วงแรกๆ เช่นเรื่องความยั่งยืนที่ตกลงกันเร็วมาก ขณะที่ประเด็นยากมักจะถูกทิ้งไว้ท้ายสุด เท่าที่เรารู้ตอนนี้ ประเด็นหนึ่งก็คือเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยเฉพาะในเรื่องการมีโอกาสเข้าถึงการประมูลงานภาครัฐในไทย เพราะตามปกติแล้ว ไทยไม่ได้เปิดให้ผู้ให้บริการต่างชาติร่วมประมูลงานภาครัฐได้ เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องใหม่สำหรับไทย ซึ่งหากบริษัทในยุโรปได้ร่วมประมูลแล้ว มันก็คงไม่ใช่ว่าบริษัทยุโรปจะชนะประมูลเสมอไป แต่อย่างน้อยก็อยากให้ได้โอกาสในการยื่นประมูลได้ แต่ก็แน่นอนว่าไทยต้องปกป้องผลประโยชน์ของตนเองเช่นกัน ซึ่งที่สุดแล้วก็ต้องมาหาทางออกกันเรื่องนี้ และเราเชื่อว่ามันจะคลี่คลายได้ เพราะผู้เจรจาของทั้งสองฝ่ายต่างก็มีความสามารถสูง ผมเชื่อว่าพวกเขาจะหาเทคนิคแนวทางในการแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ เช่น การมีระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน หรือการให้บริษัทไทยจะได้รับโอกาสเข้าร่วมในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของยุโรปได้ก่อนที่บริษัทยุโรปจะได้รับโอกาสเข้าร่วมของฝั่งไทยได้

นอกจากนี้ก็ยังมีการหารือเรื่องเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ซึ่งยุโรปมีความเชี่ยวชาญมากและต้องการจะช่วยไทยให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (net zero) ในปี 2050 ได้ รวมไปถึงเรื่องการพัฒนายกระดับโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว แต่ในเรื่องนี้ บริษัทของไทยบางแห่งอาจพบว่าทำได้ยากหรืออาจยากที่จะไปแข่งขันกับบริษัทยุโรปในเรื่องนี้ หรืออย่างเรื่องการกำหนดมาตรฐานสินค้าต่างๆ เช่น มาตรฐานสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) ซึ่งยุโรปกำหนดมาตรฐานไว้สูงมาก ซึ่งจะว่าไปก็ถือว่าสูงสำหรับบริษัทในยุโรปเองและทั่วโลกด้วย ไม่ใช่แค่ไทย แต่ยุโรปก็ไม่ได้ต้องการลดมาตรฐานในเรื่องเหล่านี้ เพราะยุโรปก็ต้องการปกป้องพลเมืองจากโรคหรือสารกำจัดศัตรูพืชที่ถูกแบนในยุโรป เพราะฉะนั้นหากมีการใช้สารเหล่านั้นในการผลิตสินค้าเกษตร สินค้านั้นก็จะนำเข้าสู่ยุโรปไม่ได้ ตรงนี้จึงอาจเป็นเหตุของการแข่งขันที่ไม่เท่าเทียมระหว่างบริษัทไทยกับยุโรปได้ และได้เกิดความกังวลต่อฝั่งไทยพอสมควรว่าจะเจอความลำบากในการขยายตลาดสินค้า เช่น ปลาแปรรูป ไก่ ข้าว และสินค้าเกษตรต่างๆ ที่ไทยมีชื่อเสียง แต่ผมก็คิดว่าประเด็นเหล่านี้จะคลี่คลาย

เรื่องเหล่านี้เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของทั้งฝั่งอียูและไทย และทั้งสองฝ่ายกำลังพยายามหาจุดร่วม ผมเชื่อว่าทั้งสองฝ่ายมีเจตจำนงทางการเมืองที่จะเอาชนะความท้าทายและหาทางออกในประเด็นเหล่านั้น

แล้วฝั่งอียูมีความกังวลแบบนี้กับ FTA ไทย-อียู ไหม เพราะจำได้ว่าก่อนหน้านี้ก็เคยมีกรณีที่คนออกมาต่อต้านข้อตกลงการค้าที่อียูทำกับชาติอื่น เช่น ข้อตกลงระหว่างกลุ่มตลาดร่วมอเมริกาใต้ตอนล่าง (MERCOSUR) กับอียู ที่มีกลุ่มเกษตรกรออกมาประท้วงเพราะกังวลเรื่องการทะลักเข้ามาของสินค้าเกษตรจากอเมริกาใต้ แล้วในกรณี FTA ไทย-อียู มีข้อกังวลลักษณะนี้จากฝั่งอียูเองไหม 

ก่อนอื่นขอเริ่มด้วยข้อมูลสถิติการค้าระหว่างประเทศสมาชิกอียูและไทย ซึ่งมันมีมูลค่าประมาณ 45,000 ล้านยูโรในปีที่แล้ว นับว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก และมันก็เป็นการค้าระหว่างทั้งสองทาง (bilateral) ไม่ใช่แค่ยุโรปขายสินค้าให้ไทยอย่างเดียว เพราะบริษัทยุโรปมีการลงทุนสะสมในไทยแล้วประมาณ 25,000 ล้านยูโร ซึ่งถือเป็นมูลค่าที่มาก และยุโรปก็ยังเป็นนักลงทุนรายใหญ่อันดับสี่ในไทย รองจากจีน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ขณะเดียวกันบริษัทไทยก็มีการลงทุนในอียูเกือบ 5,000 ล้านยูโร ซึ่งนั่นยังไม่รวมสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ และสหราชอาณาจักรที่อยู่นอกอียู และเราเชื่อว่าการมี FTA จะยิ่งทำให้การเข้าถึงตลาดระหว่างกันสูงขึ้นอีก แน่นอนว่าแต่ละฝ่ายก็อยากปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง แต่ผมเชื่อว่ามันจะเป็นเรื่อง win-win โดยเมื่อบริษัทยุโรปเข้าถึงตลาดไทยได้แล้ว เราก็จะเข้ามาช่วยเติมทักษะ ความเชี่ยวชาญ และเทคโนโลยีให้กับอุตสาหกรรมของไทยได้ และขณะเดียวกัน มันก็เป็นโอกาสของภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมไทยที่จะได้เข้าถึงตลาดของอียู โดยเมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 ที่ผ่านมา ผมเพิ่งได้รับเชิญจากทาง BOI (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) ให้มาร่วมงาน SUBCON Thailand ซึ่งนั่นทำให้ผมทึ่งมากเมื่อพบว่าไทยก็มีศักยภาพทางเทคโนโลยีขั้นสูงในส่วนที่ผมไม่เคยรู้มาก่อน เพราะฉะนั้นหากผู้ผลิตไทยเข้าถึงตลาดยุโรปได้มากขึ้น มันก็ย่อมดีต่อเศรษฐกิจไทยเอง และดีต่อยุโรปด้วย เพราะบริษัทยุโรปจะสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงในต้นทุนที่ต่ำกว่าของไทยได้ ซึ่งในยุโรปเองไม่สามารถผลิตสินค้าได้ในต้นทุนที่ถูกเหมือนไทย มันจึงเป็นเรื่องดีต่อทั้งสองฝ่าย  

ผมว่าข้อตกลงการค้าทุกฉบับมีทั้งผู้ได้ประโยชน์และผู้เสียประโยชน์ แต่โดยรวมแล้ว หากมันได้รับการออกแบบมาอย่างดี ทะเยอทะยาน ครอบคลุม และสมดุล มันจะทำให้มีผู้ชนะมากกว่าผู้แพ้ในทั้งสองฝ่าย และในระยะยาวเองก็จะเป็นประโยชน์กับไทยในแง่การกระตุ้นให้ไทยต้องพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน และข้อตกลงที่ดีย่อมกำหนดให้มีระยะเวลาเปลี่ยนผ่านเพื่อให้ธุรกิจปรับตัวได้ ไม่ใช่ว่าบังคับใช้ทันทีจนบริษัทยุโรปที่มีขนาดใหญ่กว่าหรือมีทักษะมากกว่าเข้ามาทำลายอุตสาหกรรมไทย

ในการที่ธุรกิจในอียูจะเข้ามายังตลาดของไทย พวกเขาเห็นศักยภาพในภาคส่วนไหนของไทยบ้าง

ผมถูกถามคำถามนี้บ่อยมาก และผมค่อนข้างลังเลที่จะระบุว่าเป็นภาคส่วนไหนบ้าง เพราะจริงๆ แล้วไทยสามารถดึงดูดการลงทุนได้ในทุกภาคส่วน แต่ผมก็ไม่ได้บอกว่าไทยควรเป็นผู้นำโลกหรือภูมิภาคในทุกเรื่อง เพราะหากไม่มีการจัดลำดับความสำคัญ ก็อาจจะไม่เป็นผู้นำในเรื่องใดเลย แต่ภาคส่วนของไทยที่นักลงทุนยุโรปสนใจคือเรื่องโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทย การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและความยั่งยืน รวมถึงพลังงานหมุนเวียนและการปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (smart grid) วิทยาศาสตร์ชีวภาพ (life sciences) การผลิตขั้นสูงที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ เทคโนโลยีชีวภาพ (biotech) และการศึกษา

อย่างไรก็ตาม ไทยก็อาจจำเป็นต้องปรับปรุงระบบการศึกษาให้ทันสมัยเพื่อให้เหมาะกับเศรษฐกิจดิจิทัลในยุคศตวรรษที่ 21 และอย่าลืมว่าไทยและสิงคโปร์เป็นสองประเทศในอาเซียนที่มีโครงสร้างประชากรลดลง หรือได้เข้าสู่สังคมสูงวัยแล้ว ซึ่งนี่เป็นปัญหาระยะยาวที่ไทยต้องเผชิญ และมันอาจไม่มีทางออกในระยะสั้นหรืออาจไม่มีทางออกเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นไทยจึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องยกระดับทักษะการศึกษาให้กับประชากรที่มีอยู่เพื่อเปลี่ยนผ่านเข้าสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต ทั้งในเรื่องบริการดิจิทัลและความคิดสร้างสรรค์

นอกจากนี้อีกส่วนที่ผมคิดว่าไทยมีศักยภาพคือเรื่องการบริการทางการเงิน เพราะไทยระบบธนาคารที่ดีและมีธนาคารกลางที่ทำงานอย่างดีเยี่ยม ขณะที่ยุโรปซึ่งก็มีความแข็งแกร่งในเรื่องนี้มากก็อาจช่วยในการอัดฉีดเงินทุนและช่วยเติมเต็มความเชี่ยวชาญด้านบริการทางการเงินขั้นสูงให้ไทยได้ ซึ่งจะช่วยให้ไทยมีเงินทุนพร้อมสำหรับผู้ประกอบการและบริษัทที่ต้องการเติบโตมากขึ้นด้วย

ก่อนหน้าประเทศไทย มีชาติอาเซียนบางชาติได้ลงนาม FTA กับอียูแล้ว หนึ่งในนั้นคือเวียดนาม คุณเห็นอะไรจาก FTA เวียดนาม-อียูที่บังคับใช้แล้วบ้าง และให้บทเรียนกับ FTA ไทย-อียูอย่างไรบ้าง

เท่าที่ผมจำได้ เกษตรกรเวียดนามสามารถเข้าถึงตลาดอียูได้เกือบจะทันทีหลังลงนาม FTA ในปี 2019 ขณะที่การเข้าสู่ตลาดเวียดนามของฝั่งอียูนั้นมีช่วงระยะเปลี่ยนผ่านเป็นขั้นบันไดในระยะเวลา 10 ปี เพื่อให้เกษตรกรและธุรกิจเวียดนามมีเวลาปรับตัวกับการแข่งขันที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละปี และเราพบว่าตัวเลขการค้าระหว่างอียูและเวียดนามเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องแม้ในช่วงโควิด-19 ก็ตาม

ผมว่าข้อตกลงการค้าและโลกาภิวัตน์อาจถูกมองไม่ดีในบางแง่ แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาโดยรวมคือการค้าช่วยเพิ่มความมั่งคั่งให้ทั้งสองฝ่ายหากมันมีความสมดุลและครอบคลุม ส่วนผู้เจรจาทางฝั่งไทยก็ตระหนักดีถึงความจำเป็นในการให้ระยะเวลาไทยค่อยๆ ปรับตัว ก่อนที่ไทยจะกลายเป็นเศรษฐกิจที่แข่งขันได้ดีขึ้นในระยะยาว ภายใต้การตั้งเป้าหมายเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2038 ซึ่งผมก็คิดว่ามีความเป็นไปได้มาก เมื่อดูจากความพยายามของไทยทั้งในเรื่องการเจรจา FTA และการสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

ดูเหมือนคุณเชื่อมั่นในการค้าเสรีมาก ทั้งที่กำลังมีกระแสจากคนจำนวนมากที่มองว่าการค้าเสรีไม่ได้ให้ประโยชน์จริง และเป็นต้นเหตุของความเหลื่อมล้ำ?

ผมเชื่อ คือผมไม่ได้บอกว่ามันจะไม่มีผู้แพ้ และเหตุผลที่ทำให้คนมองข้อตกลงการค้าเสรีในแง่ไม่ดี ก็อาจเป็นเพราะคำว่า ‘เสรี’ (Free) ที่จริงแล้ว มันไม่มีข้อตกลงการค้าใดที่เสรีจริงๆ แต่มันมีแรงเสียดทานบางอย่างอยู่เสมอ มีผู้ชนะและผู้แพ้ และบางครั้งผู้แพ้ก็ส่งเสียงดังกว่าผู้ชนะ ผมไม่ได้หมายความว่ามันไม่ต้องมาหารือในประเด็นปัญหาต่างๆ กัน แน่นอนว่ามันก็ยังควรมีการปกป้องเกษตรกรรายย่อยหรือธุรกิจขนาดเล็กในทุกอุตสาหกรรมอยู่ เพราะเป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชาติ แต่ข้อตกลงการค้าไม่ว่าจะเป็นทวิภาคีหรือระดับภูมิภาค หากมันสมดุล ทะเยอทะยาน และมีมาตรการเปลี่ยนผ่าน มันจะช่วยลดจำนวนผู้แพ้และเพิ่มจำนวนผู้ชนะให้ได้มากที่สุด

ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าประเทศที่โดดเดี่ยวตัวเองและพยายามผลิตทุกอย่างเองโดยไม่นำเข้าหรือส่งออกเลย ไม่อาจเดินหน้าบนเส้นทางสู่ความมั่งคั่ง น้อยประเทศนักที่จะมีทรัพยากรธรรมชาติครบถ้วนเพื่อเลี้ยงตัวเองได้ หากไทยผลิตข้าวได้ถูกกว่ายุโรป เราก็ควรซื้อข้าวจากคุณ หากเราผลิตเครื่องบินหรือโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลได้ถูกกว่าและมีคุณภาพสูงกว่า มันก็สมเหตุสมผลที่ไทยจะนำเข้าจากอียูในระยะสั้น และเมื่อเวลาผ่านไปก็จะเกิดการถ่ายโอนทักษะจนช่วยให้ไทยมีความสามารถในการแข่งขัน

กลับมาที่ประเด็น FTA ในตอนนี้เห็นว่าอียูกำลังเจรจาข้อตกลงอยู่ในรูปแบบทวิภาคีกับชาติอาเซียนจำนวนหนึ่ง แต่ก่อนหน้านี้ ผมเคยได้ยินว่ามีแนวคิดที่จะผลักดันการเจรจา FTA ระหว่างอาเซียน-อียู แบบกลุ่มประเทศต่อกลุ่มประเทศ (bloc-to-bloc) แนวคิดนี้ยังเดินหน้าอยู่ไหม 

อียูใช้แนวทางที่เรียกว่า ‘แนวทางแบบการก่ออิฐ’ (building block approach หรือการทำงานที่แบ่งออกเป็นส่วนย่อยๆ) กับประเทศสมาชิกอาเซียน ตอนนี้เรามีข้อตกลงกับสิงคโปร์และเวียดนาม อินโดนีเซียสรุปผลแล้วแต่รอให้สัตยาบัน ส่วนไทย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซียนั้นอยู่ระหว่างการเจรจา ซึ่งเราคาดว่าเราอาจสรุปการเจรจากับฟิลิปปินส์ได้ก่อนไทย ไม่ใช่เพราะเขาเจรจาเก่งกว่า แต่เพราะประเด็นความซับซ้อนระหว่างฟิลิปปินส์กับอียูนั้นมีน้อยกว่า และเศรษฐกิจเขาอาจจะยังไม่พัฒนาเท่าไทย จึงมีประเด็นให้เจรจาน้อยกว่า โดยคาดว่าฟิลิปปินส์จะสรุปผลเจรจาได้ในไตรมาสที่สามของปีนี้ ส่วนไทยน่าจะจบสิ้นปีหรือต้นปีหน้า และมาเลเซียน่าจะเป็นรายสุดท้ายในช่วงปีหน้า โดยในปีหน้าซึ่งจะมีการประชุมสุดยอดอาเซียน-อียู เนื่องในวาระครบรอบ 50 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน ทั้งฝั่งอาเซียนและอียูก็ต่างอยากจะประกาศความสำเร็จว่าเรามีข้อตกลงระหว่างกันได้เพิ่มอีกสี่ฉบับ นอกเหนือจาก FTA ที่ทำกับเวียดนามและสิงคโปร์ และเรามองในแง่ดีว่า FTA ไทย-อียู ก็จะได้รับการประกาศในงานนี้ช่วงปีหน้า

