เปิดราคาแล้วยังไง?: ส่องส่วนต่างค่ายาในโรงพยาบาลเอกชน
ตามปกติแล้วสินค้าประเภทเดียวกันมักจะมีราคาขายเท่ากัน แต่ลักษณะเช่นนี้กลับไม่เกิดขึ้นในสินค้าอย่างยา ที่มักจะได้ยินว่ายาที่ขายภายในโรงพยาบาลเอกชนไทยนั้นแพงกว่ายาที่หาซื้อจากร้านขายยาภายนอก
ซึ่งราคายาแพงเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาค่ารักษาพยาบาลโรงพยาบาลเอกชน ที่หลายภาคส่วนมองว่าเป็นปัญหา รัฐบาลหลายรัฐบาลก็มีความพยายามที่จะแก้ไขปัญหานี้[1] เนื่องจากประชาชนได้รับผลกระทบ รวมไปถึงภาคประชาสังคมก็มีการเรียกร้องให้แก้ไขเช่นกัน[2]
นับตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา กรมการค้าภายในได้กำหนดให้โรงพยาบาลเอกชนต้องแจ้งราคาซื้อและราคาจำหน่ายยา,เวชภัณฑ์และค่าบริการแก่กรมการค้าภายใน[3] โดยระบบฐานข้อมูลนั้นให้เอกชนเข้าไปกรอกราคายาไว้ในระบบ[4] ซึ่งทำให้ในปัจจุบันนั้น ประชาชนสามารถตรวจสอบราคาขายยาของโรงพยาบาลเอกชนได้แล้วที่เว็บไซต์ของกรมการค้าภายใน [5] โดยสามารถใส่ชื่อสามัญทางยา (Generic Name) หรือ ชื่อยี่ห้อของยาเพื่อค้นหาได้ โดยระบบจะแสดงผลเป็นรายยี่ห้อเป็นหลัก พร้อมทั้งจะระบุราคาขายของโรงพยาบาลต่างๆ ที่ขายยานั้นๆ ทั่วประเทศ พร้อมทั้งต้นทุนจัดซื้อเฉลี่ยรวมของยายี่ห้อนั้นๆ เอาไว้ด้วย
ปัญหาราคายาแพงนั้น เป็นที่รับรู้ของประชาชนและสังคม ส่งผลให้รัฐบาลต้องมีการออกนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหา นโยบาย ‘สุขกายสบายกระเป๋า’ จึงเกิดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเปรียบเทียบราคายาได้เองและสามารถเอาใบสั่งยาจากทางโรงพยาบาลไปเลือกซื้อในร้านภายนอกได้เอง[6]
อย่างไรก็ตาม การเปิดเผยราคาเพื่อให้ประชาชนสามารถเปรียบเทียบราคาได้นั้น ไม่อาจส่งผลให้ราคายาและค่ารักษาพยาบาลในภาพรวมลดลงได้จริง เพราะปัญหาของโครงสร้างราคาโรงพยาบาลเอกชนนั้นมีความซับซ้อนมากกว่าแค่ที่เห็น
101 PUB ร่วมกับ คณะแพทยศาสตร์รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และได้รับการสนับสนุนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ชวนทุกท่านไปสำรวจราคายาในโรงพยาบาลเอกชนตามที่รายงานกับกรมการค้าภายในว่า ที่แพงนั้นแพงแค่ไหน มีลักษณะอย่างไร มีอะไรอยู่เบื้องหลังราคานั้นหรือไม่ และชวนมองให้ทะลุไปถึงปัญหาที่ทำให้การเปิดเผยราคายาอาจไม่สามารถช่วยแก้อะไรได้จริง
โรงพยาบาลเอกชนขายยาสามัญแพงกว่าต้นทุนจัดซื้อเฉลี่ยหลายเท่าตัว

จากข้อมูลจากกรมการค้าภายใน[7] อ้างอิงจากยาสามัญกลุ่มที่คนไทยใช้ในโรงพยาบาลบ่อยที่สุด[8]พบว่า ยายอดนิยมอย่างยา Paracetamol มีมัธยฐานการบวกราคาจากต้นทุนจัดซื้อเฉลี่ย[9]ที่ 9.1 เท่า (กล่าวคือ โรงพยาบาลเอกชนที่มีราคาซื้อยาอยู่ตรงกลางของโรงพยาบาลทั้งหมด มีต้นทุนที่ 1 บาท โรงพยาบาลที่มีราคาขายอยู่ตรงกลางของทุกโรงพยาบาลจะขายให้ผู้ป่วยในราคา 9.1 บาท) ถึงแม้แพงกว่า 9 เท่าจะดูราคาสูงแล้ว แต่มีโรงพยาบาลอีก 50% ที่ราคาสูงกว่านี้ และยังถือว่ายา Paracetamol มีค่ากลางต่ำกว่ายายอดนิยมตัวอื่นๆ
หากพิจารณายายอดนิยมอื่นๆ เราจะเห็นค่ากลางของราคาที่สูงกว่าต้นทุนหลายเท่า แต่ขณะเดียวกันก็มีความกระจายตัวของราคาสูง ยา Simeticone ที่เป็นเม็ดเคี้ยวแก้อาการท้องอืดมีค่ามัธยฐานของราคาที่ 10.9 เท่าของต้นทุนจัดซื้อเฉลี่ย แต่ราคานั้นกระจายตัวตั้งแต่ค่าต่ำสุดที่ 1.5 เท่า ไปจนถึง 391.4 เท่า ตัวอย่างหนึ่งคือ ยาดังกล่าวยี่ห้อ AIR-X 80 จากต้นทุนจัดซื้อเฉลี่ยที่ทุกโรงพยาบาลจัดซื้ออยู่ที่ 0.81 บาทต่อเม็ด แต่กลับมีโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่แจ้งว่าขายในราคาถึง 317 บาทต่อเม็ด
ยาแก้ปวด Ibuprofen มีมัธยฐานราคาที่ 16 เท่าของต้นทุนเฉลี่ย ขณะที่ยาแก้ปวดอีกชนิดอย่างยา Aspirin เป็นยาที่มีมัธยฐานราคามากที่สุดในตัวอย่างนี้ คือมากถึง 20.5 เท่าของต้นทุนเฉลี่ย โดยยายี่ห้อ ASPENT มีต้นทุนจัดซื้อเฉลี่ยที่ทุกโรงพยาบาลจัดซื้อ 0.39 บาท แต่โรงพยาบาลที่ขายแพงที่สุดนั้น แจ้งว่าขายในราคาถึง 195 บาทต่อเม็ด ซึ่งคิดเป็นการบวกราคาจากต้นทุนจัดซื้อเฉลี่ยถึง 500 เท่า
โดยในกลุ่มยายอดนิยม ยาแก้ท้องเสีย Diosmectite ที่มัธยฐานราคาเพียง 3.4 เท่าจากต้นทุนตัดซื้อเฉลี่ย และมีการบวกราคาสูงที่สุดเพียง 13.5 เท่า เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่ามัธยฐานของยาในกลุ่มสามัญที่บวกราคามากที่สุดอย่าง Aspirin และ Ibuprofen อีกด้วย
ยิ่งเป็นยาที่ใช้ในภาวะฉุกเฉิน ยิ่งบวกราคาสูงขึ้น

ในกลุ่มยาสามัญนั้น หากเกิดการบวกราคาที่สูง ผู้ป่วยอาจมีทางเลือกไปซื้อยานอกโรงพยาบาลได้ เพราะไม่ได้มีความจำเป็นในการใช้ในทันที แต่ในกรณีของยาฉุกเฉินนั้นอาจต่างออกไป เพราะผู้ป่วยอาจไม่มีทางเลือก เนื่องจากผู้ป่วยมักไม่มีสติรับรู้ขณะใช้ยา และยังมีความจำเป็นต้องใช้เพื่อรักษาชีวิตอย่างเร่งด่วนด้วย
เมื่อเราสำรวจราคายากลุ่มที่ใช้ในการแพทย์ฉุกเฉิน ในที่นี้อ้างอิงจากยาพื้นฐานในกล่องยาฟื้นคืนชีพ (CPR Drugs Box)[10]ซึ่งเป็นกล่องยาที่บรรจุยาไว้ใช้ช่วยเหลือกรณีผู้ป่วยมีภาวะหัวใจและหลอดเลือดล้มเหลว, มีอาการแพ้รุนแรง, ,มีภาวะหลอดลมหดเกร็ง, หรือ ภาวะชักเกร็ง ซึ่งถ้าผู้ป่วยไม่ได้รับยาอย่างทันท่วงทีอาจทำให้เสียชีวิตได้[11]
เราพบว่ายาในกลุ่มนี้หลายๆ ชนิดมีมัธยฐานราคาสูงจากต้นทุนเฉลี่ย มากกว่ากลุ่มยาสามัญ
ยา Diazepam, Adrenaline และAtropine มีมัธยฐานราคาที่ 44.8, 38.9 และ 33.4 เท่าจากต้นทุนเฉลี่ย ตามลำดับ ซึ่งสูงกว่าค่ากลางของยาที่บวกราคามากสุดในกลุ่มยาสามัญอย่างชัดเจน อีกทั้งโรงพยาบาลที่ขายแพงที่สุดก็ขายในราคาที่สูงกว่า 140-150 เท่าจากต้นทุนจัดซื้อเฉลี่ย
อย่างไรก็ตาม ยากลุ่มฉุกเฉินนี้มีการกระจายตัวของราคาค่อนข้างมาก โดยถึงแม้จะมีค่าเฉลี่ยที่สูงกว่ากลุ่มยาสามัญ แต่หลายๆ โรงพยาบาลก็ขายยากลุ่มฉุกเฉินในราคาใกล้เคียงหรือเทียบเท่ากับต้นทุนเฉลี่ยในการจัดซื้อเลย นอกจากนี้ยา Amiodarone และ Adenosine ที่อยู่ในกลุ่มนี้กลับมีค่าเฉลี่ยต่ำกว่ายาสามัญทั่วไป
เมื่อเราพิจารณาค่ามัธยฐานและการกระจายตัวของทั้งยาสามัญและยาฉุกเฉินแล้ว จะพบว่าในกลุ่มยาสามัญนั้น การบวกราคาจะเกาะกลุ่มกันในฝั่งบวกราคาน้อย(ส่วนใหญ่แล้วบวกราคาไม่สูงนัก) และการบวกราคาขายที่สูงระดับ 300 – 500 เท่าจากต้นทุนเฉลี่ยนั้นมีเพียงไม่กี่แห่ง ขณะที่ยาฉุกเฉินจะมีทิศทางตรงกันข้าม คือจะเกาะกลุ่มกันในกลุ่มที่บวกราคาสูงเมื่อเทียบกับกลุ่มยาสามัญ และราคาที่ใกล้เคียงกับต้นทุนจัดซื้อเฉลี่ยนั้นมีเพียงไม่กี่โรงพยาบาลแทน
นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตว่า ในกลุ่มตัวอย่างยาทั้ง 10 นั้น โรงพยาบาลที่บวกราคามากที่สุด 5 อันดับแรกของแต่ละยานั้น จะมีสาขาของโรงพยาบาลที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และอยู่ในส่วนตลาด (Segmentation) ระดับบนติดอันดับอยู่ด้วยเสมอ โดยเฉพาะโรงพยาบาลที่ตั้งสาขาในพื้นที่จังหวัดท่องเที่ยว มักจะติดอันดับโรงพยาบาลที่บวกราคาสูง
ปัจจุบันเปิดราคายาแล้วแต่อาจยังไม่พอ

ฐานข้อมูลราคายานั้นมีประโยชน์ช่วยให้ประชาชนสามารถตรวจสอบราคายาของแต่ละโรงพยาบาลได้เองจากที่บ้าน พร้อมทั้งทราบถึงต้นทุนจัดซื้อเฉลี่ยของแต่ละยาไว้ด้วย แต่ทั้งการเปิดราคายาในฐานข้อมูล รวมไปถึงการให้ทางเลือกไปซื้อยานอกโรงพยาบาลในโครงการ ‘สุขกายสบายกระเป๋า’ ก็ยังไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาราคายาได้
ราคายาที่ตั้งไม่ชัดเจนว่ารวมต้นทุนอะไรบ้าง
จากข้อมูลราคายาที่แสดงในบทความ เราพบว่าโรงพยาบาลเอกชนได้มีการบวกราคาจากต้นทุนจัดซื้อเฉลี่ยแล้วหลายเท่า จึงอาจตั้งข้อสังเกตได้ว่าราคาขายของโรงพยาบาลนั้นไม่ได้ขึ้นกับต้นทุนจัดซื้อเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีต้นทุนแฝงอื่นๆ ด้วย
ตัวแทนของโรงพยาบาลเอกชนกล่าวว่า โรงพยาบาลเอกชนมีต้นทุนอื่นๆ เช่น ค่าที่ดิน ค่าสถานที่ อุปกรณ์ทางการแพทย์ ค่าจ้างบุคลากร ที่ต้องแบกรับเอง หรือ ต้องลงทุนเพิ่มเติมเอง แตกต่างจากของรัฐซึ่งใช้เงินงบประมาณหรือเงินบริจาคจ่าย รวมไปถึงโรงพยาบาลเอกชนยังมีกฎเกณฑ์ควบคุมที่แตกต่างจากรัฐ เช่น จำเป็นต้องจ้างงานบางตำแหน่งที่โรงพยาบาลรัฐไม่จำเป็นต้องมี ทำให้เกิดต้นทุนเพิ่มอีก[12] นอกจากนี้ยังให้เหตุผลอีกว่า มีต้นทุนในการจัดซื้อยาส่วนใหญ่ที่แพงกว่ารัฐ ประมาณ 20-50% เพราะโรงพยาบาลรัฐจัดซื้อยาทีเดียวเป็นจำนวนมากกว่าเอกชนมาก อีกทั้งโรงพยาบาลรัฐยังบวกราคาขึ้นไปแค่เพียง 10% จากต้นทุน[13]
อย่างไรก็ตาม งานศึกษาของขวัญประชาและคณะ (2022) ที่นำข้อมูลราคาจัดซื้อยาในรายการเดียวกันของโรงพยาบาลเอกชนและรัฐมาหาผลต่างของราคา[14] โดยเราจะเห็นได้จากแผนภาพว่า ผลต่างนั้นจะกระจุกตัวอยู่ที่ตรง 0% เป็นหลัก ซึ่งจากผลทางสถิติพบว่าราคาจัดซื้อยาของเอกชนไม่ได้แตกต่างจากรัฐอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้งานศึกษาดังกล่าวสรุปผลว่า ‘ความเชื่อที่ว่าโรงพยาบาลเอกชนมีจัดซื้อยาได้แพงกว่าโรงพยาบาลของรัฐ น่าจะไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง’[15]
แผนภาพที่ 1: การกระจายตัวของร้อยละของผลต่างระหว่างราคาจัดซื้อยาของโรงพยาบาลเอกชนและโรงพยาบาลรัฐ

ที่มา: ขวัญประชาและคณะ (2022)
อีกทั้ง ในทางเศรษฐศาสตร์แล้วค่าที่ดินหรือสถานที่ รวมไปถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์นับเป็นต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) ที่ลงทุนเพียงครั้งเดียวแล้วใช้ประโยชน์ในระยะยาว เกิดความประหยัดต่อขนาด (Economies of scale) ทำให้แท้จริงแล้วอาจไม่ได้ส่งผลต่อต้นทุนส่วนเพิ่มในแต่ละครั้งที่ขายยาออกไปนัก
จากงานศึกษาเรื่องต้นทุนยาในอดีต และข้อสังเกตทางเศรษฐศาสตร์ ทำให้เกิดคำถามว่าต้นทุนที่โรงพยาบาลเอกชนขายนั้นแท้จริงแล้วมาจากต้นทุนยาเท่าไหร่ และมาจากแต่ละต้นทุนแฝงเท่าไหร่กันแน่?
