รัฐไม่โง่อีกต่อไป: เมื่ออำนาจนิยมเรียนรู้ที่จะไม่เหนี่ยวไกปืน

เย็นวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรลงมติด้วยคะแนน 306 ต่อ 141 เสียง เห็นชอบร่างกฎหมายฉบับหนึ่งที่มีชื่อฟังดูงดงามและเปี่ยมด้วยความหวัง นั่นคือ ‘ร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข’

ในทางหลักการ นี่คือกฎหมายนิรโทษกรรมที่จะล้างคดีความทางการเมืองย้อนหลังไป ราว 20 ปี ตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา เพื่อปิดฉากความขัดแย้งอันยืดเยื้อ เปิดโอกาสให้ผู้คนจากทุกฟากฝั่งอุดมการณ์ ทั้งคนเสื้อแดง คนเสื้อเหลือง กลุ่ม กปปส. ไปจนถึงคนรุ่นใหม่ที่ออกมาชุมนุมในช่วงหลัง ได้กลับคืนสู่สังคมและเริ่มต้นกันใหม่ ฟังดูเผินๆ นี่คือข่าวดี คือน้ำใจไมตรี คือการให้อภัยที่สังคมอันบอบช้ำควรจะได้รับเสียที

แต่ในความงดงามนั้นมีบรรทัดเล็กๆ บรรทัดหนึ่งซ่อนอยู่ เมื่อวุฒิสภาได้แก้ไขเพิ่มเติมให้ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขนี้ ยกเว้นคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ออกไปทั้งหมด และไม่เว้นแม้กระทั่งกับเด็กและเยาวชนที่อายุยังไม่ถึง 18 ปี ซึ่งบางคนอาจมีความผิดเพียงแค่การกดแชร์โพสต์บนเฟซบุ๊ก มีการอภิปรายทักท้วงในสภาอย่างหนักหน่วงว่า นี่คือการนิรโทษกรรมแบบสองมาตรฐาน ที่พร้อมจะลบล้างความผิดให้คนกลุ่มหนึ่งซึ่งเคยปิดสถานที่ราชการหรือล้อมคูหาเลือกตั้ง แต่กลับตีตราคนอีกกลุ่มหนึ่งว่าความผิดของพวกเขาไม่อาจให้อภัยได้

คำถามที่เราควรถามในเย็นวันนั้นจึงไม่ใช่แค่ว่ากฎหมายฉบับนี้ดีหรือเลว หากแต่เป็นคำถามที่ลึกและน่ากลัวกว่านั้น นั่นคือ เหตุใดกฎหมายที่มีชื่อว่า สันติสุข จึงสามารถสร้างบาดแผลใหม่ขึ้นมาได้ และเหตุใดแม้กระทั่ง การให้อภัย จึงกลายมาเป็นเครื่องมือแสดงอำนาจในการตัดสินว่าใครคือคนที่สมควรได้รับมัน และใครคือคนที่ต้องถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

คำตอบของเรื่องนี้ซ่อนอยู่ในความจริงข้อหนึ่งที่เรามักมองข้าม นั่นคือโครงสร้างอำนาจนิยมไทยได้เรียนรู้และปรับตัวไปไกลกว่าที่เราคิด ระบบไม่จำเป็นต้องส่งรถถังออกมาวิ่งบนถนนอีกต่อไป เพราะได้ค้นพบเครื่องมือที่ทรงพลังและแนบเนียนกว่านั้นมาก

สูตรสำเร็จของอำนาจรัฐที่อาจใช้ไม่ได้เสมอไป

ก่อนจะเข้าใจว่าอำนาจรัฐมีวิวัฒนาการอย่างไร เราต้องย้อนกลับไปดูความเชื่อที่ฝังรากอยู่ในใจของคนที่เคลื่อนไหวเรียกร้องความเป็นธรรมทั่วโลกเสียก่อน ความเชื่อที่มีงานวิชาการหนักแน่นรองรับ ไม่ใช่เพียงความหวังที่เลื่อนลอย

ยีน ชาร์ป (Gene Sharp) และ เอริกา เชโนเวธ (Erica Chenoweth) สองนักวิชาการที่ศึกษาการลุกขึ้นสู้ของประชาชนหลายร้อยกรณีทั่วโลก ค้นพบข้อสรุปที่ฟังดูเหลือเชื่อ นั่นคือตลอดศตวรรษที่ผ่านมา การลุกขึ้นสู้แบบสันติวิธีที่ไม่จับอาวุธกลับโค่นล้มระบอบเผด็จการได้สำเร็จมากกว่าการจับปืนขึ้นสู้เสียอีก

