One-size-fits-none: อุดรอยรั่วความเหลื่อมล้ำ คืนพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กทุกคน

เด็กและเยาวชนคืออนาคตของชาติ

ข้างต้นคือประโยคคลาสสิกที่เราได้ยินจนชินหู เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า เมื่อครั้งเรายังเป็นเด็ก ประโยคดังกล่าวคอยกล่อมเกลาและปลูกฝังให้เราตั้งใจเรียนเพื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีและช่วยพัฒนาประเทศต่อไป และเมื่อเราโตขึ้นแล้ว ประโยคทำนองเดิมก็ยังมีให้ได้ยินอยู่เรื่อยๆ เพียงแต่เด็กในวันนั้นได้เปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้ใหญ่ในวันนี้ ที่จะมีส่วนร่วมในการช่วยส่งเสริมและบ่มเพาะเด็กรุ่นหลังของไทย เหมือนที่สุภาษิตเก่าแก่ได้กล่าวไว้ว่า เลี้ยงเด็กหนึ่งคนต้องใช้คนทั้งหมู่บ้าน

อย่างไรก็ดี นั่นอาจเป็นเพียงภาพจำในอุดมคติหรือวาทกรรมในหนังสือเรียนหน้าที่พลเมืองเท่านั้น เพราะเมื่อหันกลับมาที่ความเป็นจริงในปัจจุบันแล้ว อนาคตของชาติไทยกำลังเติบโตขึ้นอย่างเปราะบางในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความไม่มั่นคง ทั้งเรื่องปากท้อง การศึกษา และความปลอดภัยในชีวิต อีกทั้งนโยบายภาครัฐที่ควรเป็นแบบสนับสนุนถ้วนหน้าก็กลับมีช่องว่างและรอยรั่วจนชวนตั้งคำถาม ยิ่งในยุคที่ไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ การที่แรงงานในวันหน้าไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเพียงพอในวันนี้ อาจชี้ให้เห็นถึงบาดแผลทางนโยบายที่รุนแรงกว่าที่เราคิด

ซ้ำร้าย เมื่อใดก็ตามที่เกิดปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน หลายคนมักเหมารวมหรือด่วนสรุปว่าเป็นความผิดพลาดของปัจเจกบุคคลหรือสถาบันครอบครัวที่ ‘ไม่พร้อม’ หรือ ‘ไร้ความสามารถ’ ในการดูแล ทว่า เราอาจหลงลืมไปว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเหล่านี้เป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็ง เพราะเมื่อมองลึกลงไปใต้น้ำแล้ว เรายังเห็นเงาของ ‘ความเหลื่อมล้ำ’ ซุกซ่อน และขยายวงกว้างจนกลายเป็นวิกฤตที่บั่นทอนสุขภาพเด็ก เยาวชน ไปจนถึงสถาบันครอบครัวของไทย และอาจส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้างหากปัญหาเรื้อรังจนสายเกินแก้

101 ชวนอ่านสรุปสาระสำคัญและข้อเสนอจากรายงานสถานการณ์เด็กและครอบครัว ประจำปี 2026 โดยศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว (คิด for คิดส์ โดยความร่วมมือระหว่าง สสส. กับ 101 PUB) – ร่วมสำรวจบาดแผลของเด็กและเยาวชนไทยและช่องว่างการพัฒนา เพื่อพัฒนาก้าวต่อไปของอนาคตเด็กและเยาวชนที่ (ควรจะ) สดใสกว่าเดิม

ยอดภูเขาน้ำแข็งแห่งความเหลื่อมล้ำ: เมื่อช่องว่างซ้อนทับปัญหาคลาสสิก

ในยุคที่โลกหมุนไวและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญญาประดิษฐ์​ (AI) หรือปัญหาสังคมต่างๆ วรดร เลิศรัตน์ หัวหน้าทีมเครือข่ายวิจัยและนโยบาย ศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว ชวนให้เราหยุดคิดและถอยกลับมาเพื่อพิจารณาปัญหาคลาสสิกในสังคม เป็นปัญหาที่เรื้อรังและคอยแต่จะบั่นทอนสุขภาวะของเด็กและเยาวชนอยู่ตลอดเวลา เช่น ภาวะทุพโภชนาการ ความรุนแรงที่ก่อให้เกิดการป่วยไข้ หรือปัญหาเรื่องยาเสพติด

ทว่าสิ่งที่กล่าวมาเป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น โดยวรดรชี้ว่า ภายใต้ปัญหาคลาสสิกที่เป็นฉากหน้านี้ มีช่องว่างที่ผูกโยงและเชื่อมแต่ละปัญหาเข้าไว้ด้วยกัน

