POP PULSE: Spider-Man: Brand New Day กับเสียงเพลงที่สะท้อนทุกช่วงชีวิตของ ‘ฮีโร่เพื่อนบ้านที่แสนดี’

หากพูดถึงภาพยนตร์ Spider-Man ดนตรีและเพลงประกอบถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญที่อยู่คู่กับฮีโร่คนนี้มาทุกยุคสมัย เพราะสไปเดอร์แมนแต่ละเวอร์ชันต่างก็มีท่วงทำนองประจำตัวที่สะท้อนตัวตนและเรื่องราวของพวกเขาได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเวอร์ชันของ Tobey Maguire กับเพลงธีมออร์เคสตราที่เปิดศักราชซูเปอร์ฮีโร่คนใหม่อย่างน่าประทับใจ หรือเวอร์ชันของ Andrew Garfield กับเพลงป๊อปคันทรีเข้าถึงง่ายอย่าง Gone Gone Gone ที่เล่าถึงความรักของเขาที่มีต่อนางเอก Gwen Stacy หรือแม้แต่เวอร์ชัน Miles Morales ในโลกแอนิเมชันก็มีเพลงฮิตติดหูอย่าง Sunflower จาก Post Malone

จนกระทั่งถึงเวอร์ชันของ Tom Holland ในภาคล่าสุด Spider-Man: Brand New Day ดนตรีประกอบก็โดดเด่นไม่แพ้ภาคไหนๆ เพราะ 2 เพลงเด่นจากศิลปินแห่งยุคอย่าง Loser ของ Tame Impala และ oh yeah? ของ Steve Lacy ก็มารับไม้ต่อในฐานะเพลงที่น่าจดจำของภาคนี้ด้วยการเป็นกระจกสะท้อนชีวิตของปีเตอร์ พาร์คเกอร์ ทั้งช่วงชีวิตที่เขาโดดเดี่ยวลำพัง ไปจนถึงช่วงเวลาฟ้าหลังฝนได้อย่างงดงาม

ไม่เพียงเท่านั้น หนังภาคนี้ยังพิเศษมากยิ่งขึ้น เพราะสตูดิโอจับมือกับศิลปินหลายประเทศทั่วโลกให้มาร่วมสร้างสรรค์บทเพลงที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหนัง โดยเฉพาะเวอร์ชันพากย์ญี่ปุ่นที่ผู้อำนวยการสร้าง Kevin Feige ออกปากชวนวงดนตรีสุดฮอตอย่าง Mrs. GREEN APPLE มาร่วมทำเพลงด้วยตัวเอง ซึ่งหลังจากที่ปล่อยออกมาแล้ว เพลงนี้ก็ได้รับกระแสตอบรับดีเช่นกัน

จากมรดกทางดนตรีของภาคเก่าๆ จนปรากฏการณ์ความฮิตในภาคล่าสุด เราจึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าบทเพลงและเสียงดนตรีกลายเป็นอีกหนึ่ง ‘ผู้เล่าเรื่อง’ คนสำคัญไม่แพ้กันกับตัวบทหรือฉากสุดยิ่งใหญ่ เพราะทุกท่วงทำนองจากทุกบทเพลงต่างช่วยโยงใยเรื่องราวชีวิตของ ‘ปีเตอร์ พาร์คเกอร์’ เข้ากันกับชีวิตของ ‘สไปเดอร์แมน ฮีโร่ข้างบ้านผู้แสนดี’ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ดังนั้นในคอลัมน์ POP PULSE สัปดาห์นี้ THE STANDARD POP จึงอยากจะชวนคุณไปสำรวจโลกดนตรีใน Spider-Man: Brand New Day ในอีกหลากหลายแง่มุมที่จะทำให้คุณเห็นว่าบทเพลงเหล่านี้ไม่ได้เพียงแค่เพิ่มอรรถรสการรับชมเท่านั้น แต่ยังเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ทำให้หนังสมบูรณ์มากขึ้นเช่นกัน

ภาพคอลลาจ Spider-Man: Brand New Day พร้อมชื่อคอลัมน์ POP PULSE และชื่อผู้เขียน 1

ภาพ: Sony Pictures

เสียงดนตรีสุดคลาสสิกจากฝีมือนักแต่งเพลงคู่บุญ Spider-Man ยุคใหม่

นักแต่งเพลงมือฉมังอย่าง Michael Giacchino กลับมานั่งแท่นนักแต่งเพลงประกอบให้หนังภาคนี้อีกครั้ง หลังจากที่เขาเคยฝากผลงานในแฟรนไชส์นี้มาแล้วทั้ง 3 ภาค ไม่ว่าจะเป็น Homecoming, Far From Home และ No Way Home โดยในภาคนี้เขาก็ยังคงสร้างสรรค์ดนตรีที่ทำให้ผู้ชมอินไปกับเรื่องราวของตัวละครอย่างเพลิดเพลิน ทั้งยังร้อยเรียงเรื่องราวของซูเปอร์ฮีโร่คนนี้เข้ากับเสียงดนตรีได้อย่างลงตัว

“ผมพยายามคิดอยู่เสมอว่าอะไรจะเวิร์กสำหรับหนังเรื่องนี้มากที่สุด เพราะดนตรีสามารถขับเคลื่อนเรื่องราวในฉากฉากหนึ่งได้จริงๆ แค่ดนตรีขยับเพี้ยนไปสักนิดเดียว คนดูก็จะรู้สึกในสิ่งที่เราไม่อยากให้พวกเขารู้สึกทันทีเลย ดังนั้นผมจึงพยายามระวังเรื่องนี้เป็นพิเศษ”

เขายังให้สัมภาษณ์ว่าเขาตั้งใจตัดโน้ตดนตรีบางตัวออกจากธีมเพลงดั้งเดิมของตัวละคร Peter Parker ในจักรวาล MCU เพื่อสะท้อนถึงชีวิตของตัวละครที่สูญเสียความรักและความสัมพันธ์ในอดีตไป ส่วนดนตรีประกอบอื่นๆ ก็มีการสอดแทรกเค้าโครงดนตรีเพลงเดิมที่เคยเล่าถึงความรักในอดีตลงไปอย่างแผ่วเบา เพื่อให้เป็นตัวแทนของสิ่งที่ปีเตอร์สูญเสียไปและเขาหวนคิดถึง

เมื่อเพลงกลายเป็นกระจกสะท้อนเหตุการณ์ที่ตัวละครกำลังเผชิญ

เพลงเป็นส่วนสำคัญในการเล่าเรื่องและสภาพแวดล้อมที่อยู่รายรอบตัวของปีเตอร์ พาร์คเกอร์เสมอ หากเราย้อนไปชมสไปเดอร์แมนจากยุค The Amazing Spider Man ที่นำแสดงโดย Andrew Garfield และ Emma Stone เพลงที่อยู่ในใจใครหลายคนคงต้องเป็นเพลง Gone Gone Gone ของ Phillip Phillips เพราะเพลงนี้พูดถึงความต้องการที่อยากจะปกป้องและทะนุถนอมอีกคนเอาไว้อย่างดีที่สุด ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม ซึ่งนั่นก็สื่อได้ถึงความรักของปีเตอร์กับเกว็นที่เขาอยากจะรักและดูแลให้เธอปลอดภัย

ส่วนภาค Brand New Day ก็ต้องมีเพลงที่เล่าถึงสิ่งที่ปีเตอร์ต้องเผชิญเช่นเดียวกัน ซึ่งเพลงที่เด่นที่สุดในภาคนี้ก็คือเพลง Loser ของ Tame Impala โดยพวกเขาเลือกใช้เพลงนี้เพื่อถ่ายทอดสถานการณ์ของปีเตอร์ที่กำลังบอบช้ำจากปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการกับชีวิตในฐานะ ‘ปีเตอร์’ และ ‘สไปเดอร์แมน’ รวมทั้งบทเรียนที่เกิดจากการเลือกกีดกันเพื่อนสนิทคนสำคัญออกไปและเลือกใช้ชีวิตเพียงลำพัง ซึ่งเสียงดนตรีซินธ์กลิ่นอายไซคีเดลิกและเบสไลน์ฟังก์ของเพลงนี้ จะทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนอยู่ในความฝัน แต่ก็ยังแฝงไปด้วยความเศร้า และนี่ก็จะเป็นจุดสำคัญที่จะช่วยสะท้อนถึงการเติบโตที่ยากลำบากของตัวละครนั่นเอง

อีกหนึ่งเพลงสำคัญก็คือ oh yeah? ของ Steve Lacy ที่ถูกนำมาใช้ในช่วงเครดิตท้ายเรื่อง ซึ่งเพลงนี้ก็เป็นการปิดจบเรื่องราวด้วยการบอกผู้ชมผ่านเสียงดนตรีและเนื้อเพลงที่ปลอบประโลมเราว่า ‘สุดท้ายแล้วทุกอย่างจะค่อยๆ ดีขึ้น’ และชีวิตของเราจะก้าวต่อไป ไม่ว่าที่ผ่านมาเราจะเจอเผชิญหน้ากับปัญหาที่ยากลำบากเพียงใดก็ตาม

oh yeah? ไม่ได้เป็นแค่บทเพลงที่สะท้อนถึงภาพ ‘ฟ้าหลังฝน’ ในชีวิตของคนเราเท่านั้น แต่เพลงนี้ยังทำงานสอดคล้องกับฉากหลังของหนังในมหานครนิวยอร์กได้เป็นอย่างดี เพราะในช่วงเอนด์เครดิตเราจะเห็นเพลงนี้ถูกนำมาใช้คู่กับภาพวันธรรมดาๆ ในนิวยอร์กที่ผู้คนไม่ต้องเผชิญหน้ากับความวุ่นวายจากเหตุการณ์ใดๆ เป็นแค่วันทั่วไปที่ผู้คนใช้ชีวิตตามปกติของพวกเขานั่นเอง

