เจมส์ ธีรดนย์ Out of Sick and Sad World จากความป่วย สู่เสียงที่กล้าพูดเรื่องสุขภาพ

มีนักแสดงหลายคนที่พูดเรื่องโรคและความเจ็บป่วยในฐานะ PR ประกอบงาน แต่มีน้อยคนมากที่พูดถึงมันอย่างตรงไปตรงมาราวกับกำลังคุยกับเพื่อน

เจมส์ ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ คือหนึ่งในนั้น

จากเด็กออดิชั่นสู่ใบหน้าที่ทั้งประเทศรู้จัก

ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ เกิดวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2540 จบการศึกษาระดับประถมจากโรงเรียนราชินี มัธยมต้นจากโรงเรียนวัดราชบพิธ มัธยมปลายจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย และคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เส้นทางเข้าวงการของ เจมส์ ธีรดนย์ ไม่ได้เริ่มจากคอนเนกชั่น แต่เริ่มจากการออดิชั่น เขาเข้าวงการด้วยการเป็นหนึ่งใน 12 คนสุดท้ายของ Hormones The Next Gen ซีซั่น 2 และแจ้งเกิดจากการรับบทเป็น “ซัน” นักร้องนำวง See Scape ในซีรีส์ฮอร์โมนส์ วัยว้าวุ่น ซีซั่น 2 และ 3

ซีรีส์ฮอร์โมนส์คือจุดเริ่มต้น แต่ไม่ใช่จุดสูงสุด เพราะ เจมส์ ธีรดนย์ ไม่ได้ยืนอยู่กับที่หลังจากที่กระแสฮอร์โมนส์ผ่านไป

เจมส์ ธีรดนย์2 1

ฉลาดเกมส์โกง Homestay และการพิสูจน์ฝีมือ

เจมส์ ธีรดนย์ เป็นที่รู้จักจากซีรีส์วัยรุ่น ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น ภาพยนตร์เรื่อง ฉลาดเกมส์โกง และ โฮมสเตย์

ภาพยนตร์ ฉลาดเกมส์โกง ปี 2560 คือครั้งแรกที่หลายคนได้เห็น เจมส์ ธีรดนย์ ในแบบที่ต่างออกไปจาก “ซัน” ในฮอร์โมนส์วัยว้าวุ่น บทที่ซับซ้อนกว่าและหนักกว่า และเขาส่งมอบมันออกมาได้ในแบบที่ทำให้คนดูรู้ว่านี่ไม่ใช่นักแสดงวัยรุ่นธรรมดา

จากนั้น Homestay โฮมสเตย์ ปี 2561 คือการได้รับบทนำเต็มตัวครั้งแรกในภาพยนตร์ ซึ่งเขาแบกหนักกว่า 2 ชั่วโมงไว้บนบ่าคนเดียวได้อย่างน่าประทับใจ

สาธุ Netflix บทบาทที่พาชื่อออกไปนอกประเทศ

ล่าสุดเขาได้แสดงในซีรีส์ สาธุ บน Netflix ซึ่งเป็นซีรีส์ที่พาชื่อของ เจมส์ ธีรดนย์ ออกไปสู่ผู้ชมทั่วเอเชียอีกครั้ง

สาธุ คือซีรีส์ไทยบน Netflix ที่มีนักแสดงอย่าง ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ และพชร จิราธิวัฒน์ ซึ่งทำให้มีการพูดถึงในแวดวงซีรีส์ไทยอย่างกว้างขวาง และยังมีภาคต่อ สาธุ 2 ที่แสดงให้เห็นว่าซีรีส์ชุดนี้มีฐานผู้ชมที่แข็งแกร่ง

ป่วยไข้และเศร้า บทสนทนาที่เจมส์ไม่กลัวเริ่ม

สิ่งที่ทำให้ เจมส์ ธีรดนย์ น่าสนใจในฐานะบุคคลสาธารณะไม่ใช่แค่ผลงาน แต่คือความกล้าพูดถึงเรื่องที่คนในวงการมักหลีกเลี่ยง

ชื่อบทสัมภาษณ์ “Out of Sick and Sad World” ไม่ใช่แค่ชื่อที่ฟังดูดี แต่คือโจทย์ที่เขาเผชิญในชีวิตจริง การเจาะลึกเรื่องความป่วยไข้และบทบาทการแสดงนั้นสะท้อนว่าชีวิตและงานของ เจมส์ ธีรดนย์ ไม่ได้แยกจากกันอย่างสนิท