ผู้ป่วยไม่ทราบว่าต้องใช้ยาใด และมากเพียงใด จึงเหมาะสม
การวินิจฉัยโรคโดยทั่วไปนั้น ผู้ป่วยย่อมไม่ทราบว่าตนเองเป็นโรคอะไร และต้องใช้ยาอะไร จำนวนเท่าใด ทำให้เกิดความไม่สมมาตรของข้อมูลได้ ซึ่งหลายกรณีแพทย์อาจให้ยามากเกินจำเป็น เช่น ให้ยาไปทั้งที่ไม่จำเป็นต้องใช้ [16] และยิ่งในกรณีแพทย์ที่สวมหมวกเอกชนที่แสวงผลกำไรอาจให้ยาหรือบริการที่มีราคาแพงเกินความจำเป็น หรือ ให้ในปริมาณที่มากเกินความจำเป็น ซึ่งทำให้โรงพยาบาลมีรายได้มากขึ้น
โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ป่วยรักษาด้วยสิทธิ์ของประกันสุขภาพเอกชน[17] ที่มักจะพบว่าให้ยายี่ห้อที่แพงกว่า หรือ ให้ยาเกินจำนวนที่ควรจะได้ เพราะสามารถเบิกกับบริษัทประกันได้ ถึงแม้ว่าในกรณีนี้ผู้ป่วยอาจไม่เสียประโยชน์ทันที แต่ในภาพรวมแล้วมันก็ส่งผลต่อระบบประกันสุขภาพ เพราะทำให้กองทุนประกันสุขภาพก็จะมีค่าใช้จ่ายที่มากขึ้น ทำให้ท้ายที่สุดแล้วบริษัทประกันสุขภาพก็ต้องขึ้นเบี้ยประกัน หรือ นำระบบร่วมจ่าย (Co-Payment) มาใช้เพื่อลดภาระของบริษัท ซึ่งผลกระทบก็จะตกอยู่กับตัวผู้ป่วยเองในท้ายที่สุด
ผู้ป่วยต่อรองได้ยาก โดยเฉพาะกรณีฉุกเฉิน
ในกระบวนการรักษาพยาบาลผู้ป่วยมักจะเห็นราคาในตอนท้ายหลังจากตรวจรักษาเสร็จ ทำให้หลานครั้งผู้ป่วยอาจต่อรองกับแพทย์ในเรื่องราคายาและปริมาณการจ่ายยาได้ยาก จนทำให้ต้องออกนโยบายให้ผู้ป่วยมีสิทธิไปซื้อยาจากภายนอกโรงพยาบาลได้ ซึ่งอาจช่วยให้ผู้ป่วยในฐานะผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้นได้ในกรณีดังกล่าว
แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยอยู่ในภาวะฉุกเฉินนั้น ผู้ป่วยจะไม่สามารถต่อรองในการเลือกใช้ยาได้เลย เพราะจำเป็นต้องรักษาชีวิตด้วยการใช้ยาตามความเห็นของแพทย์ และในภาวะเป็น-ตาย ผู้ป่วยมักไม่มีสติรู้ตัวจะตัดสินใจเรื่องต่างๆ ได้ แม้ว่าจะมีญาติหรือตัวแทนของผู้ป่วยที่ทำหน้าที่ตัดสินใจแทน แต่ก็มักจะเชื่อคำแนะนำของแพทย์และโรงพยาบาล เพื่อให้เกิดการรักษาพยาบาลที่ดีที่สุดที่จะเป็นไปได้ เพราะต้องการรักษาชีวิตของผู้ป่วย
ถึงแม้ว่าในประเทศไทย ประชาชนมีสิทธิ ‘เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติมีสิทธิทุกที่’ หรือ มักเรียกกันว่าสิทธิ UCEP ซึ่งผู้ป่วยฉุกเฉินสามารถเข้ารักษาโรงพยาบาลใดก็ได้ที่ใกล้ที่สุด โดยไม่จำเป็นต้องสำรองจ่ายเงินใน 72 ชั่วโมงแรกและค่าใช้จ่ายนั้นทางรัฐจะเบิกจ่ายให้กับโรงพยาบาลที่รักษา[18]ช่วยรองรับการเบิกจ่ายราคายาในกรณีฉุกเฉินได้ แต่อย่างไรก็ตามการเบิกจ่ายในสิทธิ UCEP ยังคงมีปัญหาเกณฑ์ที่คลุมเครือกับโรงพยาบาลอยู่ เช่น ในหลายกรณีโรงพยาบาลประเมินว่าผู้ป่วยที่เข้ามารักษานั้นไม่ได้อยู่ในภาวะฉุกเฉินที่เข้าข่ายจะได้รับการเบิกจ่ายภายใต้สิทธิ UCEP ทำให้ผู้ป่วยต้องจ่ายเงินค่ารักษาเอง[19]กรณีเช่นนี้ชี้ให้เห็นว่า ถึงแม้จะมีสิทธิ UCEP รองรับ แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้ผู้ป่วยฉุกเฉินมีอำนาจต่อรองอะไรได้มากขึ้นนักอยู่ดี
และอีกกลุ่มที่มีอำนาจต่อรองต่ำก็คือ กลุ่มผู้ป่วยใน เพราะอาจจะไม่สามารถจะนำใบสั่งยาไปซื้อร้านภายนอกได้ จำเป็นที่จะต้องใช้ยาที่โรงพยาบาลนั้นๆ ขายให้ขณะรักษา[20] ทำให้การเปิดราคาไม่อาจเพิ่มอำนาจต่อรองให้ผู้ป่วยทั้งสองกลุ่มนี้ได้นัก
ฐานข้อมูลราคายายังไม่สมบูรณ์
ฐานข้อมูลของกรมการค้าภายในนั้นยังไม่ได้ครอบคุลมค่ายาและบริการทั้งหมด โดยราคายานั้นมีรายการครอบคลุมรายการของยาที่อยู่ในบัญชีเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิทุกที่ (UCEP) และยาที่มีปริมาณจำหน่ายมากที่สุด 100 อันดับแรกของแต่ละโรงพยาบาลเท่านั้น ขณะที่รายการค่ารักษาพยาบาลและบริการทางการแพทย์ มีจำนวน 304 รายการเท่านั้น[21]
นอกจากนี้ระบบฐานข้อมูลราคายายังมีปัญหาอื่นๆ อีก เช่น กรณีผู้ป่วยที่ได้รับยาที่ได้รับมาจากโรงพยาบาล A กลับไม่พบในฐานข้อมูลของกรมการค้าภายในว่าโรงพยาบาล A ขายยายี่ห้อดังกล่าว[22] ก็สะท้อนว่าฐานข้อมูลของกรมการค้าภายในอาจยังไม่ได้รับการปรับปรุงข้อมูลให้ตรงกับปัจจุบันมากพอ ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลได้จริง
หากเราต้องการให้ฐานข้อมูลช่วยผู้ป่วยให้ตรวจสอบข้อมูลง และสร้างทางเลือกให้ผู้ป่วยได้จริง ก็จำเป็นที่จะต้องมีความครอบคลุมทุกตัวยา ทุกบริการ พร้อมทั้งมีการปรับปรุงข้อมูลอยู่อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ป่วยได้จริง เช่น ในกรณีที่ผู้ป่วยต้องการที่จะเปลี่ยนการรักษาจากโรงพยาบาลหนึ่งอีกไปแห่งอื่นที่ถูกลงก็จะสามารถเปรียบเทียบราคาได้จริง เป็นต้น
อย่างน้อยต้องยกระดับระบบกำกับดูแลเพื่อปกป้องผู้ป่วย
โรงพยาบาลควรเปิดเผยราคายา แยกกับต้นทุนแฝงอื่นๆ
เนื่องจากโรงพยาบาลเอกชนคิดราคาขายยาจากต้นทุนแฝงอื่นๆ นอกจากต้นทุนจัดซื้อด้วย ดังนั้น การแจ้งราคายาก็ควรที่จะจำแนกต้นทุนอื่นๆ มาประกอบการรับรู้ของประชาชนด้วย เช่น ค่าบริหารคลังยา ค่าใช้จ่ายทางด้านบุคลากร หรือ อัตราค่าบริการของโรงพยาบาล เพื่อเพิ่มความโปร่งใสอย่างแท้จริง และเพื่อตอบข้อสงสัยของสังคมว่าทำไมราคายาถึงแพง
แพทย์ให้ข้อมูลและทางเลือกเพื่อให้ผู้ป่วยสามารตัดสินใจได้ดีและรอบด้าน
ปัจจุบันมีความพยายามย้ำสิทธิให้ประชาชนสามารถซื้อยานอกโรงพยาบาลได้ แต่แท้จริงแล้ว การขอซื้อยาภายนอกโรงพยาบาลสามารถทำได้มาก่อนหน้าโครงการ ‘สุขกายสบายกระเป๋า’ แล้ว[23] และก็มีแพทย์หลายคนที่แนะนำให้ผู้ป่วยไปซื้อยาภายนอกโรงพยาบาล[24]แต่อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยแบบนี้กลับมีลักษณะเป็นแล้วแต่ตัวแพทย์เองมากกว่าเป็นระบบ เนื่องจาก ท้ายที่สุดกระทรวงพาณิชย์ก็ต้องออกนโยบาย ‘สุขกายสบายกระเป๋า’ เพื่อตอกย้ำสิทธินี้อยู่ดี
นอกจากสิทธิในการซื้อยาภายนอกแล้วนั้น แพทย์ก็ควรจะให้คำแนะนำในการตรวจรักษาที่รอบด้าน และสร้างความเข้าใจได้ชัดเจน เช่น ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องได้รับยา ก็ไม่ควรจะจ่ายยาให้ ถึงแม้ว่าผู้ป่วยมักจะมีมายาคติว่ายาแพงคือยาที่ดี หรือ ยาเยอะๆ แปลว่าดี[25] แต่ก็ควรทำความเข้าใจกับผู้ป่วย เพื่อให้การตัดสินใจตรวจรักษานั้นควรเป็นไปตามการแพทย์จริงๆ และเพื่อที่จะไม่สร้างภาระทางค่าใช้จ่ายแก่ผู้ป่วยเกินสมควร
เพราะฉะนั้น ปัญหาจึงไม่ใช่เรื่องของตัวกฎเกณฑ์ที่ห้ามไม่ให้ซื้อยาภายนอกโรงพยาบาล แต่เป็นเรื่องที่ระบบที่ปัจจุบันอาจไม่ได้ทำให้แพทย์แนะนำผู้ป่วยจนสามารถตัดสินใจได้อย่างรอบด้านและช่วยเหลือผู้ป่วยได้จริง ดังนั้น เราจึงจำเป็นที่จะต้องพัฒนาระบบเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างแพทย์และผู้ป่วยให้เกิดขึ้น
ระบบประกันสุขภาพต้องเป็นตัวกลางในการต่อรองผลประโยชน์แทนผู้ป่วย
การมีระบบประกันสุขภาพต่างๆ ไม่ว่าของรัฐ หรือ เอกชน เป็นตัวกลางช่วยต่อรองก็จะช่วยให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ป่วยได้มาก เนื่องจากตัวผู้ป่วยในระดับปัจเจกเองมีอำนาจต่อรองน้อยกว่าโรงพยาบาล ในกรณีฉุกเฉินผู้ป่วยก็ไม่สามารถต่อรองเองได้ อีกทั้งผู้ป่วยเองยังมีความสามารถในการตรวจสอบความสมเหตุสมผลของค่ารักษาต่ำกว่ากองทุนประกันสุขภาพ และบริษัทประกันต่างๆ มาก อาจทำได้เพียงส่งเรื่องร้องเรียนเท่านั้น
ดังนั้น ระบบประกันสุขภาพทั้งหมดจึงควรมีหน้าที่ต่อรองเพื่อผลประโยชน์ของผู้ป่วย เพราะมีความสามารถในการตรวจสอบมากกว่า และมีอำนาจต่อรองมากกว่าเนื่องจากเป็นตัวแทนของผู้ป่วยจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม การเข้ามาเป็นตัวแทนต่อรองให้กับประชาชนก็จำเป็นจะต้องมีการต่อรองที่ให้ความยุติธรรมต่อโรงพยาบาลเอกชนด้วย ไม่ใช่เป็นการให้โรงพยาบาลเอกชนรักษาในราคาต่ำกว่าที่ควรจะเป็นเช่นกัน
ไทยต้องกำกับดูแลการแข่งขันและแสวงหาผลกำไรของโรงพยาบาลเอกชน
จากการที่เราพบว่าในกลุ่มตัวอย่างยาทั้ง 10 ตัวนั้น โรงพยาบาลที่บวกราคาสูงเป็น 5 อันดับแรกในทุกยา ล้วนจะต้องมีโรงพยาบาลที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยรวมอยู่ด้วยเสมอ ทำให้เรามีข้อสังเกตว่าการตั้งราคาที่สูงนั้นมาจากสาเหตุใด
ถึงในทางเศรษฐศาสตร์นั้นธุรกิจยิ่งมีขนาดใหญ่เท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสที่จะสร้างความประหยัดต่อขนาด (Economies of scale) ได้มากเท่านั้นก็ตาม แต่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ในไทยก็อาจจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงจากการต้องครอบคลุมบริการหลายรายการ หรือ ต้องลงทุนทั้งซื้อ และดูแลอุปกรณ์ทางการแพทย์จำนวนมาก จนทำให้ไม่เกิดความประหยัดต่อขนาด และต้องตั้งราคาสูงกว่าต้นทุนจัดซื้อเฉลี่ยมาก และสูงกว่ากลุ่มโรงพยาบาลขนาดกลาง-เล็ก
หรืออาจมาจากความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ของโรงพยาบาล ทำให้มีกลุ่มลูกค้ายอมจ่ายในราคาที่แพงเพราะเชื่อว่าจะได้รับการรักษาที่ดีที่สุด แตกต่างจากโรงพยาบาลอื่นๆ ทำให้โรงพยาบาลสามารถขายยาและบริการในราคาแพงได้ หรือแท้จริงแล้ว การตั้งราคานั้นทำได้เพราะอำนาจตลาด จนแปลงเป็นความสามารถในการทำกำไรที่สูงของโรงพยาบาลก็ได้เช่นกัน
หากเป็นเพราะอำนาจตลาดที่สูง การกำกับดูแลการแข่งขันและแสวงหาผลกำไร ควรจะต้องเกิดขึ้นเพื่อป้องกันการแสวงหาผลกำไรอย่างไม่เป็นธรรมทางการค้า และเพื่อปกป้องผู้ป่วยจากการหากำไรจากการรักษาเกินจำเป็น
แต่ถ้าหากเป็นเพราะโรงพยาบาลเหล่านี้มีต้นทุนสูง ก็ควรที่จะต้องส่งเสริมลดกฎเกณฑ์และต้นทุนต่างๆ ที่จะไม่ลดทอนคุณภาพและความปลอดภัยของการตรวจรักษาโรคที่เป็นอยู่ เช่น กฎด้านการข้ออนุญาตสร้างอาคารหรือการจ้างบุคลากรบางตำแหน่งที่เอกชนถูกบังคับให้ต้องมีแต่มักจะไม่ได้นำไปสู่ผลประดยชน์ของผู้ป่วยจริงนัก เพื่อทำให้โรงพยาบาลมีต้นทุนลดลงและลดราคาค่ารักษาลงได้ เพื่อที่จะนำไปสู่ความเป็นธรรมทางสุขภาพได้ในท้ายที่สุด
อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุดแล้ว ค่ายาอาจไม่ใช่ค่ารักษาพยาบาลที่แพงที่สุด เพราะในการเบิกจ่าย UCEP นั้น ค่ายานับเป็นค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่าค่าธรรมเนียมแพทย์และค่าบริการทางการแพทย์[26]ดังนั้นการจะแก้ไขปัญหาค่ารักษาพยาบาลในภาพรวมนั้น จึงจำเป็นจะต้องพิจารณาถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีก และจำเป็นจะต้องยกระดับกลไกกำกับดูแล พร้อมทั้งกลไกส่งเสริม แก่โรงพยาบาลอย่างรอบด้านด้วย
หมายเหตุ
1.บทความชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่ 101 PUB ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และได้รับการสนับสนุนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ทั้งนี้ เนื้อหาของบทความไม่จำเป็นต้องเห็นตรงกับผู้ให้การสนับสนุน
2.บทความชิ้นนี้คำนวณอัตราการบวกราคายา โดยอ้างอิงจากราคาในฐานข้อมูลราคายา กรมการค้าภายใน ซึ่งในยาแต่ละยี่ห้อนั้นกรมการค้าภายในได้ระบุต้นทุนเฉลี่ยไว้ โดยมีที่มาจากต้นทุนมัธยฐานของยายี่ห้อนั้นๆ ที่แต่ละโรงพยาบาลได้รายงานมายังกรมการค้าภายใน มาคำนวณกับราคาขายที่โรงพยาบาลนั้นๆ รายงานไว้ในฐานข้อมูล ไม่ได้คำนวณจากต้นทุนจริงที่โรงพยาบาลนั้นๆ ซื้อจริง
นอกจากนี้ ในยาแต่ละชนิด ผู้วิจัยไม่ได้นำยาทุกยี่ห้อมาคำนวณ แต่ใช้ตัวแทนของยาหลายๆ ยี่ห้อรวมกันจนได้กลุ่มตัวอย่างมากกว่า 150 โรงพยาบาลต่อชนิดยา เป็นจำนวนดังที่รายงานในตารางต่อไปนี้
ตารางแสดงชื่อสามัญทางยา จำนวนยี่ห้อยา และจำนวนกลุ่มตัวอย่างราคาที่โรงพยาบาลเอกชนขายในยาแต่ละชนิด ที่ใช้วิเคราะห์ในบทความ
| ชื่อสามัญทางยา | จำนวนยี่ห้อ | จำนวนกลุ่มตัวอย่าง |
| Adenosine (6 mg/ 2 mL) | 7 | 270 |
| Adrenaline (1 mg/ 1 mL) | 5 | 352 |
| Amiodarone (150 mg/ 3 mL) | 2 | 308 |
| Atropine (600 mcg/ 1 mL) | 2 | 265 |
| Aspirin (300 mg) | 3 | 196 |
| Diazepam (10 mg/ 2 mL) | 3 | 247 |
| Diosmectite (3 g) | 1 | 171 |
| Ibuprofen (400 mg) | 6 | 213 |
| Paracetamol (500 mg) | 2 | 233 |
| Simeticone (80 mg) | 4 | 245 |
ที่มา: กรมการค้าภายใน สืบค้นเมื่อ 8 กรกฎาคม 2026
ด้วยข้อจำกัดของข้อมูลดังที่กล่าวไปข้างต้น ทำให้การบวกราคาที่นำเสนอในบทความนี้ อาจประเมินสูงหรือต่ำเกินจริงได้
| ↑1 | กัลป์ กรุยรุ่งโรจน์, “ยาดีราคาถูกเป็นได้แค่ฝัน? : สำรวจวิธีคุมราคายาภาคเอกชนในต่างประเทศ,” 101 Public Policy Think Tank, 19 มีนาคม 2569, https://101pub.org/how-to-control-drug-price/ |
|---|---|
| ↑2 | สภาองค์กรของผู้บริโภค, “เชียร์รัฐ คุมค่ายา กำหนดเพดานค่ารักษา,” 3 ตุลาคม 2568, https://www.tcc.or.th/control-treatment-costs/. |
| ↑3 | สิรินาฏ ศิริสุนทร, “‘คุมค่ายาแพง’ ทำได้แค่ไหน หรือแค่พายเรือในอ่าง?,” Thai PBS Policy Watch, 9 ตุลาคม 2568, https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-198. |
| ↑4 | กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์, คู่มือการใช้งานระบบฐานข้อมูลโครงสร้างราคายา เวชภัณฑ์ และค่าบริการทางการแพทย์ (สำหรับผู้ประกอบการ) (กรุงเทพฯ: กรมการค้าภายใน, 2562), 16, https://hospitals.dit.go.th/app/download/userManual06102019.pdf. |
| ↑5 | กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์, “ระบบสืบค้นและเปรียบเทียบราคายาของโรงพยาบาลเอกชน,” เข้าถึงเมื่อ 8 กรกฎาคม 2569, https://hospitals.dit.go.th/app/portal.php?mode=&ref=. |
| ↑6 | นงนภัส พัฒน์แช่ม, “มาตรการรัฐบาลอนุทิน จะช่วยลดค่ารักษาพยาบาลได้แค่ไหน เมื่อ ‘ค่าหมอ’ และ ‘ราคายา’ ยังไม่ถูกแตะ,” BBC News ไทย, 5 พฤศจิกายน 2568, https://www.bbc.com/thai/articles/cly4dw9yg8zo. |
| ↑7 | กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์, “ระบบสืบค้นและเปรียบเทียบราคายาของโรงพยาบาลเอกชน,” เข้าถึงเมื่อ 8 กรกฎาคม 2569, https://hospitals.dit.go.th/. |
| ↑8 | นวลนิตย์ บัวด้วง, “เผย 10 อันดับชนิดยา ที่คนไทยเข้าใช้บริการมากสุดในโรงพยาบาล,” มติชนออนไลน์, 4 กันยายน 2562, https://www.matichon.co.th/economy/news_1655405. |
| ↑9 | เป็นราคาต้นทุนมัธยฐานของยายี่ห้อนั้นๆ ที่รายงานต่อกรมการค้าภายใน |
| ↑10 | โรงพยาบาลสุทธาเวช คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, “วิธีปฏิบัติงาน เรื่อง แนวทางการจัดการกล่องยาฉุกเฉินและยาฟื้นคืนชีพ,” เอกสารเลขที่ SDVH-WI-PHAR-014, เริ่มใช้ 17 พฤษภาคม 2565. |
| ↑11 | โรงพยาบาลสุทธาเวช คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, “วิธีปฏิบัติงาน เรื่อง แนวทางการจัดการกล่องยาฉุกเฉินและยาฟื้นคืนชีพ,” เอกสารเลขที่ SDVH-WI-PHAR-014, เริ่มใช้ 17 พฤษภาคม 2565. |
| ↑12 | “โรงพยาบาลเอกชน เปิดปม ‘ค่ายาแพง’ จี้พาณิชย์แก้จากต้นทาง-ต้นทุนจริง,” ฐานเศรษฐกิจ, 5 ตุลาคม 2568, https://www.thansettakij.com/health-wellness/health/640676. |
| ↑13 | โรงพยาบาลเอกชน เปิดปม ‘ค่ายาแพง’ จี้พาณิชย์แก้จากต้นทาง-ต้นทุนจริง,” ฐานเศรษฐกิจ, 5 ตุลาคม 2568, https://www.thansettakij.com/health-wellness/health/640676. |
| ↑14 | ขวัญประชา เชียงไชยสกุลไทย, อุทุมพร วงษ์ศิลป์, ภาสกร สวนเรือง และนำพร สามิภักดิ์, การศึกษากลไกการจ่ายและการควบคุมอัตราการเบิกจ่ายค่าบริการกรณีการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติ และผู้ป่วยฉุกเฉินหลังพ้น 72 ชั่วโมง ภายใต้การดำเนินงานตามวาระ Quick Win ประเด็นค่ารักษาพยาบาลแพงในโรงพยาบาลเอกชน, รายงานฉบับสมบูรณ์ (กรุงเทพฯ: สภาองค์กรของผู้บริโภค, 2565). |
| ↑15 | ขวัญประชา เชียงไชยสกุลไทย, อุทุมพร วงษ์ศิลป์, ภาสกร สวนเรือง และนำพร สามิภักดิ์, การศึกษากลไกการจ่ายและการควบคุมอัตราการเบิกจ่ายค่าบริการกรณีการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติ และผู้ป่วยฉุกเฉินหลังพ้น 72 ชั่วโมง ภายใต้การดำเนินงานตามวาระ Quick Win ประเด็นค่ารักษาพยาบาลแพงในโรงพยาบาลเอกชน, รายงานฉบับสมบูรณ์ (กรุงเทพฯ: สภาองค์กรของผู้บริโภค, 2565). |
| ↑16 | วิชัย โชควิวัฒน, “รพ.เอกชนค่ารักษาแพง ปัญหาและทางออก ตอนที่ 1,” Hfocus เจาะลึกระบบสุขภาพ, พฤษภาคม 2558, https://www.hfocus.org/content/2015/05/10053. |
| ↑17 | สภาองค์กรของผู้บริโภค, “สภาผู้บริโภคชี้รัฐละเลยคุมราคา เกิดปัญหา รพ.เอกชน คิดค่ารักษาตามใจ,” 23 ตุลาคม 2567, https://www.tcc.or.th/private-hospital-expensive/. |
| ↑18 | สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ, “UCEP คืออะไร,” เข้าถึงเมื่อ 23 กรกฎาคม 2569, https://www.nhso.go.th/th/communicate-th/thnewsforperson/ucep. |
| ↑19 | สภาองค์กรของผู้บริโภค, “รักษาเอกชน ‘แพงเว่อร์’ ป่วย ‘ฉุกเฉินวิกฤต’ โดนเรียกเก็บ ปัญหาซ้ำซากที่รัฐยังไม่แก้ไข,” 28 ธันวาคม 2566, https://www.tcc.or.th/expensive-treatment/. |
| ↑20 | กัลป์ กรุยรุ่งโรจน์, “ยาดีราคาถูกเป็นได้แค่ฝัน? : สำรวจวิธีคุมราคายาภาคเอกชนในต่างประเทศ,” 101 Public Policy Think Tank, 19 มีนาคม 2569, https://101pub.org/how-to-control-drug-price/. |
| ↑21 | ศูนย์ข้อมูลข่าวสารด้านเวชภัณฑ์ กระทรวงสาธารณสุข, “ระบบค้นหาและเปรียบเทียบราคายา และค่าบริการทางการแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชน,” 15 ตุลาคม 2563, https://dmsic.moph.go.th/index/detail/8040. |
| ↑22 | กรณีจริงจากมิตรสหายของผู้เขียนบทความเอง |
| ↑23 | นงนภัส พัฒน์แช่ม, “มาตรการรัฐบาลอนุทิน จะช่วยลดค่ารักษาพยาบาลได้แค่ไหน เมื่อ ‘ค่าหมอ’ และ ‘ราคายา’ ยังไม่ถูกแตะ,” BBC News ไทย, 5 พฤศจิกายน 2568, https://www.bbc.com/thai/articles/cly4dw9yg8zo. |
| ↑24 | นงนภัส พัฒน์แช่ม, “มาตรการรัฐบาลอนุทิน จะช่วยลดค่ารักษาพยาบาลได้แค่ไหน เมื่อ ‘ค่าหมอ’ และ ‘ราคายา’ ยังไม่ถูกแตะ,” BBC News ไทย, 5 พฤศจิกายน 2568, https://www.bbc.com/thai/articles/cly4dw9yg8zo. |
| ↑25 | วิชัย โชควิวัฒน, “รพ.เอกชนค่ารักษาแพง ปัญหาและทางออก ตอนที่ 1,” Hfocus เจาะลึกระบบสุขภาพ, พฤษภาคม 2558, https://www.hfocus.org/content/2015/05/10053. |
| ↑26 | ขวัญประชา เชียงไชยสกุลไทย, อุทุมพร วงษ์ศิลป์, ภาสกร สวนเรือง และนำพร สามิภักดิ์, การศึกษากลไกการจ่ายและการควบคุมอัตราการเบิกจ่ายค่าบริการกรณีการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติ และผู้ป่วยฉุกเฉินหลังพ้น 72 ชั่วโมง ภายใต้การดำเนินงานตามวาระ Quick Win ประเด็นค่ารักษาพยาบาลแพงในโรงพยาบาลเอกชน, รายงานฉบับสมบูรณ์ (กรุงเทพฯ: สภาองค์กรของผู้บริโภค, 2565). |
101 PUB 101 PUB Policy Insights การกำกับดูแลโรงพยาบาลเอกชน ยาแพง ราคายา สถาบันวิจัยระบบสาธารณะสุข (สวรส.) สรงกรณ์ เตชวณิชย์พงศ์ โรงพยาบาลเอกชน
ภาพประกอบ: วนา ภูษิตาศัย
จบจากคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้หลงใหลในการออกแบบไม่น้อยไปกว่าการออกเดินทาง