OSP โชว์กำไร Q2 แตะ 1.10 พันล้าน ชูมาร์จิ้นนิวไฮ 43% เคาะปันผล 0.45 บาท

บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัท 1,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ยังเผชิญความท้าทายจากปัจจัยภายนอก ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 42.8%
การขยายตัวของกำไรได้รับแรงสนับสนุนจากประสิทธิภาพการผลิตที่ดีขึ้นหลังการรวมศูนย์โรงงาน การบริหารต้นทุนและห่วงโซ่อุปทานทั้งในและต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการเติบโตของธุรกิจหลักในประเทศ ส่งผลให้กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติช่วง 6 เดือนแรกปี 2569 อยู่ที่ 2,257 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
นางสาวมุกดา ไพรัชเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OSP กล่าวว่า ผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกสะท้อนความแข็งแกร่งของธุรกิจและความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อพิจารณาบนฐานปรับปรุง รายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 1.7% ขณะที่กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทเพิ่มขึ้น 20.2% และกำไรปกติเพิ่มขึ้น 42.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ปัจจัยสนับสนุนมาจากการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย การยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการบริหารพอร์ตผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับโอกาสการเติบโตในแต่ละตลาด
ด้านธุรกิจเครื่องดื่มในประเทศ รายได้เติบโต 6% จากการบริหารพอร์ตแบรนด์ที่ครอบคลุมทั้งตลาดหลัก ตลาดพรีเมียม และกลุ่มเครื่องดื่มฟังก์ชันนัล โดยมีแบรนด์ M-150, Lipovitan-D, C-Vitt และ Peptein เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ
ขณะที่ธุรกิจผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล หรือ Personal Care เติบโต 8.3% จากความแข็งแกร่งของแบรนด์ Babi Mild และการขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์ Ultra Mild by Babi Mild ซึ่งช่วยขยายฐานผู้บริโภคและเพิ่มโอกาสการเติบโตในระยะยาว
สำหรับธุรกิจต่างประเทศ หากไม่นับรวมเมียนมา มีรายได้เติบโต 19.5% สะท้อนศักยภาพในการขยายธุรกิจในตลาดต่างประเทศ แม้ธุรกิจในเมียนมายังคงได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดด้านใบอนุญาตนำเข้าวัตถุดิบ ซึ่งส่งผลต่อการผลิตเป็นการชั่วคราว
ด้านการบริหารค่าใช้จ่าย OSP ยังคงรักษาวินัยทางการเงิน โดยอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายอยู่ที่ 22.5% จากการบริหารกิจกรรมการตลาดและการส่งเสริมการค้าโดยเน้นผลตอบแทนจากการลงทุน ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
สำหรับแนวโน้มปี 2569 บริษัทตั้งเป้ารายได้บนฐานปรับปรุงเติบโตในระดับเลขหลักเดียวต่ำถึงกลาง หรือ Low-to-Mid-Single Digit ซึ่งสูงกว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย โดยจะเดินหน้าสร้างการเติบโตจากแบรนด์หลัก นวัตกรรม และการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ ควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน
นางสาวมุกดา กล่าวว่า ในโอกาสครบรอบ 135 ปี OSP จะเดินหน้าต่อยอดความแข็งแกร่งของแบรนด์ พัฒนานวัตกรรม และขยายโอกาสทางธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพื่อวางรากฐานการเติบโตในระยะยาว
นอกจากนี้ คณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในอัตรา 0.45 บาทต่อหุ้น โดยกำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) วันที่ 27 สิงหาคม 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลวันที่ 10 กันยายน 2569 สะท้อนฐานะการเงินที่แข็งแกร่งและนโยบายสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง