สถานทูตโปรตุเกส สถานทูตเก่าแก่ที่สุดในกรุงเทพฯ
บนถนนเจริญกรุง ซอย 30 หรือที่รู้จักกันในชื่อ ซอยกัปตันบุช มีอาคารสีขาวหลังหนึ่งที่ยืนอยู่ท่ามกลางตึกสูงรอบข้างอย่างสงบ เงียบ และมีศักดิ์ศรีในแบบที่อาคารเก่าเท่านั้นจะมีได้
นั่นคือ สถานทูตโปรตุเกส — สถานทูตที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงเทพมหานคร และเป็นหนึ่งในพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่มีเรื่องเล่ายาวนานกว่าสองร้อยปี ซึ่งยังคงใช้งานจริงในทุกวันนี้

พระราชทานที่ดิน จุดเริ่มต้นที่ไม่มีสถานทูตไหนเทียบได้
เรื่องราวของ สถานทูตโปรตุเกส ในกรุงเทพฯ เริ่มต้นในปี พ.ศ. 2363 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2
พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาแด่สมเด็จพระราชินีมาเรียแห่งโปรตุเกส เพื่อใช้เป็นที่ตั้งของโรงสินค้าและที่พักของกงสุลโปรตุเกสคนแรก คือ คาร์ลูช มานุเอล ดา ซิลเวย์รา
อาคารหลังแรกที่สร้างขึ้นตรงนั้นทำด้วยไม้ไผ่ ใช้ไม้คาน ไม้ระแนง และฉาบด้วยปูนปลาสเตอร์ เป็นสถานที่กว้างขวาง ทาสีขาวสะอาดตา ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของราชอาณาจักรสยามในยุคนั้น มองออกไปเห็นแม่น้ำเจ้าพระยา และมีชุมชนชาวโปรตุเกสตั้งถิ่นฐานอยู่รายรอบ
ความสัมพันธ์ระหว่างสยามและโปรตุเกสจึงไม่ใช่แค่เรื่องการทูตธรรมดา แต่เริ่มต้นจากการพระราชทานพื้นที่ด้วยพระราชหัตถ์ ซึ่งไม่มีสถานทูตของชาติใดในกรุงเทพฯ จะอ้างได้เช่นนี้

สองร้อยปีที่ยังอยู่กับที่เดิม
สิ่งที่น่าทึ่งเกี่ยวกับ สถานทูตโปรตุเกส ไม่ใช่แค่อายุของมัน แต่คือการที่มันยังคงตั้งอยู่ในพื้นที่เดิม ไม่ย้าย ไม่รื้อถอน และยังทำหน้าที่เป็นสถานทูตจริงๆ มาตลอด
ตลอดสองร้อยปีที่ผ่านมา อาคารได้รับการปรับปรุงหลายครั้ง ทั้งการเพิ่มระบบไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศ และการบูรณะส่วนต่างๆ เพื่อรักษาความงดงามของสถาปัตยกรรมโคโลเนียลสไตล์โปรตุเกสไว้ แต่โครงสร้างหลักและจิตวิญญาณของอาคารไม่เคยเปลี่ยน ยังคงเป็นอาคารสีขาวที่มองออกไปเห็นแม่น้ำเจ้าพระยา ยังคงมีระเบียงที่ท่านทูตใช้กินอาหารเช้ายามแดดอ่อน และยังคงมีเรื่องเล่าที่ซ่อนอยู่ในทุกซอกมุม

โกดังเก่าที่กลายเป็นสำนักงาน
พื้นที่ของ สถานทูตโปรตุเกส ในปัจจุบันประกอบด้วยสองส่วนหลัก ส่วนแรกคือทำเนียบทูตซึ่งเป็นอาคารโคโลเนียลสีขาวริมน้ำ และส่วนที่สองคืออาคารสำนักงานที่ดัดแปลงมาจากโกดังสินค้าเก่า
โกดังเดิมนั้นถูกสร้างขึ้นในยุคที่การค้าขายกับยุโรปต้องอาศัยท่าเรือริมแม่น้ำ สินค้าหลากชนิดเคยผ่านเข้าออกตรงนั้น ก่อนที่ยุคสมัยจะเปลี่ยน ท่าเรือพาณิชย์ย้ายออกไป และพื้นที่นั้นก็ค่อยๆ แปรสภาพจากโกดังสินค้าสู่พื้นที่ทำงานที่ยังคงกลิ่นอายของอดีตไว้ในทุกอิฐทุกก้อน


ระเบียงที่มองเห็นทั้งอดีตและอนาคต
ในบทสัมภาษณ์ที่ผ่านมา ท่านทูตโปรตุเกสประจำประเทศไทยเคยพาผู้สื่อข่าวเดินออกไปที่ระเบียงริมแม่น้ำและพูดถึงมุมมองที่เห็นจากตรงนั้น เมื่อก่อนมองออกไปเห็นพระอาทิตย์ตกที่ริมน้ำ ตอนนี้กลายเป็นไอคอนสยามแล้ว แต่ท่านทูตมองมันในแง่บวก เพราะมันคืออนาคตของกรุงเทพฯ
ประโยคนั้นสรุปได้ดีมากว่า สถานทูตโปรตุเกส คืออะไรในกรุงเทพฯ ยุคนี้ — มันคือจุดที่ยืนระหว่างสองร้อยปีที่ผ่านมาและอนาคตที่กำลังมา ยืนนิ่งในขณะที่ทุกอย่างรอบข้างเปลี่ยน แต่ไม่ได้ยืนเฉย เพราะยังทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ทุกวัน
ความสัมพันธ์ไทย-โปรตุเกสที่ยาวนานกว่าใคร
ความสัมพันธ์ระหว่างสยามและโปรตุเกสเริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยอยุธยา เมื่อโปรตุเกสเป็นชาติตะวันตกแรกที่ส่งคณะทูตเข้ามายังราชอาณาจักรสยามในปี พ.ศ. 2054 รัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ก่อนจะมีการลงนามสนธิสัญญาทางการค้าและมิตรภาพในปี พ.ศ. 2059 ซึ่งถือเป็นสนธิสัญญาระหว่างสยามกับชาติตะวันตกฉบับแรก
มรดกของการติดต่อระหว่างสองชาติมาตลอดกว่าห้าร้อยปียังปรากฏให้เห็นในวัฒนธรรมและภาษาไทย ทั้งขนมไทยหลายชนิดที่มีต้นกำเนิดจากโปรตุเกส อาทิ ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง และสังขยา ล้วนนำเข้ามาโดยชาวโปรตุเกสผ่านสตรีชาวญี่ปุ่น-โปรตุเกสนาม ท้าวทองกีบม้า