วรดรชี้ให้เห็นว่า ความเหลื่อมล้ำต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมนั้น แท้ที่จริงแล้วไม่ได้กระจายตัวไปยังประชากรที่เป็นเด็กและเยาวชน รวมถึงครัวเรือนแบบเท่ากันทุกคน ทว่า กระจุกตัวอยู่กับกลุ่มเปราะบางเป็นพิเศษ เช่น การที่เด็กและเยาวชนในครัวเรือนรายได้ต่ำมีแนวโน้มที่จะเข้าถึงบริการทางการดูแลสุขภาพและการศึกษาได้น้อยกว่ากลุ่มครัวเรือนที่รายได้สูง

“ถ้าพูดถึงปัญหาการหลุดจากระบบการศึกษาของเด็กปฐมวัย เราจะพบว่าปัญหาดังกล่าวกระจุกตัวเยอะที่สุดในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลมากกว่าพื้นที่อื่นของประเทศ หรือเรามักจะพบปัญหาทางสุขภาพจิต เช่น การเป็นโรคซึมเศร้า หรือความพยายามฆ่าตัวตาย ในกลุ่มเยาวชนเพศหญิงมากกว่าเพศชาย”

จากตัวอย่างดังกล่าว วรดรชี้ให้เห็นนัยยะสำคัญของ ‘ช่องว่าง’ ความเหลื่อมล้ำทางสุขภาวะ ซึ่งเขามองว่า ช่องว่างดังกล่าวเป็นทั้งส่วนหนึ่งของความเหลื่อมล้ำ และเป็นทั้งเหตุและผลที่ซ้อนทับไปกับความเหลื่อมล้ำหลายมิติในสังคมไทย

เพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น วรดรชี้ให้เห็นมิติพื้นฐานที่ใกล้ตัวมนุษย์ที่สุดอย่างมิติความมั่งคั่งและรายได้ ซึ่งเด็กและเยาวชนไทยกว่าร้อยละ 70 อยู่ในครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำและเข้าเกณฑ์ที่จะได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ข้อมูลนี้สะท้อนว่า เด็กและเยาวชนจำนวนมากอยู่ในครัวเรือนที่มีทรัพยากรจำกัดในการจะสนับสนุนพวกเขา

“ครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำสุดร้อยละ 10 มีรายได้ต่อคนต่อเดือนประมาณ 2,800-2,900 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นรายได้ที่ต่ำกว่าเส้นความยากจนเสียอีก” วรดรอธิบาย “ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่า เด็กและเยาวชนเหล่านี้ขาดทรัพยากรในการที่จะเข้าถึงสินค้าและบริการต่างๆ รวมถึงโอกาสที่จะยกระดับสุขภาวะและหรือโอกาสในการพัฒนาตนเองด้วย”

จากช่องว่างของปัญหานำไปสู่มิติที่ใหญ่กว่าอย่างช่องว่างทางนโยบายที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาสุขภาวะและพัฒนาการของเด็กและเยาวชนได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร อย่างไรก็ดี วรดรชี้ให้เห็นว่า ปัญหาสุขภาวะหลายอย่างไม่สามารถแก้ได้ด้วยบทบาทของรัฐเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องอาศัยบทบาทของภาคส่วนอื่นๆ ในสังคม เช่น ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ไปจนถึงภาควิชาการหรือสื่อสารมวลชน เพื่อเข้ามาร่วมเสริมพลังและเป็นหุ้นส่วนขับเคลื่อนเพื่อแก้ปัญหาใหญ่นี้ไปด้วยกัน

“การที่เราเห็นปัญหามากมายเหล่านี้สะท้อนว่า เราอาจจะยังให้ความสำคัญหรือให้น้ำหนักกับการสร้างความเป็นหุ้นส่วนเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่เพียงพอ” วรดรกล่าว

8 บาดแผลเรื้อรัง: วิกฤตสุขภาวะและการเติบโตที่เด็กและครอบครัวไทยต้องแบกรับ

จากช่องว่างของการพัฒนาดังกล่าว วรดรได้สรุปแปดประเด็นที่เป็นปัญหาเรื้อรังในกลุ่มเด็กและเยาวชนไทยมาอย่างยาวนาน ได้แก่:

ประเด็นที่หนึ่ง เป็นเรื่องพื้นฐานที่สุดอย่างอาหารและภาวะทุพโภชนาการ ถ้าพูดให้เรียบง่ายกว่านั้นคือ เด็กและเยาวชนไทยยังได้รับเพียงสารอาหารที่ไม่เพียงพอ ที่น่าสนใจคือ ภาวะทุพโภชนาการในประเทศไทยเป็นภาวะที่เกิดในสองทาง คือมีทั้งเด็กไทยที่ได้รับสารอาหารจนมีน้ำหนักเกินหรือมีภาวะโรคอ้วน และมีทั้งกลุ่มที่ได้รับสารอาหารขาดจนเกิดภาวะเตี้ย แคระแกร็น

“ในกลุ่มเด็กปฐมวัยที่มีอายุไม่เกิน 5 ปีจะเจอปัญหาเตี้ยแคระแกร็นมากกว่า โดยในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา เราจะเห็นเลยว่าอัตราส่วนตรงนี้อยู่ที่ราวร้อยละ 11-13 ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นสูง และสูงกว่าที่กระทรวงสาธารณสุขตั้งไว้ตลอด ส่วนปัญหาเรื่องความอ้วนอาจจะน้อยกว่า แต่ก็อยู่ในระดับที่เกินเกณฑ์เช่นกันครับ คือร้อยละ 8-10”

แต่ในทางกลับกัน ในกลุ่มที่เด็กมีอายุมากขึ้นมาจากกลุ่มแรก คือประมาณ 6-18 ปี ปัญหาเรื่องน้ำหนักเกินจะกลับกลายเป็นปัญหาที่พบมากกว่า คืออยู่ที่ประมาณร้อยละ 12-14 ส่วนกลุ่มเด็กแคระแกร็นจะอยู่ที่ราวๆ ร้อยละ 9-10 

วรดรชี้ให้เห็นสาเหตุของปัญหาดังกล่าวว่า มาจากพฤติกรรมการบริโภคที่เด็กได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ โดยข้อมูลประการหนึ่งที่น่าสนใจจากรายงานจากยูนิเซฟ (UNICEF) ระบุว่า เด็กที่ไม่ได้รับประทานผักหรือผลไม้อยู่ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันระหว่างกลุ่มที่รายได้ต่ำสุดและรายได้สูงสุด ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า รายได้ไม่ใช่ปัจจัยหลักเพียงเรื่องเดียวที่ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมการบริโภคแบบที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน

ปัญหาดังกล่าวยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นในกลุ่มเด็กวัยรุ่น (อายุราว 13-19 ปี) ที่บริโภคอาหารที่ไม่มีประโยชน์จนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เช่น เครื่องดื่มมีน้ำตาล (ร้อยละ 85) และบริโภคอาหารจานด่วน (ร้อยละ 77) ซึ่งวรดรชวนให้เราคิดต่อว่า พฤติกรรมนี้เหล่านี้ไม่ได้สะท้อนแค่เรื่องส่วนบุคคล แต่ยังสะท้อนให้เห็นภาพกว้างกว่านั้นว่า เด็กและเยาวชนกำลังอยู่ในระบบที่ไม่เอื้อให้พวกเขาสามารถบริโภคอาหารที่มีโภชนาการดีและเอื้อต่อการมีสุขภาพที่ดีได้

สิ่งนี้สะท้อนไปถึงปัญหาใหญ่กว่านั้นอย่างระบบของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กหรือสถานศึกษาซึ่งมีหน้าที่จัดอาหารให้เด็กอย่างต่อเนื่อง ทว่ากลับมีทรัพยากรที่ค่อนข้างจำกัด ทั้งเรื่องของคนและงบประมาณ อีกทั้งยังขาดการกำกับดูแลที่เหมาะสมเท่าที่ควร โดยวรดรชี้ว่า อาหารสุขภาพในประเทศไทยมีราคาที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงกันอย่างมาเลเซียหรือจีน 

ประเด็นที่สองคือเรื่องพัฒนาการของเด็กปฐมวัยที่ถดถอยลงเรื่อยๆ โดยวรดรชี้ให้เห็นสถิติที่ค่อนข้างน่าตกใจว่า ตั้งแต่ช่วงปี 2019 เป็นต้นมา ไทยเคยมีเด็กที่มีพัฒนาการสมวัยอยู่ที่ราวๆ ร้อยละ 97-98 แต่หลังจากเกิดวิกฤตโควิด-19 สัดส่วนของเด็กที่มีพัฒนาการสมวัยลดลงอย่างต่อเนื่องจนเหลือไม่ถึงร้อยละ 80 ในปีที่ผ่านมา 

“พัฒนาการของเด็กปฐมวัยเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตและการพัฒนาในตลอดชีวิตของคนคนหนึ่ง แต่สถิติดังกล่าวสะท้อนว่า ไทยกำลังเจอกับวิกฤตที่ไม่สามารถส่งเสริมให้เด็กปฐมวัยที่พัฒนาการสมวัยได้”

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้คือ การเข้าถึงระบบการศึกษาของเด็กปฐมวัย โดยวรดรชี้ว่า มีเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาถึงร้อยละ 17 โดยกระจุกตัวในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี และพื้นที่ชายแดนตะวันออก เช่น ตาก ส่วนเด็กที่ไม่ได้เข้าเรียนในระดับอนุบาล (ไม่นับส่วนของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก) มีสูงถึงเกือบร้อยละ 32

ในทางสถิติ ตัวเลขที่วรดรชี้ให้เห็นอาจเป็นตัวเลขที่ยังไม่ถึงครึ่งหนึ่ง ทว่าในความเป็นจริง ตัวเลขดังกล่าวถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงจนน่าตกใจ โดยเฉพาะเมื่อเราคำนึงถึงว่า ตัวเลขนี้ที่เห็นนี้คือสัดส่วนของทรัพยากรมนุษย์และฟันเฟืองขับเคลื่อนประเทศในอนาคตที่ไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาพื้นฐานได้ คำถามสำคัญอยู่ที่ว่า อะไรคือสาเหตุของเรื่องนี้

คำตอบนั้นช่างเรียบง่าย การที่เด็กไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาปฐมวัยได้คือเรื่องของ ‘ต้นทุน’ ที่ไม่ใช่แค่ค่าเทอม แต่เป็นค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกมากมายที่ครัวเรือนไม่สามารถแบกรับได้ เพราะในขณะที่ครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำสุดมีรายได้ไม่ถึง 3,000 บาท แต่ค่าใช้จ่ายพื้นฐานที่ต้องใช้ในการเลี้ยงเด็กปฐมวัยในไทยอยู่ที่ 3,500 บาทต่อเดือนต่อคน เมื่อผนวกกับการที่ไทยยังขาดสวัสดิการในการสนับสนุนให้ทุกครัวเรือนมีทรัพยากรเพียงพอที่จะสนับสนุนเด็กปฐมวัย เช่น สวัสดิการเงินอุดหนุนเด็กเล็ก (ที่ยังไม่) ถ้วนหน้า ยิ่งทำให้สถานการณ์การสนับสนุนเด็กปฐมวัยแย่ลงตามลำดับ

อีกปัจจัยหนึ่งคือเรื่องของเวลา เพราะประเทศไทยมีสิทธิการลาคลอดที่สั้นเกินไป และศูนย์เด็กเล็กรับเด็กเข้าสู่ระบบได้ช้าเกินไป ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างสิทธิการลาคลอดของผู้ปกครองและการได้เข้าสู่ศูนย์เด็กเล็ก ทำให้สุดท้าย เด็กหลายคนต้องร่วงหล่นออกจากระบบในที่สุด อีกทั้งยังมีปัญหาเชิงคุณภาพที่เด็กอนุบาลถูกเคี่ยวเข็ญให้เน้นเรียนเรื่องวิชาการซึ่งเป็นการสื่อสารทางเดียวเพื่อให้สามารถสอบเข้าเรียนในชั้นประถมได้ มากกว่าจะได้รับการเรียนการสอนในรูปแบบที่เอื้อต่อการพัฒนาของตัวเด็ก

ประเด็นที่สามคือเรื่องการป่วยไข้และสาธารณสุข โดยในช่วงห้าปีที่ผ่านมา มีจำนวนผู้เข้ารับการรักษาโรคติดต่อประจำถิ่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งโรคปอดอักเสบ โรคมือเท้าปาก หรือไข้เลือดออก ที่สำคัญคือปัญหามลพิษ PM 2.5 กลายเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้เด็กจำนวนมากต้องเจ็บป่วย โดยเฉพาะโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจและผิวหนังอักเสบ 

“นอกจากปัญหาอาการป่วยไข้แล้ว เรายังพบว่า เด็กเริ่มที่จะตกหล่นจากระบบการคัดกรองที่ป้องกันการป่วยไข้” วรดรกล่าว โดยยกตัวอย่างของสุขภาพช่องปากที่พบว่ามีเด็กอายุไม่เกิน 12 ปีไม่ถึงร้อยละ 5 ที่ได้พบทันตแพทย์ครั้งแรกตามหลักสากล นอกจากนี้ ปัญหาฟันผุยังเป็นปัญหาหลักที่พบในเด็กอายุ 12 ปีมากถึงครึ่งหนึ่ง อีกตัวอย่างหนึ่งคือการได้รับวัคซีน ที่พบว่าเด็กที่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคไอกรน คอตีบ และบาดทะยัก ครบเกณฑ์ในช่วงอายุสองปีลดลงเหลือแค่ร้อยละ 92 ปีใน 2024 จากที่เคยสูงถึงร้อยละ 99 เมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว

ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนแค่ปัญหาสุขภาพของเด็กที่ถดถอย และยังสะท้อนถึงช่องโหว่ในบริการสุขภาพและการเข้าถึงบริการภาครัฐที่อาจไม่ได้ตอบโจทย์หรือครอบคลุมเท่าที่ควร เช่น เด็กป่วยเป็นโรคมือเท้าปากเพิ่มขึ้น ทว่าวัคซีนป้องกันโรคดังกล่าวยังไม่ได้ถูกรวมเข้ามาในสิทธิของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) 

“อีกปัญหาคือเรื่องระยะเวลาในการรอรับบริการซึ่งอาจจะตอบไม่โจทย์คนทำงานเท่าที่ควร” วรดรอธิบายเสริม “สุดท้ายแล้ว ระยะเวลาในการรอคิวเพื่อเข้ารับบริการทางสุขภาพได้ผลักให้ครัวเรือนเหล่านี้ต้องหันไปหาบริการเอกชน ซึ่งหมายความว่าพวกเขาอาจจะไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้ และจะสร้างภาระทางการเงินให้พวกเขาต่อไป”

วรดรอธิบายเสริมว่า ไทยเป็นประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ค่อนข้างสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกในช่วงสามปีที่ผ่านมา คือประมาณร้อยละ 10.5 ต่อปี และอาจสูงกว่านี้ในกรณีของโรงพยาบาลเอกชน ส่งผลให้เบี้ยประกันสุขภาพสำหรับเด็กเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด รวมถึงมีการปรับไปสู่ระบบร่วมจ่ายมากขึ้น ทำให้ครัวเรือนยิ่งเข้าถึงประกันสุขภาพสำหรับเด็กได้น้อยลงไปอีก

ประเด็นต่อมาคือเรื่องของความรุนแรง วรดรอ้างถึงผลการศึกษาที่ระบุว่า เยาวชนอายุ 15-25 ปีถึงครึ่งหนึ่งเคยเผชิญความรุนแรงในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งมาก่อน โดยกลุ่มเยาวชนที่เป็น LGBTQ+ มีแนวโน้มจะถูกคุกคามมากกว่ากลุ่มที่มีเพศสภาพเป็นชายหรือหญิง ที่สำคัญคือ การคุกคามส่วนใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่ใกล้ตัวเยาวชน ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือสถานศึกษา รวมถึงการล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งเกิดขึ้นในชุมชนหรือบ้านของเด็กเยอะที่สุดถึงร้อยละ 31 

ความน่ากังวลใจอย่างหนึ่งคือ ทุกวันนี้การคุกคามหรือความรุนแรงไม่ได้เกิดขึ้นในพื้นที่ทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังคืบคลานเข้ามาสู่พื้นที่ของโลกเสมือนอีกด้วย วรดรชี้ให้เห็นสถิติที่น่าตกใจว่า ร้อยละ 9 ของเด็กอายุ 12-17 ปีเคยถูกคุกคามและแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศออนไลน์ โดยเฉพาะในรูปแบบของการส่งและเผยแพร่รูปลามกอนาจาร หรือแม้กระทั่งการโน้มน้าวให้มีเพศสัมพันธ์

“จริงๆ แล้ว เด็กที่ถูกคุกคามทางเพศออนไลน์ส่วนใหญ่เขาแจ้งคนที่บ้านนะครับ ทว่าประมาณร้อยละ 83 ของผู้ปกครองเลือกที่จะไม่แจ้งความหรือไม่ใช้กลไกที่มีอยู่ของภาครัฐ ซึ่งอาจจะมาจากทั้งการไม่ไว้ใจกระบวนการหรือกลัวผลกระทบของการร้องเรียนที่จะเกิดขึ้นกับตัวเด็กต่อไปด้วย

“ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า กลไกและกระบวนการที่มีอยู่อาจจะยังไม่เป็นพื้นที่ปลอดภัยมากพอที่จะให้เด็กและเยาวชน รวมถึงผู้ปกครอง ไว้ใจที่จะเข้ามาใช้กลไกดังกล่าวเพื่อปกป้องคุ้มครองตนเอง”

อย่างไรก็ดี วรดรชี้ให้เห็นถึงความพยายามที่ผ่านมาของภาครัฐในการแก้ไขกฎหมายเพื่อเสริมสร้างเกราะคุ้มกันและเยาวชน เช่น การห้ามตีเด็ก หรือพระราชบัญญัติความรุนแรงในครอบครัวฉบับใหม่ หรือแม้กระทั่งการแก้กฎระเบียบการแต่งกายและการลงโทษนักเรียนในสถานศึกษา ทว่าความพยายามดังกล่าวยังถูกจำกัด ทำให้ไม่สามารถสร้างวัฒนธรรมและบรรทัดฐานใหม่ได้เท่าที่ควร