ล่าสุด เจมส์ ธีรดนย์ เปิดเผยว่าพบซีสต์ในสมองจากการตรวจไมเกรน โดยแพทย์ประเมินว่าไม่น่ากังวลในเวลานี้และนัดติดตามอาการ ซึ่งเขาแชร์เรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาบนโซเชียลมีเดีย

ความที่เขาพูดถึงเรื่องสุขภาพโดยไม่แสร้งทำเป็นว่าทุกอย่างโอเคนั้น ทำให้แฟนๆ รู้สึกว่าได้รู้จักตัวตนจริงๆ ของเขา ไม่ใช่แค่ภาพของดาราในหน้าจอ

เจมส์ ธีรดนย์1 1

โรคซึมเศร้า เรื่องที่เขาพูดให้ฟังตรงๆ

ในบทสัมภาษณ์กับ The Cloud เจมส์ ธีรดนย์ พูดถึงความป่วยไข้อย่างตรงไปตรงมา รวมถึงเรื่องโรคซึมเศร้าและการดูแลสุขภาพจิต

เขาพูดถึงความรู้สึกที่ว่า “ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ” ก็จริงนะ เวลาไม่ป่วยนี่ดีมาก ถ้าป่วย มีเงินเป็นล้านก็ไม่ได้ใช้ เลยไม่อยากเป็นโรคอะไรทั้งนั้น

ประโยคสั้นๆ นั้นบอกอะไรมากเกินกว่าที่ฟังดูเรียบๆ มันคือการยืนยันว่าเขาผ่านช่วงเวลาที่ “มีเงินแต่ใช้ไม่ได้” เพราะร่างกายและจิตใจไม่ได้พร้อม และนั่นทำให้ทุกอย่างที่เขาสร้างมาหลังจากนั้นมีน้ำหนักมากขึ้น

เจ้าของ JMJ Label นักแสดงที่ไม่ยอมรอโอกาส

ปัจจุบัน เจมส์ ธีรดนย์ เป็นศิลปินและนักแสดงอิสระ โดยมีบริษัท JMJ Label ที่ดูแลและพัฒนาศิลปินเป็นของตัวเอง

การตั้ง JMJ Label บอกว่า เจมส์ ธีรดนย์ ไม่ได้ต้องการเป็นแค่ “นักแสดงในสังกัด” แต่อยากควบคุมทิศทางงานของตัวเองและยังพัฒนาศิลปินรุ่นต่อไปด้วย นั่นคือวิธีคิดที่ก้าวล่วงเกินกว่าอายุและประสบการณ์ในวงการ

ก่อนหน้านั้นเขาเป็นศิลปินสังกัด 4nologue และเคยทำเพลงในกลุ่ม 9×9 และ TRINITY มาก่อน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าดนตรีไม่ใช่แค่งานเสริม แต่เป็นส่วนหนึ่งของตัวตนที่เขาดูแลมาตลอด

บาร์อารีย์ และชีวิตนอกกองถ่าย

นอกจากงานแสดงและเพลง เจมส์ ธีรดนย์ ยังเปิดบาร์ใจกลางอารีย์ สะท้อนว่าเขาไม่ได้มองตัวเองแค่ในฐานะนักแสดง แต่เป็นนักธุรกิจในวงการบันเทิงที่กว้างขึ้น

ธุรกิจบาร์คือตัวแทนของความสนใจในไลฟ์สไตล์และการสร้างพื้นที่สำหรับผู้คน ซึ่งสอดคล้องกับบุคลิกของ ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ ที่ดูเปิดรับ เชื่อมต่อกับคนรอบข้าง และอยากสร้างสิ่งที่ไม่ใช่แค่ผลงานบนจอ

“ป่วย” ในฐานะจุดเริ่มต้นใหม่

สิ่งที่ทำให้เรื่องราวของ เจมส์ ธีรดนย์ น่าสนใจกว่าแค่เรื่องผลงาน คือวิธีที่เขามองความป่วยไข้ ไม่ใช่ในฐานะอุปสรรค แต่ในฐานะข้อมูลที่ร่างกายส่งมาให้ฟัง

ชื่อ “Out of Sick and Sad World” จึงไม่ใช่การบอกว่าทุกอย่างผ่านไปแล้ว แต่คือการประกาศว่าเขารู้จักโลกที่เจ็บปวดนั้นดีพอที่จะก้าวออกมาได้อย่างรู้ตัว

และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ชายหนุ่มที่อายุยังไม่ถึง 30 คนนี้ มีน้ำหนักในการพูดเรื่องความป่วย ความเศร้า และการดูแลตัวเองมากกว่าคนอีกหลายคนในวงการ