และถ้าหากใครได้ชมแอนิเมชัน Spider-Man: Into the Spider-Verse เราก็จะรู้สึกว่าเพลง oh yeah? อาจจะให้ความรู้สึกคล้ายๆ กันกับเพลง Sunflower ของ Post Malone และ Swae Lee ที่ใช้ประกอบแอนิเมชัน เพราะเพลงดอกทานตะวันเพลงนี้ก็ช่วยเสริมภาพบรรยากาศของความเป็น Modern Brooklyn ทั้งยังสะท้อนถึงพลังความเยาว์วัยของสไปเดอร์แมนเวอร์ชันของ Miles Morales เช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ ในหนังภาค Brand New Day มีการใช้เพลงฮิตของศิลปินหลากหลายคน ไม่ว่าจะเป็น I’m Every Woman ของ Chaka Khan, Fire For You ของ Cannons, Wolf Like Me ของ TV On the Radio หรือ EoO ของ Bad Bunny ซึ่งทุกๆ เพลงก็เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนความรู้สึกของผู้ชมและเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของสไปเดอร์แมน ในขณะเดียวกัน เนื้อหาของเพลงเหล่านี้ก็อาจทำให้ผู้ชมรู้สึกรีเลตไปกับชีวิตของพวกเขาอีกด้วย

The Spider-Man Effect

กระแสความนิยมของหนังยังผลักดันยอดสตรีมและทำให้เพลงกลับขึ้นชาร์ตใหญ่อีกครั้ง​ โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมาเพลง Loser ของ Tame Impala ทำยอดสตรีมบน Spotify เพิ่มขึ้น 456% (ในสหรัฐอเมริกา) พร้อมกลับขึ้นชาร์ต Billboard Hot 100 ในอันดับที่ 46 ส่วนเพลง oh yeah? ของ Steve Lacy ก็ขึ้นชาร์ตนี้เป็นครั้งแรกในอันดับที่ 54

ในขณะเดียวกัน เพลง Monopoly จากศิลปินหญิงชาวรัสเซีย Monetochka ก็มียอดสตรีม Spotify จากผู้ฟังสหรัฐอเมริกาสูงขึ้น 888% และ Wolf Like Me ของ TV On The Radio นั้นมียอดสตรีมเพิ่มขึ้น 248% ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และเป็นผลกระทบเชิงบวกที่มาจากกระแสของหนังนั่นเอง

ภาพคอลลาจ Spider-Man: Brand New Day พร้อมชื่อคอลัมน์ POP PULSE และชื่อผู้เขียน 2

ภาพ: Mrs. GREEN APPPLE / X

แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ที่ส่งต่อให้กับศิลปินทั่วโลก

นอกจากเพลงป๊อปหลายเพลงจะเป็นส่วนหนึ่งในการประกอบหนังสไปเดอร์แมนภาคนี้แล้ว สตูดิโอหนังยังร่วมงานกับศิลปินมากฝีมือหลายคนทั่วโลกในการทำเพลงใหม่ที่ได้แรงบันดาลใจจาก Spider-Man: Brand New Day ไม่ว่าจะเป็นเพลง After Dawn จากศิลปินจีน Tiger Hu, Spider-Man Brand New Day Anthem ของ G.V Prakash Kumar หรือ Barsaat (Brand New Day Edition) ของ Banjaree จากอินเดีย, Miss You Every Brand New Day จากศิลปินอินโดนีเซีย Revenge รวมทั้งเพลง Brand New จากวงดนตรีสุดฮอตสัญชาติญี่ปุ่น Mrs. GREEN APPLE

ซึ่งความพิเศษของการร่วมงานกับศิลปินต่างชาติในครั้งนี้ก็คือการใช้เพลง Brand New ของ Mrs. GREEN APPLE มาใช้ประกอบช่วงเครดิตท้ายเรื่องของหนังเวอร์ชันพากย์ภาษาญี่ปุ่น โดยผู้อำนวยการสร้างหนังของจักรวาล MCU อย่าง Kevin Feige เป็นฝ่ายติดต่อวงไปเองตอนที่เขาไปเยือนญี่ปุ่น เพราะตัวเขาเองก็เป็นแฟนเพลงของวง ซึ่งวงก็ตอบรับทันที เพราะสมาชิกวงแต่ละคนก็เป็นแฟนคลับของสไปเดอร์แมน และยังเคยร่วมงานพรีเมียร์ของหนัง Spider-Man: Into the Spider-Verse อีกด้วย

Kevin Feige กล่าวว่า “พวกเขาเป็นวงดนตรีโปรดของผมเลย เราคุยกันมานานทั้งตอนอยู่ที่แอลเอและโตเกียว ผมสัมผัสได้ถึงความรักและแพสชันที่พวกเขามีต่อสไปเดอร์แมน และผมรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ความชื่นชอบของพวกเขาถูกถ่ายทอดออกมาผ่านเพลงในหนังเรื่องนี้”

Mrs. GREEN APPLE และทีมงานต่างร่วมพูดคุยกันหลายต่อหลายครั้งเกี่ยวกับการทำเพลงประกอบ เพราะพวกเขาอยากให้บทเพลงนี้สื่อสารเรื่องราวในหนัง และถ่ายทอดความรู้สึกของปีเตอร์ออกมาให้ชัดเจนที่สุด ดังนั้นในเพลง ‘Brand New’ ทางวงจึงเลือกเน้นย้ำถึงความตั้งใจของตัวละครที่พร้อมจะปกป้องคนที่เขารักและสู้จนถึงที่สุด ไม่ว่าจะในสถานะ ‘ปีเตอร์ พาร์คเกอร์’ หรือ ‘สไปเดอร์แมน ฮีโร่เพื่อนบ้านที่แสนดี’ ที่แม้ว่าสุดท้ายแล้วชีวิตของเขาจะต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวก็ตาม

Motoki Omori สมาชิกของวงผู้แต่งเพลงยังกล่าวถึงการร่วมงานกับสตูดิโอครั้งนี้ว่า “ในฐานะแฟนหนังของจักรวาล MCU ผมมีส่วนร่วมกับโปรเจกต์นี้ด้วยความปรารถนาที่จะถ่ายทอดหลักสำคัญและความรักที่มีต่อเรื่องราวนี้ในเพลงธีมเวอร์ชันภาษาญี่ปุ่นอย่างดีที่สุด ผมมีความสุขและตื่นเต้นมากที่ได้มีส่วนร่วมกับสไปเดอร์แมน ซึ่งเป็นตัวละครที่ผมรักมาตั้งแต่เด็ก”

ภาพคอลลาจ Spider-Man: Brand New Day พร้อมชื่อคอลัมน์ POP PULSE และชื่อผู้เขียน 3

ภาพ: Mrs. GREEN APPLE / X

อาจกล่าวได้ว่า นับตั้งแต่เพลงธีมบรรเลงระดับตำนานในเวอร์ชัน Tobey Maguire จาก Danny Elfman, The Amazing Spider-Man กับเพลงรักอบอุ่นอย่าง Gone Gone Gone มาจนถึงยุคของ Tom Holland ที่ได้ Michael Giacchino มารังสรรค์ดนตรีประกอบ พร้อมเสริมทัพด้วยบทเพลงยุคใหม่อย่าง Tame Impala และ Steve Lacy

ดนตรีเหล่านี้ไม่ได้ทำหน้าที่แค่สร้างความบันเทิง แต่กลับเป็นกระจกสะท้อนภาพชีวิตของ ปีเตอร์ พาร์คเกอร์ ในทุกแง่มุม ตั้งแต่วัยรุ่นธรรมดาที่มีปัญหาหัวหมุน ฮีโร่เพื่อนบ้านที่คอยช่วยเหลือผู้คน ไปจนถึงการรับมือกับวิกฤตอันยิ่งใหญ่เกินกว่าตัวคนเดียวจะรับไหว

ดังนั้นเพลงประกอบเหล่านี้จึงเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย ทั้งสนุก สุข เศร้า และบางครั้งก็อาจจะสับสน ไม่ต่างอะไรกับชีวิตของเขา แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยคือบทเพลงเหล่านี้มักจะมอบความสุขและความหวังให้กับผู้ชมเสมอ ราวกับเป็นข้อความจากสไปเดอร์แมน เพื่อนบ้านผู้แสนดีที่คอยปกป้อง เคียงข้าง และบอกกับเราเสมอว่า ไม่ว่าชีวิตจะเจอเรื่องยากหนักหนาสักเพียงใด สุดท้ายแล้วเราจะพบแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ในวันข้างหน้าอย่างแน่นอน

ภาพ: Sony Pictures, Mrs. GREEN APPLE & Tame Impala

อ้างอิง: