โจมตี Petroline..สู่วิกฤตพลังงานโลก.!


โลกกำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ด้านพลังงานอีกครั้ง เมื่อสถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลาง ลุกลาม จนส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญสุดแห่งหนึ่งของโลก

นั่นคือ..ท่อส่งน้ำมันสายตะวันออก-ตะวันตก หรือที่รู้จักกันในชื่อ Petroline ของประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจและการค้าน้ำมันดิบทั่วโลก

เหตุการณ์โดรนโจมตี ท่อส่งน้ำมันความยาว 1,200 กิโลเมตรนี้ สร้างความตื่นตระหนกให้กับตลาดการเงินและตลาดพลังงานเป็นอย่างมาก เนื่องจากท่อส่งดังกล่าวทำหน้าที่เปรียบเสมือนเส้นทางหลบภัยทางยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงแหล่งผลิตน้ำมันทางภาคตะวันออก เข้ากับท่าเรือยันบูบนชายฝั่งทะเลแดง ช่วยให้ซาอุดีอาระเบีย สามารถส่งออกน้ำมันดิบออกสู่ตลาดโลกได้โดยไม่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ทว่าในยามที่ช่องแคบฮอร์มุซ เผชิญกับวิกฤตการปิดกั้นจากสงคราม ทำให้ปริมาณการขนส่งน้ำมันผ่านเส้นทางเดิมลดลงอย่างฮวบฮาบ การที่ท่อส่งน้ำมันสายตะวันออก-ตะวันตก ต้องถูกระงับการดำเนินงานชั่วคราว จึงเสมือนเป็นการตัดท่อน้ำเลี้ยงสุดท้ายที่สำคัญยิ่ง

ขณะที่ปริมาณน้ำมันสำรองทั่วโลก กำลังดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดในรอบกว่าสามทศวรรษ สร้างความกดดันมหาศาลต่อระบบอุปทานพลังงาน..

นักวิเคราะห์และสถาบันวิจัยชั้นนำต่างออกมาเตือนตรงกันว่า หากการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ ต้องใช้เวลานานหลายสัปดาห์ หรือหากภัยคุกคามจากการโจมตีด้วยโดรนยังคงดำเนินต่อไปอย่างไร้การควบคุม โลกอาจก้าวเข้าสู่ภาวะ “หายนะทางพลังงาน” อย่างแท้จริง เพราะนอกจากปริมาณการส่งออกน้ำมัน จะหายไปจากระบบนับล้านบาร์เรลต่อวันแล้ว ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและเสถียรภาพราคาจะพังทลาย

ผลกระทบเชิงลูกโซ่นี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ต้นทุนเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นเท่านั้น แต่หมายถึงต้นทุนการขนส่ง ค่าครองชีพ และสินค้าอุปโภคบริโภค ที่จะทะยานตามราคาน้ำมันดิบเบรนต์ที่อาจจ่อพุ่งสูงถึง 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ทั่วโลกถูกใช้จนหมดเกลี้ยง

วิกฤตครั้งนี้จึงเป็นเครื่องเตือนว่า โครงสร้างพลังงานของโลกมีความเปราะบางเพียงใด และความขัดแย้งทางการ เมืองสามารถลุกลาม กลายเป็นภัยคุกคามที่สร้างความเสียหายต่อความเป็นอยู่ของประชากรทั่วโลกได้รวดเร็ว และรุนแรงขนาดไหนในยุคที่ทุกประเทศต่างต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน..!!

ทำไม Petroline จึงวิกฤตต่อโลก.?

1)ความสำคัญของท่อส่ง (Petroline) : มีความยาว 1,200 กิโลเมตร ทำหน้าที่ขนส่งน้ำมันดิบจากแหล่งผลิตทางตะวันออกข้ามคาบสมุทรอาหรับไปยังท่าเรือยันบูบนชายฝั่งทะเลแดง

2)ทางรอดจากช่องแคบฮอร์มุซ : ท่อส่งนี้ช่วยให้ซาอุดีอาระเบียสามารถส่งออกน้ำมันได้โดยไม่ต้องพึ่งพา “ช่องแคบฮอร์มุซ” ที่เผชิญวิกฤตปิดกั้นจากสงคราม

3)ผลกระทบจากการโจมตีด้วยโดรน : การถูกโจมตีทำให้ซาอุดีอาระเบีย ต้องระงับการดำเนินงานชั่วคราว ขณะที่คลังน้ำมันสำรองทั่วโลกกำลังลดลงมากสุดรอบกว่า 3 ทศวรรษ

4)หายนะทางราคาพลังงาน : นักวิเคราะห์เตือนว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อและคลังน้ำมันสำรองหมดลง ราคาน้ำมันดิบเบรนต์อาจพุ่งสูงถึง 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง

Back to top button