กลับมาที่แนวทางก่ออิฐ มันคือการทำให้อียูมีข้อตกลงทวิภาคีกับ 6 ประเทศเศรษฐกิจใหญ่ของอาเซียนให้ครบก่อน แล้วค่อยพิจารณาข้อตกลงแบบกลุ่มประเทศต่อกลุ่มประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่อียูใฝ่ฝันถึงมาตลอด แต่ทางฝั่งอียูก็มีการมองว่าอาจเป็นไปไม่ได้ด้วยเหตุผลหลายประการ ซึ่งรวมถึงเรื่องความกังวลต่อการเมืองในประเทศอย่างเมียนมา กัมพูชา ลาว และบรูไน นอกจากนี้ยังมีความกังวลว่าอาเซียนจะเจรจาแบบกลุ่มต่อกลุ่มกับอียูได้จริงไหมเพราะเศรษฐกิจอาเซียนไม่ได้รวมกันเป็นเนื้อเดียวเหมือนอียู แต่ก็เคยเห็นแล้วว่าอาเซียนเจรจาข้อตกลงกับประเทศอื่น เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และกำลังเจรจากับแคนาดาได้ ดังนั้นการที่อาเซียนเจรจาแบบกลุ่มจึงเป็นไปได้ เพราะฉะนั้นโดยหลักแล้วเรื่องนี้เกิดจากความกังวลของฝั่งอียูเอง ไม่ใช่เพราะอาเซียนไม่อยากทำ

เมื่อไม่นานนี้ มารอช เชฟโควิช (Maroš Šefčovič) กรรมาธิการยุโรปด้านการค้า ได้ออกมากล่าวว่าอียูจะพิจารณาเปิดเจรจาข้อตกลงกับอาเซียนแบบกลุ่มต่อกลุ่มหลังจากสี่ข้อตกลงนี้สรุปผลการเจรจาได้ นี่คือสิ่งที่ธุรกิจยุโรปเรียกร้องมาตลอด โดยผลสำรวจความคิดเห็นสมาชิกของเราพบว่ากว่า 95% อยากได้ข้อตกลงกลุ่มต่อกลุ่มมากกว่าข้อตกลงทวิภาคีหกฉบับแยกกัน

กลับมาพูดถึงประเทศไทย ก่อนหน้านี้คุณอธิบายแล้วว่าธุรกิจของอียูเห็นศักยภาพอะไรในประเทศไทยบ้าง แล้วขณะเดียวกันมีอะไรในประเทศไทยที่ธุรกิจอียูมองว่าเป็นความท้าทายหรือเป็นอุปสรรคต่อการเข้ามาทำการค้าการลงทุนบ้างไหม

บริษัทอียูหลายแห่งพบว่าสิ่งหนึ่งที่ทำให้ยากต่อการเข้าถึงตลาดประเทศไทย คือเรื่องกฎหมายและกฎระเบียบบางอย่าง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการค้าการลงทุน เพราะฉะนั้นเราจึงอยากให้ผู้เจรจาในฝั่งอียูได้เจรจากับไทยในเรื่องการกำจัดอุปสรรคทางเทคนิคทางการค้า และข้อจำกัดเกี่ยวกับใบอนุญาตต่างๆ ด้วย นอกจากนี้ไทยยังมีกฎหมายอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งทาง OECD ก็ระบุว่าไทยมีกฎกระทรวงกว่า 7,600 ฉบับ ซึ่งบางฉบับก็ดูไม่จำเป็น ไม่ตอบโจทย์ใดๆ แถมยังทำให้บริษัทต่างชาติ รวมถึงบริษัทยุโรปเอง เข้ามาทำธุรกิจได้ยากขึ้น เพราะฉะนั้นเราอยากเห็นประเทศไทยมีสภาพแวดล้อมทางกฎระเบียบที่เอื้ออำนวยและเป็นมิตรต่อนักลงทุนจากต่างประเทศมากขึ้น

ที่เราอยากเห็นไทยมีความสะดวกในการทำธุรกิจมากขึ้นนั้น จริงๆ ไม่ใช่แค่เพื่อพวกเรา แต่เพื่อประเทศไทยเองด้วย เพราะเมื่อเทียบกับบางประเทศในภูมิภาคนี้ ไทยยังนับว่ามีความสะดวกในการทำธุรกิจที่ล้าหลังอยู่ ตรงนี้อาจทำให้นักลงทุนยุโรปเลือกไปลงทุนในประเทศอื่นที่สะดวก ยืดหยุ่น และเป็นมิตรต่อนักลงทุนมากกว่า แม้ว่าบริษัทที่เข้ามาลงทุนในไทยอยู่แต่เดิมแล้วอาจไม่ได้ย้ายไปไหน เพราะไทยก็ถือเป็นตลาดใหญ่ แต่ปัญหาจะอยู่ที่การลงทุนระลอกใหม่ๆ ที่อาจย้ายไปประเทศอื่นแทน

ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านของไทยหลายประเทศกำลังมาแรง อะไรที่ยังทำให้ไทยเป็นที่สนใจของธุรกิจอียูอยู่

ในแง่การเติบโตทางเศรษฐกิจ อัตราการเติบโตของไทยปีนี้คาดว่าจะอยู่แถวๆ 2.5% ซึ่งอาจไม่แย่มาก แต่หากเทียบกับเวียดนามที่โตอยู่ที่ 8-10% มันก็น่ากังวลในระดับหนึ่ง และตามการคาดการณ์ของธนาคารโลกและ OECD เวียดนามก็จะแซงหน้าไทยในแง่ของขนาดเศรษฐกิจในอีกประมาณ 3 ปีข้างหน้า แต่อีกด้านหนึ่ง เวียดนามก็เริ่มต้นช้ากว่าไทย และยังมีเศรษฐกิจที่ซับซ้อนและก้าวหน้าน้อยกว่า เพราะไทยมีการพัฒนาระบบนิเวศทางอุตสาหกรรมมานานกว่า 30-40 ปี โดยเฉพาะหลังมีการลงทุนจากญี่ปุ่นตั้งแต่ทศวรรษ 1990s ทำให้เศรษฐกิจไทยมีความซับซ้อนและก้าวหน้าสูง มีพื้นฐานแข็งแกร่ง โครงสร้างพื้นฐานดี แถมยังตั้งอยู่ใจกลางภูมิภาคและเชื่อมโยงกับประเทศอื่นๆ ได้ดี และหากอ้างอิงจากดัชนีความสามารถในการแข่งขันของไทยโดย IMD World Competitiveness Ranking ปี 2026 พบว่าไทยอยู่อันดับที่ 26 ซึ่งดีขึ้นจากเดิมที่อันดับที่ 30 เป็นรองจากสองประเทศอาเซียน คือสิงคโปร์ ซึ่งถือเป็นเศรษฐกิจที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุดในโลก และมาเลเซีย ซึ่งอยู่อันดับที่ 15 ส่วนเวียดนามเพิ่งเข้าสู่การชี้วัดของดัชนีนี้เป็นปีแรก และพบว่าอยู่อันดับที่ 27 ซึ่งยังตามหลังไทย

สำหรับประเทศไทยนั้น ก็ยังต้องย้ำอีกครั้งว่าต้องจัดการเรื่องความซับซ้อนทางกฎระเบียบ รวมถึงแนวทางปฏิบัติของศุลกากรที่อาจแตกต่างกันไปในแต่ละท่าเรือหรือขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ และอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญที่ไทยยังมีปัญหาคือเรื่องความเอาแน่เอานอนหรือคาดการณ์ไม่ได้ อันเนื่องมาจากประเด็นความมั่นคงทางการเมือง เพราะนักลงทุนต่างชาติเองก็อยากจะวางแผนระยะยาวและคาดการณ์นโยบายได้ แต่ในช่วงหลังๆ นี้ไทยก็อาจมีความมั่นคงในเรื่องนี้มากขึ้นแล้ว

บริษัทต่างชาติหลายบริษัทอยู่ในไทยมาเกินกว่า 60 ปีแล้ว และพวกเขาก็ยังต้องการลงทุนเพิ่มในไทยอยู่ ซึ่งบอกได้ว่าไทยยังเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักลงทุนต่างชาติ เป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองในอาเซียน และอาจจะเป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมก้าวหน้าที่สุดประเทศหนึ่งในภูมิภาค เพราะฉะนั้นไทยจึงยังมีข้อได้เปรียบอยู่เยอะ และจากการทำแบบสำรวจของสภาธุรกิจเราเองล่าสุด สมาชิกเรา 57% บอกว่ามีแผนจะเพิ่มการลงทุนในไทยในอีกห้าปีข้างหน้า แล้วยิ่งถ้ามี FTA ไทย-อียู ตัวเลขนี้น่าจะพุ่งไปอีกเป็น 65-70% เพราะต้องเข้าใจว่าข้อตกลงการค้านี้ไม่ได้ส่งเสริมแค่เรื่องการค้า แต่ยังส่งเสริมเรื่องการลงทุน การสร้างโรงงาน และการถ่ายทอดความเชี่ยวชาญมาสู่ประเทศไทยด้วย และเมื่อเทียบกับประเทศใกล้เคียงอย่างเวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ตัวเลขความสนใจลงทุนในไทยห้าปีข้างหน้านี้ก็ถือว่าใกล้เคียงกับประเทศเหล่านี้ เพราะฉะนั้นไทยจึงไม่ได้ล้าหลังเพื่อนบ้านในแง่นี้

อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้มองว่าไทยแข่งกับเพื่อนบ้านทุกเรื่อง แต่ยังมีความร่วมมือระหว่างกันด้วย ซึ่งสภาธุรกิจของเราเองก็สนับสนุนการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ โดยในปัจจุบันเราพบว่าอาเซียนมีการค้าภายในระหว่างกันเพียง 23% ของการค้าทั้งหมดในภูมิภาคเท่านั้น ขณะที่ในอียูมีการค้าภายในระหว่างกันถึง 63-64% เกิดขึ้นภายในภูมิภาค เพราะฉะนั้นอาเซียนจึงสามารถค้าขายกันเองได้มากกว่านี้เพื่อสร้างงานและความมั่งคั่งร่วมกันในภูมิภาค แต่ที่ผ่านมาที่การค้าภายในอาเซียนค่อนข้างต่ำนั้นก็เป็นเพราะกฎเกณฑ์ของทั้ง 11 ประเทศไม่สอดคล้องกัน

มีความร่วมมือในภูมิภาคหนึ่งที่ผมทราบว่ากำลังเดินหน้าอยู่คือความตกลงกรอบเศรษฐกิจดิจิทัล (DEFA) ที่ไทยกำลังเป็นผู้นำในการเจรจากับชาติอาเซียนอื่นๆ แม้ภาคเอกชนจะยังไม่เห็นตัวบทฉบับเต็ม แต่จากที่ทราบมา มันจะยกระดับความก้าวหน้าในเรื่องการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล และกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ผมมองว่าการที่อาเซียนผลักดันเรื่องพวกนี้ในระดับภูมิภาคจะช่วยดึงดูดการลงทุนได้ดีมาก และขณะเดียวกันไทยก็อาจสามารถก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจด้านเศรษฐกิจดิจิทัลได้ และอาจเป็นฮับแห่งภูมิภาคสำหรับบริษัทในยุโรปที่ต้องการเข้าสู่ตลาดบริการในอาเซียน ที่มีประชากรราว 700 ล้านคน ทั้งยังเป็นภูมิภาคที่เติบโตเร็วที่สุด มีชนชั้นกลางเพิ่มขึ้นเร็วที่สุด และมีความรู้เท่าทันดิจิทัลโตเร็วที่สุด

นอกจากนี้ เรายังอาจได้เห็นอาเซียนกับอียูทำข้อตกลงทางดิจิทัลแบบกลุ่มประเทศต่อกลุ่มประเทศ ก่อนที่จะมี FTA ระหว่างกลุ่ม ด้วยว่ามีฐานจาก DEFA ที่ดูใกล้จะเจรจาเสร็จสิ้นแล้ว เมื่ออียูเห็นว่าอาเซียนเจรจาเรื่องดิจิทัลภายในกลุ่มได้สำเร็จ มันก็จะปูทางไปสู่ข้อตกลงระหว่างอาเซียนกับอียูได้ง่ายขึ้น

คุณย้ำบ่อยครั้งในประเด็นที่ว่าประเทศไทยควรปฏิรูประเบียบกฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าการลงทุน อย่างไรก็ตามในตอนนี้ ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งทำให้ไทยต้องเร่งปฏิรูประเบียบกฎเกณฑ์หลายเรื่องให้สอดคล้องกับมาตรฐานของ OECD หากถามคุณในฐานะที่คุณเป็นสมาชิกของ OECD Southeast Asia Liaison Group ด้วย คุณประเมินความพยายามและโรดแมปของไทยในการเข้าเป็นสมาชิก OECD อย่างไร 

ปัจจุบันมีแปดประเทศที่ต้องการเข้าเป็นสมาชิก OECD ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นมีไทยและอินโดนีเซีย ซึ่งถือเป็นสองประเทศแรกในอาเซียนที่พยายามเข้าสู่ OECD โดยในส่วนประเทศไทยนั้นมีโรปแมปที่ได้ตกลงกับ OECD แล้ว

แต่ประเด็นสำคัญที่ต้องรู้คือ การเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ใช่เรื่องการเจรจา มันไม่เหมือน FTA ที่ต้องมีการต่อรองหรือแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ แต่การเข้า OECD คือการที่ประเทศนั้นๆ ยอมรับและลงนามในประมวลกฎหมาย อนุสัญญา สนธิสัญญา และแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการกำกับดูแลที่ OECD กำหนดในทุกๆ ด้าน เป็นลักษณะของการ ‘เอาหรือไม่เอา’ (Take it or leave it) คือคุณต้องลงนามในกฎของ OECD ไม่เช่นนั้นคุณก็เข้าเป็นสมาชิกไม่ได้

สำหรับประเทศไทย หากต้องการก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง ไปสู่ประเทศรายได้สูงในปี 2038 ผมเชื่อว่าการเป็นสมาชิก OECD จะเป็นปัจจัยสำคัญ ไม่ใช่เพราะ OECD มีทางแก้ปัญหาแบบเสกเวทมนต์ได้ แต่มันทำให้คุณได้ใช้มาตรฐานสากลที่เป็นแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practice) และนักลงทุนทั่วโลกก็จะชื่นชอบหากประเทศคุณมีมาตรฐานที่สอดคล้องกับประเทศของพวกเขาเอง ที่สำคัญ การเป็นสมาชิกจะทำให้ไทยสามารถยกระดับมาตรฐานในหลายด้าน ทั้งด้านการต่อต้านการติดสินบน การทุจริต การฟอกเงิน ธรรมาภิบาล และภาษี โดยปัจจุบันมีคณะกรรมการถึง 25 คณะใน OECD ที่กำลังพิจารณากฎหมายไทยว่าต้องปรับปรุงอย่างไรให้สอดคล้องกับมาตรฐาน OECD เพื่อจะนำไปสู่ความสามารถในการคาดการณ์ด้านกฎระเบียบ (regulatory predictability) ของไทย สิ่งนี้จะทำให้ประเทศไทยมีความได้เปรียบเหนือประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกในหลายด้าน

รัฐบาลไทยตั้งเป้าเข้าเป็นสมาชิก OECD ในปี 2028 ซึ่งก็ต้องถือว่าทะเยอทะยานเหมือนกับการตั้งเป้าหมายบรรลุการเจรจา FTA ไทย-อียู ในปี 2026 เพราะจากที่ผมได้คุยกับคนใน OECD พบว่ามันยังมีอะไรที่ต้องทำอีกเยอะมากโดยเฉพาะในการปฏิรูปและแก้ไขกฎหมายมากมายเพื่อให้ไทยพร้อมสำหรับการเป็นสมาชิก ซึ่งอันที่จริง การจะเข้าเป็นสมาชิกช้ากว่านั้นนิดหนึ่งเป็นปี 2029 ก็อาจดีเช่นกันถ้าต้องการให้ประเทศไทยพร้อมก่อนจริงๆ ดีกว่าฝืนให้ทันปี 2028 แต่แน่นอนว่าเราสนับสนุนการกำหนดเส้นตายที่ทะเยอทะยาน และจากที่ผมได้พบนายกฯ อนุทิน และรองนายกฯ ท่านอื่นๆ เมื่อไม่นานนี้ ก็เห็นว่ามีเจตจำนงทางการเมืองที่ดีตั้งแต่ระดับบนลงล่าง จึงนับว่าเป็นสัญญาณบวกในการเรื่องการปฏิรูปกฎหมายและความพร้อมในการเข้าสู่ OECD นอกจากนี้ในการทำงานของ OECD นั้น เขาจะไม่ปล่อยให้แต่ละประเทศงมหาทางเอง แต่รัฐบาลประเทศสมาชิกต่างๆ ล้วนพร้อมให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคในการสร้างความพร้อม

คุณเห็นความคืบหน้าในการปฏิรูประเบียบกฎเกณฑ์ของไทยตอนนี้อย่างไร

ผมได้พบกับคนในกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเขาได้อธิบายเกี่ยวกับกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย ผมฟังแล้วก็ประทับใจ เขาบอกว่างานนี้เป็นการทำงานแบบแนวราบ คือเป็นงานที่ไม่ได้มีเจ้าของแค่โดยนายกฯ หรือกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง แต่ทุกหน่วยงานกำลังเดินหน้าร่วมกันและเห็นพ้องไปในทิศทางเดียวกันในเรื่องการปฏิรูป และแม้ไทยจะยังมีงานที่ต้องทำเยอะ แต่ก็ถือว่าทำไปเยอะแล้ว

ในส่วนของการปฏิรูปกฎหมายทั่วไป ธุรกิจยุโรปมักพูดถึง พ.ร.บ. ประกอบธุรกิจคนต่างด้าว (FBA) โดยเฉพาะในภาคบริการ ตอนนี้ไทยกำลังมีการปฏิรูปในบางส่วน เและมีการยกเลิกข้อจำกัดการถือหุ้นบางอย่าง รัฐบาลไทยตระหนักถึงความจำเป็นในการปฏิรูปกฎหมายนี้อย่างมีนัยสำคัญ แต่อาจต้องใช้เวลา เพราะกฎหมายนี้มีไว้เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมและผลประโยชน์บางอย่างของไทย ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ นอกจากนี้ไทยก็กำลังอยู่บนเส้นทางปฏิรูปกฎหมายอื่นๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการดึงดูดการลงทุน

สรุปคือผมคิดว่าการปฏิรูปของไทยเพื่อเข้าสู่ OECD กำลังไปได้สวย และผมประทับใจที่รัฐบาลรับฟังความเห็นภาคธุรกิจและตั้งเป้าหมายที่ทะเยอทะยาน ผมเชื่อมั่นว่าไทยมีความตระหนักว่าตนต้องปฏิรูปเพื่อประเทศไทยเอง เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของตัวเอง ไม่ใช่ทำเพื่อบริษัทยุโรป

แล้วในมุมมองของธุรกิจยุโรป ประเด็นใดบ้างที่ประเทศไทยควรต้องเร่งปฏิรูปเป็นอันดับแรกๆ

สมาคมธุรกิจและการพาณิชย์ไทย-ยุโรป (EABC) ซึ่งเป็นหอการค้ายุโรปในกรุงเทพฯ ได้ทำแบบสำรวจสมาชิกและได้ประเด็นหัวข้อสำคัญที่อยากเห็นประเทศไทยปฏิรูปในบริบทของการเจรจาตกลง FTA ไทย-อียู ประเด็นเหล่านั้น ได้แก่

ข้อแรกคือความโปร่งใสและแนวปฏิบัติด้านกฎระเบียบ โดยบริษัทยุโรปรู้สึกว่ากระบวนการออกกฎหมายหรือนโยบายยังไม่โปร่งใสและอาจเอาแน่เอานอนไม่ได้ จึงอยากให้รับฟังความเห็นจากบริษัทต่างชาติด้วยเมื่อจะมีการออกกฎหมายใหม่ เพราะเราอาจมีมุมมองจากการได้เห็นประเทศอื่นว่าอะไรทำแล้วได้ผลหรือไม่ได้ผล

ข้อสองคือความยุติธรรมด้านกฎระเบียบ เพราะมีความรู้สึกว่าการปฏิบัติระหว่างบริษัทต่างชาติและไทยยังไม่เท่าเทียมกันในบางครั้ง

ข้อสามคือความร่วมมือด้านกฎระเบียบ ซึ่งเราหวังว่าเรื่องนี้จะได้รับการระบุไว้ใน FTA

ข้อสี่คือการลดภาษีศุลกากร และการอำนวยความสะดวกทางการศุลกากร เพราะเราไม่อยากให้สินค้าต้องค้างอยู่ที่ท่าเรือนานเป็นสี่สัปดาห์เพียงเพราะกระบวนการเอกสารที่ซ้ำซ้อนและไม่ได้เป็นดิจิทัล

ข้อห้าคือการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งสำคัญมากสำหรับธุรกิจบริการ เพราะทรัพย์สินทางปัญญาคือสินทรัพย์หลักของพวกเขา แต่กฎหมายไทยยังไม่ได้ปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาต่างชาติได้ดีเท่าที่ควร และข้อจำกัดเรื่องการให้ต่างชาติถือหุ้นไม่เกิน 49% ในบางสาขาก็เป็นปัญหาใหญ่สำหรับภาคบริการเหมือนกัน เพราะไม่มีใครอยากเสียสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาไป 51% ให้กับผู้เป็นหุ้นส่วนในท้องถิ่น เพราะนั่นหมายถึงการต้องถ่ายโอนองค์ความรู้ที่เป็นจุดขายเฉพาะตัวไปด้วย นึกภาพว่าหากผมต้องถ่ายองค์ความรู้ให้คุณ 51% ในที่สุดคุณก็จะไม่ต้องการผมอีกต่อไป เรื่องข้อจำกัดการถือหุ้นจึงเป็นเรื่องที่บั่นทอนการลงทุนมาก

ข้อหกคือการเปิดเสรีการลงทุน เพราะบางครั้งกระบวนการพิจารณาคำขอลงทุนยังล่าช้า แม้ BOI ของไทยจะทำการตลาดได้ดีเยี่ยมในการดึงดูดความสนใจไปทั่วโลก แต่ BOI ก็ไม่ได้เป็นคนออกกฎหมาย โดนที่ผ่านมามีบ่อยครั้งที่การออกวีซ่า ใบอนุญาตทำงาน หรือใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ยังล่าช้า นอกจากนี้ยังมีอุปสรรคทางเทคนิคทางการค้า กฎระเบียบเรื่องการจัดเก็บข้อมูล และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยบริษัทยุโรปขนาดกลางหลายแห่งพบว่าการเปิดบัญชีธนาคารในไทยนั้นยังยากลำบาก

ข้อเจ็ดคือมาตรฐานแรงงานและสิ่งแวดล้อม โดยอียูยึดมั่นในหลักการความยั่งยืนในข้อตกลงการค้า รวมถึงกฎระเบียบเรื่องการตัดไม้ทำลายป่า และมาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (CBAM) ซึ่งไทยต้องปรับตัวถ้าจะเข้าสู่ตลาดยุโรป นี่ไม่ใช่เรื่องการเลือกปฏิบัติ แต่เป็นกฎที่ใช้กับทุกคนเพื่อสนามแข่งขันที่เท่าเทียม ในระยะสั้นนี่อาจเป็นเรื่องท้าทายสำหรับประเทศไทย แต่ในเมื่อรัฐบาลไทยมีเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2050 ซึ่งต้องอาศัยองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญ ธุรกิจยุโรปที่คุ้นเคยกับกฎเหล่านี้จะสามารถช่วยประเทศไทยเปลี่ยนผ่านได้ และการที่ไทยจะบรรลุการเจรจา FTA ไทย-อียู และการเข้า OECD ก็จะช่วยยกระดับพันธสัญญาของไทยต่อ ILO และมาตรฐานสากลในเรื่องแรงงานด้วย

ข้อแปดคือมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช หรือ SPS แม้ไทยมีมาตรฐานสูงอยู่แล้วในเรื่องความปลอดภัยของอาหารและยา แต่มาตรฐานยุโรปนั้นอยู่ในระดับโลกที่สูงมาก บริษัทไทยจึงต้องเรียนรู้ที่จะไปให้ถึงมาตรฐานนั้นเพื่อส่งออกไปยุโรปได้

นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการค้าที่ผิดกฎหมาย เช่น สินค้าปลอมแปลงที่ทะลักมาจากประเทศเพื่อนบ้านโดยไม่เสียภาษี ทำให้บริษัทยุโรปที่ทำถูกกฎหมายแข่งขันไม่ได้ หากไทยบังคับใช้กฎหมายเรื่องนี้เข้มงวด จะช่วยให้เก็บภาษีได้มากขึ้นเพื่อไปสร้างโรงเรียนและถนน และยังป้องกันเรื่องความปลอดภัยต่อสุขภาพของพลเมืองด้วย

เราพยายามให้คำแนะนำที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่แค่ผลประโยชน์บนโต๊ะของยุโรปเท่านั้น

ท้ายสุด คุณมีคาดหวังหรืออยากฝากอะไรทิ้งท้ายต่อประเทศไทยบ้าง

ไทยจะเป็นประธานอาเซียนในปี 2028 ซึ่งที่ผ่านมาไทยทำหน้าที่ประธานได้ยอดเยี่ยมเสมอ และมีความสามารถในการขับคลื่อนประเด็นต่างๆ ในอาเซียนที่อาจเดินหน้าได้ช้า เช่นในเรื่องการรวมกลุ่มระดับภูมิภาค ตัวอย่างล่าสุดคือข้อตกลง DEFA ที่ไทยผลักดันจนได้ข้อสรุปเร็วกว่าที่คาด เราจึงหวังว่าเมื่อไทยเป็นประธานในปี 2028 ไทยจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนและอียูให้ลึกซึ้งขึ้น

และสำหรับในแง่ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างไทยกับอียูนั้น ไทยจะได้รับประโยชน์มหาศาลจากการเข้าถึงตลาดยุโรปที่ใหญ่และร่ำรวย แน่นอนว่ายุโรปเองอาจไม่ใช่ที่ที่ทำธุรกิจง่ายที่สุด เราก็มีกฎระเบียบเยอะ แต่ธุรกิจย่อมไปในที่ที่มีโอกาสหรือที่ที่สามารถตั้งตัวและสร้างรายได้ง่ายที่สุด ดังนั้นผมจึงสนับสนุนให้ประเทศไทยปฏิรูปต่อไปเพื่อโอกาสธุรกิจที่มากขึ้น ผมมั่นใจว่ารัฐบาลไทยเข้าใจเรื่องนี้

และผู้แทนการค้าไทย คุณวีระพงษ์ ประภา ได้เพิ่งกล่าวไว้ว่า “ประเทศไทยกลับมาแล้ว และเรามีแผน” (Thailand is back and we have a plan.) ผมจึงขอพูดประโยคนี้ปิดท้ายเช่นกันว่า “เรารับรู้ได้ว่าไทยกลับมาแล้วและมีแผนงานที่ชัดเจน” แม้จะมีปัญหาบ้าง แต่เราก็เห็นแรงขับเคลื่อนและวาระการปฏิรูป เราหวังว่าผลลัพธ์จะเห็นได้ในเวลาอันสั้น แต่เราก็ไม่ได้คาดหวังถึงขั้นให้ทุกอย่างต้องเปลี่ยนไปในชั่วข้ามคืน

EU-ASEAN Business Council FTA FTA ไทย-อียู Noel Clehane OECD กอบบุญ บูรโชควิวัฒน์ การเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทย การเจรจาการค้า การเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ข้อตกลงการค้า ข้อตกลงการค้าเสรี ความสัมพันธ์อาเซียน-สหภาพยุโรป วงศ์พันธ์ อมรินทร์เทวา สภาธุรกิจสหภาพยุโรป-อาเซียน สหภาพยุโรป อียู

เรื่อง: วงศ์พันธ์ อมรินทร์เทวา

บรรณาธิการ The101.world อดีตผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวไทยและญี่ปุ่น จบป.ตรีด้านเศรษฐศาสตร์ จากจุฬาฯ จบป.โทด้านเอเชียศึกษาจาก ม.เทคโนโลยีนันยาง สิงคโปร์

ภาพถ่าย: กอบบุญ บูรโชควิวัฒน์

จบจากหลักสูตรนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ชอบการถ่ายภาพ วิดีโอ สนใจในประเด็นสังคม วัฒนธรรม และความเหลื่อมล้ำ โดยเล่าเรื่องราวผ่านภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวต่างๆ อีกทั้งชอบออกกำลังกายโดยเฉพาะการวิ่ง