“ส่วนหนึ่งเป็นเพราะทรัพยากรในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อป้องกันและเยียวยาการถูกคุกคามยังไม่เพียงพอ เนื่องจากเรามีพนักงานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กและจิตแพทย์เด็กอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างต่ำ และจำนวนมากก็กระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ นี่ยิ่งสะท้อนว่า เด็กในพื้นที่ห่างไกลกรุงเทพฯ ยังต้องเผชิญความท้าทายมากขึ้นไปอีก” วรดรกล่าว พร้อมทั้งทิ้งท้ายในประเด็นนี้ว่า

“ส่วนกลไกการป้องกันหรือเยียวยา ทั้งทางฝั่ง พม. (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) และฝั่งสุขภาพจิตยังไม่เชื่อมโยงกับสถาบันรอบตัวเด็ก เช่น สถาบันครอบครัวหรือสถานศึกษา ทำให้การส่งต่อข้อมูลหรือความช่วยเหลือไม่ได้สะดวกหรือมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ส่วนคนรอบตัวเด็กและเยาวชนก็ยังอาจจะขาดความรู้หรือทักษะที่จะปกป้องเด็กได้”

ประเด็นที่ห้า คืออีกหนึ่งปัญหาคลาสสิกอย่างเรื่องยาเสพติด อย่างไรก็ดี วรดรชี้ว่าจำนวนเด็กและเยาวชนอายุไม่เกิน 24 ปีที่เข้ารับการบำบัดยาเสพติดมีแนวโน้มลดลงในช่วงปี 2020-2022 ทว่านับตั้งแต่การชูนโยบาย ‘ผู้เสพคือผู้ป่วย’ ขึ้นมาเป็นนโยบายระดับชาติ เยาวชนที่เข้าบำบัดยาเสพติดมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึงเกือบหมื่นรายในปี 2025

“แต่ถึงตัวเลขจะเพิ่มขึ้นในลักษณะนี้ นี่ไม่ได้หมายถึงการที่เยาวชนเสพยามากขึ้นนะครับ เราบอกได้แค่ว่า มีคนบำบัดเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าเยาวชนจะเสพยาเพิ่มมากขึ้นไหมก็ตาม” วรดรกล่าว พร้อมทั้งอธิบายเพิ่มว่า “ตัวเลขการเข้าบำบัดกระจุกตัวและพบมากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและภาคใต้ โดยยาเสพติดที่ทำให้เด็กต้องเข้ารับการบำบัดมากที่สุด (ร้อยละ 71) คือยาบ้า และเพิ่มขึ้นอีกในปี 2025 เพราะยาบ้ามีราคาถูกและเข้าถึงง่ายขึ้น โดยเฉพาะการค้ายาในโลกออนไลน์ที่ขยายตัวและมีฮับใหญ่อยู่ที่กรุงเทพฯ”

วรดรชี้ให้เห็นประเด็นที่น่าสนใจว่า การที่ไทยยังไม่สามารถแก้ไขยาเสพติดได้ ส่วนหนึ่งมาจากการใช้มาตรการที่มองว่าการใช้ยาเสพติดเป็นการตัดสินใจส่วนบุคคล จึงนำไปสู่ความพยายามในการบำบัดหรือแก้ไขไม่ให้เด็กติดยา ทว่าในความเป็นจริงแล้ว การใช้ยาเสพติดเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดจากสภาพแวดล้อมและสังคมเสียมากกว่า ดังนั้น หากเรายังไม่มีมาตรการเชิงโครงสร้างเพื่อรับมือเรื่องนี้ เราก็ยังจะไม่สามารถแก้ไขปัญหายาเสพติดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประเด็นที่หก และเป็นประเด็นที่ได้รับการพูดถึงอย่างมากในช่วงหลายปีมานี้คือเรื่องของการดูแลผู้สูงวัย เนื่องจากสังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ ทำให้บุตรและครอบครัวต้องกลายเป็นผู้รับภาระหลักในการดูแลผู้สูงอายุ โดยจากการศึกษาพบว่า ผู้สูงวัยจำนวน 1 ใน 3 (ร้อยละ 36) พึ่งพารายได้หลักจากบุตร ในขณะที่การดูแลซึ่งไม่สามารถคิดเป็นตัวเงินได้มีสัดส่วนมากกว่าครึ่ง คือประมาณร้อยละ 60

“หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ภาระการดูแลผู้สูงวัยในอนาคตจะยิ่งทวีคูณมากขึ้น เพราะเรากำลังเผชิญกับภาวะที่ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นและประชากรวัยแรงงานลดลง” วรดรกล่าว พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่า อัตราการพึ่งพิงของไทยในปัจจุบันสูงมากขึ้นเรื่อยๆ และจะเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวในอีก 20 ปีข้างหน้าตามการคาดการณ์ของสหประชาชาติ

“ปัญหานี้ยิ่งน่ากังวลมากขึ้น เมื่อคนที่เป็นวัยแรงงานอยู่ทุกวันนี้กำลังเริ่มเตรียมเกษียณแล้ว ซึ่งจริงๆ แล้วพวกเขาอาจยังไม่พร้อมเกษียณเสียด้วยซ้ำ มีผลการศึกษาพบว่า คนที่จะเกษียณในรอบ 15 ปีหลังจากนี้ราวร้อยละ 40 ยังไม่ได้ออมหรือเริ่มวางแผนการออมใดๆ เท่ากับว่ามีแนวโน้มจะพึ่งพาบุตรหลานมากกว่าเดิม”

วรดรกล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่เราต้องยอมรับคือ ภาระรับผิดชอบในการดูแลคนในครอบครัวไม่จำเป็นต้องเป็นภาระของปัจเจกบุคคลหรือของครัวเรือนใดครัวเรือนหนึ่งเพียงอย่างเดียว  แต่ทว่าในประเทศไทย นอกจากการมีอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ที่เข้าไปเยี่ยมบ้านและติดตามดูแลสุขภาพพื้นฐาน รัฐยังขาดการสนับสนุนสมาชิกครอบครัวที่ทำหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุในชีวิตประจำวัน ทั้งค่าใช้จ่ายในการดูแลเพิ่มทักษะหรือการดูแลสุขภาพจิต อีกทั้งบ้านพักคนชรายังมีจำกัด ซึ่งแน่นอนว่าไม่เพียงพอสำหรับสถานการณ์ในอนาคตข้างหน้าอย่างแน่นอน

ประเด็นที่เจ็ดคือปัญหาสุขภาพจิตที่เป็นปัญหาที่เยาวชนไทยกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะเยาวชนเพศหญิงที่มีแนวโน้มเครียดและป่วยซึมเศร้ามากกว่าเยาวชนชายอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงอายุ 15-30 ปี

“สาเหตุสำคัญหนึ่งก็มาจากปัจจัยทางจิตใจครับ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ปัจจัยเชิงสังคมก็สำคัญ โดยเฉพาะเชิงโครงสร้างสังคมที่กดทับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ทำให้ผู้หญิงมีแนวโน้มถูกจำกัดอิสระและขัดแย้งกับครอบครัวมากกว่า รวมถึงมีแนวโน้มถูกทำร้ายคุกคาม หรือมีโอกาสในการทำงานที่จะสามารถทะลุเพดานกระจก (glass ceiling) ได้น้อยกว่าผู้ชาย”

วรดรทิ้งท้ายในประเด็นนี้ว่า แม้ที่ผ่านมา รัฐพยายามเน้นกลไกการตรวจคัดกรองการรักษาในโรงเรียน รวมถึงเพิ่มและกระจายบุคลากรที่เป็นจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาให้เพิ่มมากขึ้น แต่กุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้คือ รัฐต้องพยายามแก้ไขโครงสร้างหรือบรรทัดฐานทางสังคมที่กดทับผู้หญิงอยู่ในปัจจุบันด้วย

ประเด็นสุดท้าย คือเรื่องผลกระทบจากการสู้รบและภาวะวิกฤต โดยเฉพาะในช่วงปีที่ผ่านมาที่มีการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยตลอดการปะทะสองระลอกในปีที่แล้วทำให้มีครัวเรือนจำนวนมากที่ต้องอพยพออกจากพื้นที่ รวมถึงเด็กและเยาวชนด้วย

แม้ครัวเรือนเหล่านี้จะได้อพยพไปอยู่ศูนย์พักพิง ทว่าการอพยพดังกล่าวเสี่ยงต่อการที่เด็กและเยาวชนอาจจะเป็นโรคซึมเศร้าหรือมีภาวะเครียดหลังผ่านเหตุการณ์ร้ายแรง รวมถึงมีภาวะวิตกกังวลมากกว่าปกติ ยังไม่นับความเสี่ยงที่จะสูญเสียการเรียนรู้จากการปิดโรงเรียนและการเรียนออนไลน์ภายใต้สภาวะวิกฤต อีกปัญหาหนึ่งคือเรื่องความเสียหายทางเศรษฐกิจ ซึ่งการปิดพรมแดนทำให้ครอบครัวสูญเสียรายได้และความสามารถในการพัฒนาสุขภาวะของเด็กและเยาวชนด้วย

“จริงๆ แล้วไทยเผชิญปัญหาวิกฤตแบบนี้บ่อย ซึ่งอาจจะไม่ใช่ในแง่การสู้รบเพียงอย่างเดียว แต่ว่าเราอาจจะยังขาดมาตรการรับมือที่เหมาะสม รวมถึงขาดการติดตามการเยียวยาผลกระทบต่อจิตใจและการเรียนรู้ของเด็กในระยะยาวด้วย” 

ถอดรหัสรอยรั่วในนโยบาย: รื้อเพื่อสร้างใหม่ออกแบบนโยบายเพื่อเด็กไทยทุกคน

วรดรสรุปทิ้งท้ายว่า จากทั้งแปดประเด็นที่เด็กและเยาวชนต้องเผชิญนำไปสู่ช่องว่างการพัฒนาสุขภาวะของเด็ก ซึ่งหลายครั้งช่องว่างเหล่านี้เป็นช่องว่าง ‘ระยะสุดท้าย’ เช่น เรื่องของโภชนาการ โดยเฉพาะเมื่อเด็กและเยาวชน หรือประชากรที่มีความเปราะบางหลายคนต้องเผชิญกับการดำเนินนโยบายจากส่วนกลางแบบ one-size-fits-all ซึ่งไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาได้ดีเท่าที่ควร

ปัญหาเชิงคุณภาพเป็นอีกหนึ่งประเด็นน่ากังวล โดยเฉพาะในเรื่องของการศึกษา ที่โจทย์ใหญ่และชวนขบคิดไม่ได้อยู่แค่ที่การเข้าถึง แต่อยู่ที่ ‘ช่องว่าง’ ของการเข้าถึงการศึกษาและบริการสาธารณะที่มีคุณภาพหลายอย่างซึ่งเชื่อมโยงกับช่องว่างเชิงโครงสร้างด้วย ในเรื่องนี้ วรดรยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของการเข้าถึงอาหาร เพราะต่อให้เด็กและเยาวชนมีทรัพยากรมากขึ้น พวกเขาก็อาจจะไม่สามารถเข้าถึงอาหารที่ดีขึ้นตราบใดที่ยังอยู่ภายใต้โครงสร้างแบบเดิม รวมถึงไม่ได้มีการกำกับดูแลธุรกิจเอกชนในเชิงราคา คุณภาพ และผลลัพธ์อย่างเพียงพอ

“หลายเรื่องเราเคยทำได้ดีกว่านี้ เช่น เรื่องการพัฒนาเด็กปฐมวัยหรือการรับวัคซีน ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า เราอาจจะมองข้ามปัญหาที่เราเคยทำได้ดีไปแล้วหรือเปล่า หรือเราขาดการถอดบทเรียนบางอย่างไปหรือไม่ เราเห็นช่องว่างทางเทคโนโลยีที่กำลังเกิดขึ้นไหม เช่น โซเชียลมีเดียที่เกิดขึ้นและกำลังท้าทายสุขภาพกายและใจของเด็ก”

ทั้งหมดนี้นำมาสู่ข้อสรุปที่ว่า นโยบายของไทยยังมีช่องว่างหลายประการ ทั้งการทำงานแบบรวมศูนย์แยกส่วนของรัฐที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับสุขภาวะและการพัฒนาเด็กเท่าที่ควร รวมถึงการที่รัฐยังไม่ได้สร้างหลักประกันคุณภาพชีวิตและการลงทุนพัฒนาเด็กอย่างเพียงพอที่จะช่วยแก้ไขโครงสร้างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมได้

วรดรยังชี้ให้เห็นว่า แม้กลุ่มประชาสังคมจะมีศักยภาพในการเข้าถึงกลุ่มเฉพาะเปราะบาง ทว่าด้วยข้อจำกัดทางทรัพยากรทำให้การมีส่วนร่วมเกิดขึ้นอย่างจำกัด อีกทั้งการทำงานหลายๆ อย่างยังขาดข้อมูลและข้อเสนอที่มีงานวิจัยรองรับ ที่สำคัญที่สุดคือ แม้จะมีการพูดถึงเด็กเยอะ แต่เด็กแทบจะไม่เคยเป็นจุดโฟกัสใหญ่ของนโยบายรัฐเลยในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนว่าไทยยังขาดเจตนารมณ์ทางการเมืองที่จะให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชนอย่างเพียงพอ

“ถ้าพูดให้ถึงที่สุด เรายังไม่สามารถสนับสนุนเด็กและเยาวชนทุกคนให้เติบโตมาแบบมีคุณภาพอย่างถ้วนหน้า โดยที่ไม่ต้องคำนึงถึงเบื้องหลังว่า เขาเกิดมาเป็นลูกใคร” วรดรทิ้งท้าย

นโยบายเด็กและครอบครัว วรดร เลิศรัตน์ สสส.