สำรวจ Port Douglas เมืองท่าแห่งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และธรรมชาติ 1 ใน 10 สถานที่ท่องเที่ยวน่าจับตามองบน Booking.com
Yalada!
ชีวิตในเมืองใหญ่ช่างวุ่นวาย อึกทึก และเต็มไปด้วยสิ่งเร้า ทำให้แต่ละวันน่าเหนื่อยล้า พอมีเวลาว่างให้ออกไปพักผ่อนและผจญภัย หลายคนย่อมนึกถึงธรรมชาติ สินค้าท้องถิ่น และการพักผ่อนที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
สิ่งที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้คือ เทรนด์การเดินทางในปี 2569 ที่ Booking.com สำรวจและพบว่า ปัจจุบันนักเดินทางรอบโลกกำลังสนใจเทรนด์ ‘Hushed Hobbies’ หรือกิจกรรมพักผ่อนที่เน้นความเงียบสงบ เพื่อหลีกหนีจากชีวิตประจำวันอันเร่งรีบ โดยเป็นการย้อนกลับไปสัมผัสธรรมชาติ หรือหากิจกรรมส่องแมลง ดูนก ตกปลา และเก็บของป่า เพื่อเปลี่ยนช่วงเวลาแสนวุ่นวายในชีวิตประจำวันเป็นการพักผ่อนแสนสงบ
เช่นเดียวกับอีกเกือบครึ่งหนึ่งของนักเดินทางภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) ที่มักสนใจการเดินทางเพื่อใกล้ชิดธรรมชาติ ส่องหาของท้องถิ่นน่ารักๆ ในธีม ‘Shelf-ie Souvenis’ ที่ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น เครื่องปรุง และวัตถุดิบของชุมชนพื้นเมือง
ด้วยเหตุนี้ Booking.com จึงได้พาชาว Urban Creature บินลัดฟ้าข้ามทวีปมารับประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและผ่อนคลายไปกับเรื่องราวประวัติศาสตร์ของพื้นที่ Port Douglas รัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลียไปด้วยกัน

เราใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง นั่งรถตรงมาจากสนามบิน Cairns พร้อมกับความตั้งใจสำรวจเมืองที่ผสานสองพื้นที่มรดกโลกอย่างป่าฝนเดนทรี (Daintree Rainforest) และแนวปะการังเกรตแบร์ริเออร์รีฟ (Great Barrier Reef)
บรรยากาศโดยรอบของเมืองค่อนข้างเงียบสงบ เต็มไปด้วยธรรมชาติและการพักผ่อนโดยแท้จริง จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เมืองนี้จะติดอันดับ 1 ใน 10 สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าจับตามองในปี 2569 จากการวิเคราะห์ข้อมูลการจองของ Booking.com
นอกจากนี้ ระหว่างทางเข้าเมืองเราได้เรียนรู้เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของ Port Douglas เช่น ข้อกำหนดความสูงอาคารที่จะต้องไม่เกิน 13.5 เมตรเหนือระดับพื้นดินธรรมชาติ (Natural Ground Level) และควบคุมไว้ที่ไม่เกิน 3 ชั้น โดยเฉพาะในพื้นที่โซนศูนย์กลางเมือง หรือประเด็นการเป็นพื้นที่สำคัญในการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยเป็นจุดหมายปลายทางแห่งแรกที่ได้รับการรับรองผ่าน Ecotourism Australia

ลัดเลาะในย่านการค้า
ชอปงานคราฟต์จากชุมชนพื้นเมือง
9 โมงเช้าของวันแรกใน Port Douglas พวกเราปักหมุดเริ่มต้นกันที่ย่านการค้าของเมือง ระหว่างทางเราถือโอกาสแวะชม St Mary’s By the Sea โบสถ์ไม้เก่าแก่ริมทะเลที่สร้างขึ้นตั้งแต่ ค.ศ. 1880 และถูกย้ายมาบูรณะยังที่ตั้งปัจจุบันใน ค.ศ. 1988
หน้าตาของโบสถ์ดูอบอุ่นและเรียบง่าย จึงมักใช้เป็นสถานที่จัดงานแต่งงานแสนโรแมนติกที่รองรับแขกได้ราวๆ 100 คน รวมถึงใช้จัดพิธีกรรมทางศาสนาทุกวันอาทิตย์
หลังจากนั้นเราไปเดินสำรวจตัวเมืองเล็กๆ บนถนน Macrossan ที่เต็มไปด้วยร้านหนังสือ แกลเลอรี และร้านขายของฝากที่มีผลงานศิลปะของชาวพื้นเมือง (Aboriginal) ตั้งแต่งานภาพวาด ผ้ามัดย้อม เครื่องหอม ไปจนถึงผลิตภัณฑ์จากชุมชนโดยรอบ
การเดินเล่นในร้านขายของฝากที่เป็นผลงานของชาวพื้นเมือง ทำให้เราเข้าใจเทรนด์ Shelf-ie Souvenirs หรือเทรนด์ที่นักท่องเที่ยวมักซื้อสินค้าท้องถิ่นกลับไปประดับชั้นในห้องครัว
โดยในสมัยก่อนเราอาจจะชอบซื้อแม่เหล็กติดตู้เย็นเป็นชื่อสถานที่หรือประเทศที่เคยไปมา แต่ตอนนี้นักเดินทางเริ่มเปลี่ยนมามองหาสินค้าด้านอาหารและดีไซน์ต่างๆ เช่น น้ำมันมะกอกโลคอล หรือเครื่องครัวต่างๆ ที่จะทำให้มุมครัวของเราเป็นพื้นที่เล็กๆ ที่แสดงถึงสถานที่ที่เคยเดินทางไปเยือน
ซึ่งเป็นการสะท้อนทั้งความทรงจำและไลฟ์สไตล์นักเดินทาง เพราะเพียงแค่ได้เลือกหยิบชิ้นงานสวยๆ ดูผลงานจากศิลปินท้องถิ่น ก็ช่วยสร้างความเข้าใจในวัฒนธรรม รู้จักเมืองมากขึ้น และได้ของที่จะทำให้เราย้อนนึกถึงความทรงจำที่ใช้ไปกับที่นี่ติดไม้ติดมือกลับไปด้วย
นอกจากนี้ ตลอดระยะเวลาการเดินสำรวจย่านนี้ เรายังรู้สึกได้ว่าผู้คนเป็นมิตรและพร้อมแบ่งปันเรื่องราวของท้องถิ่นให้เราฟังด้วยรอยยิ้ม ทำให้ช่วงเวลาการเดินเล่นในย่านการค้าแห่งนี้เต็มไปด้วยความสบายใจ ไม่ต้องเร่งรีบไปที่ใด

Mossman Gorge
ศูนย์วัฒนธรรมโดยชาวเผ่ากูกูยาลันจี
ช่วงบ่ายหลังจากแวะกินมื้อเที่ยงกันที่ร้านอาหารใน Silky Oaks Lodge พวกเราเดินทางต่อไปยัง Mossman Gorge Cultural Centre หรือศูนย์วัฒนธรรมที่กำลังฉลองครบรอบ 40 ปีของกิจกรรม งาดิกู ดรีมไทม์ วอล์ก (Ngadiku Dreamtime Walk) ก่อตั้งมาตั้งแต่ ค.ศ. 1986 โดย ‘รอย กิบสัน’ (Roy Gibson) ผู้อาวุโสของชาวเผ่ากูกูยาลันจี (Kuku Yalanji)
คำว่า ‘งาดิกู’ ในภาษาท้องถิ่นแปลว่าเรื่องราวจากอดีตอันไกลโพ้น หรือกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ซึ่งเชื่อมโยงกับความเชื่อเรื่องยุคสร้างโลก (Dreamtime) ของชาวอะบอริจิน
เดวิด หรือ Madja มัคคุเทศก์ท้องถิ่นได้พาเราเดินสำรวจผืนป่าฝนเขตร้อนที่เก่าแก่ที่สุดในโลก และเป็นพื้นที่มรดกโลกของ UNESCO อย่าง Daintree Rainforest โดยเริ่มต้นเส้นทางด้วยพิธีกรรมรมควัน (Smoking Ceremony) ซึ่งเป็นวิธีต้อนรับและปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายด้วยควันจากใบไม้พื้นเมืองที่มีกลิ่นหอม เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อบรรพบุรุษก่อนเข้าสู่ผืนดิน พร้อมสอนการทาสีร่างกายด้วยหินสี (Ochre) ที่ใช้หินสีตามธรรมชาติมาบดผสมน้ำ เพื่อใช้เป็นสีทาหน้าและร่างกายในพิธีกรรมต่างๆ
เดวิดแนะนำการใช้ใบไม้ในป่าฝนมาขยี้กับน้ำจนเกิดฟองนุ่ม เพื่อใช้เป็นสบู่ทำความสะอาดร่างกายและรักษาแผลได้จริง อีกทั้งเล่าถึงเหล่าเบอร์รี พืชพรรณ และผลไม้ที่คนสมัยก่อนรับประทาน
ก่อนจะย้อนกลับมาที่ศูนย์วัฒนธรรมเพื่อแวะทานขนมและเครื่องดื่ม พวกเราใช้เวลาที่ห้องอาหารไม่นานก็นั่งบัสมุ่งตรงเข้าไปด้านในอุทยาน โดยมินิบัสจะส่งเราถึงแค่หน้าปากทาง หลังจากนั้นเราจะต้องเดินเท้าเข้าไป ซึ่งตลอดทั้งทางมัคคุเทศก์จะคอยให้ความรู้เรื่องพืชพรรณ เส้นทางการเดิน รวมถึงเล่าวิถีชีวิตของคนท้องถิ่นในสมัยก่อน
พืชชนิดแรกที่เราได้ทำความรู้จักมีชื่อว่า มิลลิมิลลิ เป็นพืชที่คนสมัยก่อนใช้ลงโทษศัตรู เพราะหากสัมผัสพืชนี้เพียงเล็กน้อยจะทำให้เกิดรอยแผลและความเจ็บปวดนานถึง 9 ปี เรากับเพื่อนร่วมทริปคุยกันขำๆ ว่า นอกจากจะได้รู้จักพืชพรรณของป่าฝน การแนะนำให้รู้จักกับมิลลิมิลลิยังเป็นคำเตือนที่ชาญฉลาด เพื่อไม่ให้เราจับหรือทำลายธรรมชาติอย่างมั่วซั่วตลอดเส้นทาง
ในเส้นทางนี้รายล้อมไปด้วยต้นไม้ พืชพรรณ และธรรมชาติที่สวยงาม ควบคู่ไปกับจุดที่ช่วยบอกเล่าองค์ความรู้ ทั้งเรื่องวิธีการสร้างกระท่อมเล็กๆ สำหรับอยู่อาศัยในป่า และการใช้ต้นไม้ส่งสัญญาณแทนตู้โทรศัพท์ ด้วยการเคาะลำต้นเป็นจังหวะที่แตกต่างกันเพื่อแจ้งพิกัดหรือเตือนภัย

Sailaway
ลอยละล่องไปยังเกาะ Low Isles
วันต่อมาคือไฮไลต์ที่น่าตื่นเต้นที่สุด เพราะเราจะเดินทางไปยังเกาะ Low Isles ด้วยเรือของ Sailaway เพื่อดำน้ำตื้นดูปะการังในเขตแนวปะการังระดับโลกอย่าง Great Barrier Reef
เราใช้เวลาล่องเรือจากท่ามายังตัวเกาะประมาณหนึ่งชั่วโมง บนเรือมีของว่างและเครื่องดื่มให้ทาน พร้อมกับสอนวิธีการใช้เครื่องมือดำน้ำตื้นเบื้องต้น ไม่ว่าจะเป็นแว่นตา Snorkeling วิธีหายใจผ่านปาก การใส่ตีนกบดำน้ำและชุดดำน้ำ เพื่อเตรียมตัวไปดูปะการัง
เมื่อเรือล่องเข้าใกล้เกาะจนพอเห็นได้ในระยะสายตา เราจะต้องย้ายจากเรือลำใหญ่ที่เดินทางมาจากฝั่งไปยังเรือท้องกระจกลำเล็กๆ พาเราขึ้นบนเกาะ Low Isles
ใช้เวลาไม่นานเรือท้องกระจกก็พาเรามาถึงปลายหาด สตาฟจะพาเราไปวางของไว้ยังจุดพัก ก่อนเดินกลับมายังบริเวณทะเลเพื่อลงดำน้ำตื้น ใครที่ว่ายน้ำไม่แข็งหรือไม่อยากดำน้ำก็มีอีกสองทางเลือกในการท่องเที่ยวครั้งนี้คือ การเกาะทุ่นค่อยๆ ดำน้ำดูสิ่งมีชีวิตบริเวณใกล้ๆ ฝั่ง หรือจะเลือกไม่ลงน้ำแล้วเดินเล่นบนเกาะก็ได้เช่นกัน
ในห้วงเวลาที่ดำน้ำ เราได้เจอกับสัตว์น้อยใหญ่ ทั้งปลา หอย และเต่าทะเล มีทั้งปลาตัวเล็ก สีสันสดใส ไปจนถึงปลาตัวใหญ่ที่ดูน่ากลัวเมื่อเข้าใกล้ แต่สตาฟก็จะคอยบอกเราเสมอว่าถ้าเราว่ายไปตามปกติ สัตว์ทะเลเหล่านี้จะไม่ทำร้ายหรือพุ่งเข้ามาหาเราแน่นอน
แม้ว่าทัศนียภาพใต้ทะเลจะสวยงามและได้พบกับสัตว์ต่างๆ มากมาย แต่ก็ยังมีเรื่องน่ากังวลอยู่ไม่น้อยสำหรับปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว ซึ่งสตาฟของเรือเล่าให้ฟังว่า ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอุณหภูมิ หรือค่า pH ของน้ำ ที่ทำให้ตัวอ่อนปะการังขับสาหร่ายที่ให้พลังงานออกไปจนเหลือแต่โครงสร้างสีขาว
อย่างไรก็ตาม ธรรมชาติวิเศษและเก่งกว่าที่เราคิด ปะการังที่ฟอกขาวยังไม่ได้ตายสนิท พวกเขาจะยังมีชีวิตอยู่ได้อีกราว 4 สัปดาห์ และถ้าสภาพแวดล้อมดีขึ้น ตัวอ่อนจะกลับมาเกาะและฟื้นฟูตัวเองได้ใหม่อีกครั้ง

Low Isles
สำรวจเกาะที่ปราศจากสัตว์เลื้อยคลาน
หลังจากดำน้ำดูปะการังและสัตว์น้อยใหญ่แล้ว สตาฟก็พาเราเดินสำรวจเกาะ Low Isles เพื่อทำความรู้จักเกาะเล็กๆ แห่งนี้ให้มากขึ้น
เกาะ Low Isles เกิดจากแนวปะการังและไม่เคยเชื่อมต่อกับแผ่นดินใหญ่ ความพิเศษของที่นี่จึงเป็นการที่ไม่มีสัตว์เลื้อยคลานกลุ่มนักล่าอย่างงูหรือกิ้งก่า ทำให้นกหลายชนิด เช่น นกนางนวลแกลบ สามารถทำรังบนพื้นดินตามทางเดินได้อย่างปลอดภัย โดยแทบไม่ต้องขึ้นไปทำรังบนต้นไม้ให้เสี่ยงต่อการถูกนกนักล่าอย่างเหยี่ยวออสเปรโฉบจับไปกิน
เราใช้เวลาเดินสำรวจเกาะนี้สักพัก ที่นี่มีทั้งกระท่อมประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญในฐานะสถานที่ที่นำร่างของ สตีฟ เออร์วิน (Steve Irwin) นักอนุรักษ์สัตว์ป่าชื่อดังระดับโลกขึ้นมาพักหลังจากถูกปลากระเบนต่อยจนเสียชีวิต เพื่อรอเฮลิคอปเตอร์มารับ เนื่องจากเป็นแผ่นดินที่ใกล้ที่สุดในขณะนั้น
หรือแม้กระทั่งประภาคารสีแดงที่สร้างขึ้นตั้งแต่ ค.ศ. 1878 เพื่อป้องกันเรือชนแนวปะการัง ซึ่งยังเป็นประภาคารที่เปิดใช้งานมาร่วม 140 ปีจนถึงทุกวันนี้ และด้านบนสุดของประภาคารยังเป็นพื้นที่ของรังนกออสเปร ที่ไม่ว่าเจ้าหน้าที่จะย้ายรังพวกมันไปแท่นไม้ใหม่เท่าใด นกที่ครองคู่กันตลอดชีวิตนี้ก็จะยังวนเวียนบินกลับมายังรังเดิมบนจุดสูงสุดของประภาคารเสียให้ได้
หลังเดินสำรวจเกาะนี้ไปสักพัก เราได้พบกับห้องนิทรรศการเล็กๆ ที่เล่าถึงหอยชนิดต่างๆ ในพื้นที่นี้ เช่น หอยมือเสือ (Giant Clams) สัตว์ทะเลที่บอกอายุได้คล้ายวงปีของต้นไม้ โดยนับจากรอยหยักบนเปลือก (1 รอยเท่ากับ 1 ปี) ซึ่งตัวใหญ่ที่สุดบนเกาะนี้มีขนาดถึง 1.5 เมตรเลยทีเดียว
เช่นเดียวกับหอยสังข์แตร (Trumpet Triton) หอยผู้เป็นผู้ล่าตามธรรมชาติของดาวมงกุฎหนาม (ตัวทำลายแนวปะการัง) แต่เมื่อมนุษย์เก็บเปลือกหอยสังข์แตรไปประดับบ้าน ดาวมงกุฎหนามจึงเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว วิธีแก้ไขของเจ้าหน้าที่ในปัจจุบันคือ ต้องคอยฉีดน้ำส้มสายชู 15 มิลลิลิตรเข้าไปที่ตัวดาวมงกุฎหนามเพื่อควบคุมประชากร
นอกจากนี้ยังมีหอยเต้าปูน (Cone Snail) หรือที่หลายคนเรียกว่าหอยบุหรี่ (Cigarette Snail) สัตว์อันตรายที่ล่าปลาด้วยความเร็วในการพุ่งพิษออกไปปักเหยื่อเพียงแค่ 1 – 3 มิลลิวินาที โดยพิษของมันร้ายแรงขนาดฆ่าผู้ใหญ่ได้ถึง 20 คน และหากมนุษย์พลาดท่าถูกต่อย เราจะมีเวลาเหลือรอดอยู่เพียงแค่ช่วงสั้นๆ ประมาณ 1 – 5 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งนี่เป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นประจำจากการที่นักท่องเที่ยวมักเก็บเปลือกหอยชนิดนี้ใส่กระเป๋าโดยไม่รู้ว่ามันคือหอยอะไร จนพลาดเป็นเหตุถึงแก่ชีวิต
นอกจากความรู้ที่ได้จากการเดินสำรวจเกาะนี้แล้ว เรายังได้เรียนรู้วิธีการจัดการขยะและดูแลธรรมชาติให้สวยงาม โดยบนเกาะนี้จะไม่มีถังขยะเตรียมไว้ให้นักท่องเที่ยวแม้แต่ถังเดียว หากคุณผลิตหรือนำสิ่งของอะไรมาแล้วเกิดเป็นขยะ จะต้องนำมันกลับไปทิ้งในเมืองด้วยตัวเอง 100 เปอร์เซ็นต์ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศและมรดกโลกแห่งนี้

ให้อาหารจิงโจ้ ถ่ายภาพกับโคอาลา
และเรียนรู้วิถีชีวิตสัตว์ท้องถิ่นที่ Wildlife Habitat
เช้าวันที่ 3 เราเดินทางไปยัง Wildlife Habitat หรือศูนย์อนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าในพื้นที่ Far North Queensland แนวคิดหลักของที่นี่คือ การสร้างระบบนิเวศจำลองให้สัตว์ต่างสายพันธุ์ได้มีปฏิสัมพันธ์กันเองตามธรรมชาติ รวมถึงเพื่อให้ผู้เข้าชมทำความเข้าใจวิถีชีวิตที่แท้จริงของพวกมัน
ที่นี่มีไฮไลต์สำคัญอีกสามอย่าง ได้แก่ ให้อาหารจิงโจ้ ว่ายน้ำกับจระเข้ (มีกระจกกั้น) และถ่ายรูปกับโคอาลาแบบใกล้ชิด แต่นอกจากสัตว์สามชนิดที่คนตั้งใจมาเจอ ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าแห่งนี้ยังมีสัตว์อื่นๆ ให้เราทำความรู้จักอีกมากมาย เช่น นกหงส์หยก (Budgerigar) กับความจริงที่ว่าพวกมันมีแค่สีเขียว ไม่ได้มีหลายสีเหมือนแบบเขาเพาะเลี้ยงกัน และมักอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่นับแสนตัวในแถบทะเลทรายเพื่ออพยพตามแหล่งน้ำ หรือนกค็อกคาเทล (นกแก้วหงอนสีเทา) หน้าตาน่ารักและเป็นเอกลักษณ์ของออสเตรเลีย
เจ้าหน้าที่จะฝึกให้นกคุ้นชินกับการเข้ามากินอาหารในกรง เพื่อให้ตรวจเช็กสุขภาพหรือสัมผัสตัวได้ง่าย และหลีกเลี่ยงการใช้สวิงช้อนจับ เพราะจะทำให้นกจำได้และมักก่อให้เกิดความเครียด
นอกจากนี้ยังมีนโยบายการส่งเสริมคุณภาพชีวิตสัตว์ เช่น การปล่อยปลาเป็นๆ ไว้ในลำธารจำลอง เพื่อให้นกน้ำอย่างนกกระสาและนกกระยางได้ฝึกสัญชาตญาณการล่า รวมถึงได้เห็นนกกระสาคอดำ (Black-necked Stork) ตัวใหญ่แสนสวยงาม เดินเล่นอยู่บนหลังคาอย่างอิสระ ทั้งหมดนี้คือการให้ความสำคัญกับ ‘การดูแลสัตว์แบบลดความเครียด’ เพื่อให้สัตว์ที่นี่มีความสุขและใช้ชีวิตได้ตามวิถีชีวิตปกติของเขามากที่สุด.
มากไปกว่านั้น การดูแลคุณภาพชีวิตสัตว์ของที่นี่ยังรวมไปถึงการดูแลให้น้องๆ ทำงานอย่างมีความสุข เช่น น้องๆ โคอาลาที่มาถ่ายรูปกับเราจะทำงานเพียงวันละ 3 ชั่วโมง หลังจากนั้นต้องหยุดงานพักผ่อนอีกสามวันก่อนกลับมาทำงานใหม่ เรียกได้ว่าคุณภาพชีวิตและความสุขของน้องเป็นเรื่องที่มาที่หนึ่งเสมอ

พักผ่อนแบบ Low Carbon
ใส่ใจธรรมชาติสไตล์ Pullman
นอกจากสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่ได้ไปสำรวจมาตลอดทั้งทริป อีกหนึ่งความสำคัญในแง่การรักษาธรรมชาติคือ พื้นที่ของโรงแรม Pullman Port Douglas Sea Temple Resort and Spa ซึ่งเป็นหนึ่งในโมเดลขับเคลื่อนประเด็นสิ่งแวดล้อมที่น่าสนใจ และทำให้เมืองนี้เต็มไปด้วยธรรมชาติอันสวยงาม
ต้นไม้ต่างๆ ที่เราเห็นโดยรอบโรงแรมเติบโตด้วยโครงการ Zero Food Waste ที่นำกากกาแฟจากการบริการในโรงแรมมารีไซเคิลหมักเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ใช้บำรุงต้นไม้ในบริเวณโรงแรม รวมถึง Community Circularity ที่รายได้ทั้งหมดจากการรีไซเคิลขวดเครื่องดื่มและบรรจุภัณฑ์ภายในโรงแรมจะถูกส่งมอบต่อให้กับองค์กรการกุศลเพื่อพัฒนาชุมชนรอบข้าง
นอกจากนี้ยังมี Green Reward ที่โรงแรมมอบรางวัลหรือสิทธิพิเศษให้กับแขกผู้เข้าพักที่ไม่รับการเปลี่ยนและซักผ้าเช็ดตัวผืนใหม่ทุกวัน เพื่อช่วยลดการใช้สารเคมีและประหยัดพลังงานน้ำในการซักรีด
การเดินทางมา Port Douglas ครั้งนี้ ทำให้เราได้เห็นภาพชัดเจนว่า การท่องเที่ยวที่ยั่งยืนไม่ได้หมายความว่าเราต้องลดเลิกกิจกรรมหรืออะไรที่เราคุ้นชินไปเสียทั้งหมด แต่มันคือการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเคารพซึ่งกันและกัน พร้อมทั้งฉายภาพการท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญกับเรื่องราวของชนเผ่าพื้นเมือง สมดุลอันเปราะบางของแนวปะการัง หรือแม้กระทั่งการจัดการขยะของโรงแรมและชุมชน
หากใครกำลังมองหาทริปพักผ่อนเพื่อเติมพลังกาย ละทิ้งความวุ่นวาย แล้วเปลี่ยนมาใช้ชีวิตแบบสบายๆ เพื่อซึมซับโลกธรรมชาติและสนับสนุนชุมชนอย่างแท้จริง เราอยากแนะนำให้ทุกคนแวะสำรวจ Port Douglas เมืองท่าเล็กๆ ของรัฐควีนส์แลนด์
ขอขอบคุณ Booking.com ที่พาพวกเรา Urban Creature ไปเปิดประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่ทั้งสนุก เอาใจใส่เรื่องสิ่งแวดล้อม และยังได้เรียนรู้วัฒนธรรมพื้นเมืองมากมาย
ธรรมชาติ ออสเตรเลีย
Writer
แพนิค ชอบดื่มน้ำหวานและรักแมวทุกตัวบนโลก
Graphic Designer