หัวใจของทฤษฎีนี้อยู่ที่กลไกหนึ่งที่ฟังดูย้อนแย้งแต่ทรงพลัง อาจารย์ชญานิษฐ์ พูลยรัตน์ เคยอธิบายไว้อย่างคมคายในบทความ ‘Paradox of Repression: ยิ่งกดขี่ปราบปราม ขบวนการประชาชนก็ยิ่งเด็ดเดี่ยวและเติบโต’ ว่า เมื่อใดที่รัฐตัดสินใจใช้กำลังเข้าปราบปรามประชาชนมือเปล่า ภาพความรุนแรงนั้นจะย้อนกลับมาทำลายความชอบธรรมของรัฐเอง คนที่เคยนิ่งเฉยไม่แยแส เมื่อได้เห็นภาพเจ้าหน้าที่รัฐทุบตีคนที่ไม่มีอาวุธ ความอดกลั้นก็พังทลาย พวกเขาลุกขึ้นมาร่วมขบวน ยิ่งปราบก็ยิ่งขยาย เหมือนกองไฟที่ยิ่งเอาน้ำมันไปสาดก็ยิ่งลุกโชน

ความรุนแรงของรัฐกลายเป็นเชื้อไฟชั้นดีที่จุดให้ขบวนการประชาชนเติบโต นี่คือสูตรที่เคยล้มล้างเผด็จการมาแล้วนับไม่ถ้วนทั่วโลก ตั้งแต่ฟิลิปปินส์ เซอร์เบีย ไปจนถึงพลังของนักเรียนนักศึกษาและขบวนการประชาชนหลายภาคส่วนบนท้องถนนของไทยเอง

แต่สูตรสำเร็จนี้มีเงื่อนไขข้อหนึ่งซ่อนอยู่ เป็นเงื่อนไขที่เรามักมองข้ามไปเพราะมัวแต่ตื่นเต้นกับชัยชนะ นั่นคือเชื้อไฟจะติดก็ต่อเมื่อผู้ถืออำนาจรัฐยอมที่จะลงมือใช้กำลังทางกายภาพให้เกิดภาพประจักษ์ชัดเสียก่อน

แล้วถ้าระบบฉลาดพอที่จะไม่ทำเช่นนั้นล่ะ?

เมื่ออำนาจนิยมสวมเสื้อคลุมความศิวิไลซ์

เราอาจประเมินโครงสร้างอำนาจต่ำเกินไป เพราะรัฐสมัยใหม่ไม่ได้อ่านแค่รายงานข่าวกรอง แต่พวกเขาศึกษาตำรารัฐศาสตร์เล่มเดียวกับที่เราอ่าน ผู้กุมอำนาจรู้ซึ้งถึงกลไกความย้อนแย้งของการปราบปรามเป็นอย่างดี และได้เรียนรู้บทเรียนราคาแพงมาแล้วว่า การส่งรถถังหรือตำรวจปราบจลาจลออกไปกลางถนน คือการลงทุนที่ไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย

เพราะภาพความป่าเถื่อนเหล่านั้นจะถูกส่งต่อในพริบตาไปทั่วโลกภายในเสี้ยววินาที ตามมาด้วยเสียงประณามจากนานาชาติ ความเสี่ยงต่อการถูกคว่ำบาตร และการฉีกหน้ากาก ‘ความศิวิไลซ์’ ที่รัฐเพียรสร้างมา และที่อันตรายที่สุดสำหรับโครงสร้างอำนาจ ภาพเหล่านั้นคือนาฬิกาปลุกชั้นดีที่จะปลุกให้ประชาชนลุกฮือขึ้นมาต่อต้าน

อย่างไรก็ตาม การจะมองว่ามี ‘ผู้ร้าย’ นั่งวางแผนแยบยลอยู่หลังม่านทุกกระเบียดนิ้ว อาจทำให้เรามองข้ามความจริงที่น่ากลัวกว่านั้น นั่นคือ ‘สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของระบบ’ เมื่อรัฐเรียนรู้แล้วว่าอะไรคือจุดอ่อน ระบบอุปถัมภ์และเครือข่ายอำนาจนิยมจึงปรับวิวัฒนาการตัวเองให้ไหลไปตาม ‘เส้นทางที่ต้านทานน้อยที่สุด’

รัฐปฏิเสธที่จะเล่นเกมที่รู้ว่าจะแพ้ พวกเขาไม่ยอมมอบเชื้อไฟแห่งความรุนแรงให้กับฝ่ายตรงข้าม และเลือกที่จะถอยออกจากสมรภูมิบนท้องถนนที่เต็มไปด้วยสายตาและเลนส์กล้อง เพื่อย้ายการต่อสู้ไปยังดินแดนที่พวกเขากุมความได้เปรียบเบ็ดเสร็จ ดินแดนที่ไม่มีกล้องตัวไหนสามารถ บันทึกภาพบาดแผล เอาไว้ได้ ไม่มีเลือดสักหยดให้ใครเห็น นั่นคือห้องพิจารณาคดี หน้ากระดาษของราชกิจจานุเบกษา และห้องประชุมสภาที่ลงมติกันด้วยเสียงข้างมาก

โยฮัน กัลตุง (Johan Galtung) นักคิดด้านสันติภาพ เคยนิยามสิ่งนี้ไว้เมื่อกว่าครึ่งศตวรรษก่อนว่า มันคือ ‘ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง’ (structural violence) ความรุนแรงที่ไม่ได้ส่งเสียงคำรามผ่านปลายกระบอกปืน แต่ทำงานเงียบเชียบผ่านกติกาและระเบียบขั้นตอน ความร้ายกาจของมันอยู่ตรงที่มันถูกทำให้ดูเป็นความปกติและถูกต้องตามกฎหมาย จนผู้คนแทบไม่รู้ตัวเลยว่าเสรีภาพกำลังถูกลิดรอน

เมื่อกฎหมายโรคระบาดกลายร่างเป็นอาวุธ

ย้อนกลับไปในปี 2563 ช่วงเวลาที่ผู้คนหลากหลายกลุ่มหลั่งไหลออกมาเต็มท้องถนน รัฐบาลในเวลานั้นมีเครื่องมือปราบปรามในมือมากมาย จะประกาศกฎอัยการศึกก็ได้ จะส่งกำลังเข้าจัดการก็ทำได้ แต่รัฐเลือกที่จะไม่ทำ เพราะผู้ถืออำนาจรู้ดีเกินกว่าจะพลาดว่านั่นคือการเทน้ำมันลงบนกองไฟ

แทนที่จะใช้เครื่องมือปราบปราม รัฐหยิบเอาพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเดิมทีประกาศใช้เพื่อควบคุมการระบาดของโควิด-19 มาเป็นเครื่องมือสั่งห้ามการชุมนุม ข้ออ้างเรื่องการปกป้องสุขภาพของประชาชนนั้นฟังดูชอบธรรมเสียจนแทบไม่มีใครกล้าเถียง มันจึงกลายเป็นเกราะกำบังชั้นเยี่ยมที่เปลี่ยนการปิดปากประชาชนให้ดูเหมือนความห่วงใยความปลอดภัยสาธารณะ

ข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเปิดเผยว่า มีประชาชนที่ถูกดำเนินคดีอันเกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมืองในช่วงเวลานั้นมากกว่า 1,860 คน กระจายอยู่ในกว่า 1,139 คดี แม้ในภายหลังศาลจะมีคำพิพากษายกฟ้องในหลายคดีโดยชี้ว่าเป็นการใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ แต่คำพิพากษายกฟ้องนั้นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นที่แท้จริงคือ กว่าที่คดีความเหล่านั้นจะเดินทางมาถึงบทสรุป ผู้คนต้องสูญเสียเวลาไปเป็นปีๆ สูญเงินไปกับค่าทนายความ และสุขภาพจิตถูกบั่นทอนไปกับความหวาดกลัวที่ไม่รู้จบ

สิ่งแยบยลยิ่งกว่านั้นแฝงอยู่ในช่องโหว่ของกฎหมาย ซึ่งเปิดโอกาสให้ใครก็ตามสามารถเดินเข้าไปแจ้งความดำเนินคดีได้ที่สถานีตำรวจแห่งใดก็ได้ทั่วประเทศ ลองจินตนาการว่าคุณเป็นเพียงคนธรรมดาที่ออกไปแสดงความคิดเห็นในกรุงเทพฯ แล้วจู่ๆ ก็มีคนไปแจ้งความเอาผิดคุณที่เชียงราย ที่สงขลา และที่อุบลราชธานีในเวลาไล่เลี่ยกัน คุณจำเป็นต้องเดินทางข้ามจังหวัดไปขึ้นศาลทีละแห่ง วิ่งหาเงินมาวางเป็นหลักประกันตัวทีละคดี ว่าจ้างทนายความทีละจังหวัด กว่าจะต่อสู้จนครบทุกคดี เงินในกระเป๋าก็เหือดแห้ง เรี่ยวแรงก็อ่อนล้า และเวลาอันมีค่าในชีวิตก็สูญสิ้นไป โดยที่ไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐคนใดยกมือขึ้นมาแตะต้องตัวคุณเลยแม้แต่น้อย

นี่คือแก่นแท้ของความรุนแรงเชิงโครงสร้าง มันไม่จำเป็นต้องลั่นกระสุนแม้แต่นัดเดียว แต่กลับทำให้ต้นทุนของการออกมาเรียกร้องสูงขึ้นจนผู้คนต้องคิดหนักก่อนจะก้าวเท้าออกจากบ้านอีกครั้ง โครงสร้างนี้ทำร้ายเราด้วยกระดาษ ไม่ใช่ด้วยกระบอกปืน

บัลลังก์ตุลาการ: เวทีตัดสินชะตาการเมืองแบบไร้รอยเลือด

หากพระราชกำหนดฉุกเฉินคือเครื่องมือจัดการมวลชนบนท้องถนน การใช้กระบวนการทางตุลาการก็คือการจัดการกับภัยคุกคามที่แทรกเข้าไปถึงในระบบรัฐสภา

ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา เราได้เห็นพรรคแล้วพรรคเล่า ไม่ว่าจะมาจากขั้วอำนาจใด สามารถถูกวินิจฉัยให้ยุบพรรคและตัดสิทธิกรรมการบริหารได้อย่างง่ายดาย จนการยุบพรรคกลายเป็นภาพที่คุ้นชินในการเมืองไทยราวกับเป็นเรื่องปกติธรรมดา สิ่งที่น่าสังเกตคือ หลายครั้งกระบวนการเหล่านี้ล้วนดำเนินไปอย่างสะอาดสะอ้าน มีขั้นตอนรองรับ และมีตัวบทกฎหมายกำกับครบถ้วน ไม่มีการรัฐประหาร ไม่มีรถถังบุกยึดทำเนียบแบบที่เราคุ้นเคยในอดีต

เมื่อพรรคการเมืองอันเป็นตัวแทนเจตจำนงของประชาชนเกือบ 14 ล้านเสียง เสนอแก้ไขกฎหมายตามครรลองของสภา การทำหน้าที่โดยชอบของผู้แทนราษฎร กลับถูกตีความว่าเข้าข่าย ‘ล้มล้างการปกครอง’ ที่แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติยังต้องออกมาแสดงความกังวลว่านี่คือการลิดรอนสิทธิในการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างร้ายแรง

นี่คือความย้อนแย้งที่เจ็บปวดที่สุด รัฐที่ภาคภูมิใจในความศิวิไลซ์ของตนเอง กลับใช้เครื่องมือที่ศิวิไลซ์ที่สุดอย่างกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม มาประหารชีวิตทางการเมืองของคู่แข่งอย่างเลือดเย็น การพรากเอาเจตจำนงของประชาชนไปด้วยคำวินิจฉัยเพียงไม่กี่หน้ากระดาษ คือการสังหารที่สะอาดหมดจด ปราศจากคราบเลือด และนั่นเองคือความน่าสะพรึงกลัวของมัน เพราะเมื่อไม่มีเลือดให้เห็น ก็ไม่มีภาพให้จดจำ และเมื่อไม่มีภาพ ความโกรธแค้นก็ไม่อาจจุดติดเป็นเปลวไฟได้

เมื่อ การให้อภัยกลายเป็นเครื่องมือแบ่งแยกผู้คน

และเราก็เดินทางกลับมาถึงจุดที่เราเริ่มต้น นั่นคือร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุขที่เพิ่งผ่านสภาไปไม่นาน ในบรรดาปรากฏการณ์ทั้งสาม ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข อาจเป็นกลไกที่แยบยลที่สุด เพราะไม่ได้มาในรูปของการปราบปรามหรือการลงโทษ แต่มารูปของการหยิบยื่นน้ำใจในนามของการปรองดองและการเยียวยาบาดแผลของชาติ ใครเล่าจะไปคัดค้าน ‘การสร้างเสริมสันติสุข’ ได้ลง มันคือชื่อที่ออกแบบมาให้ปฏิเสธได้ยากพอๆ กับ ‘การป้องกันโรคระบาด’ เมื่อหลายปีก่อน

แต่ภายใต้เปลือกหุ้มอันงดงามนั้น กฎหมายฉบับนี้กำลังทำหน้าที่บางอย่างที่ทรงพลังยิ่งกว่าการปราบปราม นั่นคือการขีดเส้นแบ่งว่าใครคือผู้ที่สังคมพร้อมจะโอบรับกลับคืน และใครคือผู้ที่ต้องถูกทิ้งไว้ในฐานะผู้ถูกผลักสู่ชายขอบที่ความผิดของเขาไม่อาจอภัยได้ตลอดกาล เมื่อระบบผูกขาดอำนาจในการนิยามว่าการแสดงออกทางการเมืองแบบใดสมควรได้รับการให้อภัย และแบบใดคือบาปที่ต้องแบกรับไปชั่วชีวิต ผู้ถืออำนาจก็ไม่จำเป็นต้องปิดปากใครด้วยกำลังอีกต่อไป เพราะได้สถาปนาลำดับชั้นของความเป็นพลเมืองขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว ว่าใครคือคนที่มีที่ยืน และใครคือคนที่ต้องเงียบเสียง

ที่เจ็บปวดยิ่งกว่านั้นคือ เส้นแบ่งนี้ถูกลากผ่านแม้กระทั่งเด็กและเยาวชน การที่กฎหมายซึ่งอ้างว่าจะสร้างสันติสุข กลับเลือกปิดประตูโอกาสในการเริ่มต้นใหม่ให้กับเด็กคนหนึ่งที่เติบโตขึ้นมาท่ามกลางความขัดแย้งที่ผู้ใหญ่เป็นคนก่อ ย่อมเป็นเครื่องยืนยันว่าความรุนแรงเชิงโครงสร้างนั้นไม่เคยเลือกอายุของเหยื่อ มันเพียงทำงานอย่างเงียบงันผ่านถ้อยคำในกฎหมาย โดยที่ไม่มีใครต้องเปื้อนเลือดเลยสักคน

เมื่อเครื่องมือสันติวิธีเริ่มไร้ประสิทธิภาพ

เมื่อมองปรากฏการณ์ที่กล่าวมาข้างต้นเนื่องกัน เราจะเห็นปมปัญหาใหญ่ที่ขบวนการภาคประชาชนกำลังเผชิญอยู่อย่างชัดเจน

เครื่องมือสันติวิธีที่เราคุ้นเคยกันดี ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุม การเดินขบวน หรือการอดอาหารประท้วง ล้วนถูกออกแบบขึ้นมาสำหรับสมรภูมิแบบเก่า มันทำงานอยู่บนสมมติฐานที่ว่าผู้มีอำนาจจะต้องตอบโต้กลับมาด้วยความรุนแรง แล้วมวลชนจะหยิบฉวยภาพความรุนแรงนั้นมาใช้เป็นอาวุธต่อรอง แต่เมื่อระบบเปลี่ยนไปตอบโต้ด้วยหมายเรียกแทนกระสุนยาง ด้วยคำวินิจฉัยแทนรถฉีดน้ำ และด้วยมติในสภาแทนการสลายการชุมนุม เชื้อไฟที่เราเคยพึ่งพาอาศัยก็สูญสลาย ไร้ประสิทธิภาพ

ปัญหาประการแรกคือ เราไม่มีภาพของ ‘ผู้ร้าย’ ให้ชี้ตัวได้อีกต่อไป การจะระดมคนออกมาชุมนุมประท้วงคำวินิจฉัยของศาลหรือมติของสภานั้น ต้องอาศัยคำอธิบายที่ยืดยาว ซับซ้อน และปลุกเร้าอารมณ์ร่วมได้ยากกว่าภาพเจ้าหน้าที่กำลังทุบตีประชาชนอย่างเทียบกันไม่ติด เมื่อปราศจากภาพที่ชัดเจนว่าใครคือผู้กระทำและใครคือเหยื่อ ความโกรธก็ไม่อาจก่อตัว และขบวนการก็ค่อยๆ แผ่วปลายจางหายไปเองตามกาลเวลา

ปัญหาประการที่สองนั้นหนักหน่วงยิ่งกว่า นั่นคือความเหนื่อยล้า เมื่อกลไกรัฐเลือกเล่นงานผู้คนด้วยกติกาที่ดูราวกับว่า ‘ถูกต้องตามกฎหมาย’ สิ่งที่ตามมาไม่ใช่ความหวาดกลัวแบบฉับพลันทันที แต่เป็นความอ่อนล้าที่ค่อยๆ กัดกินจิตใจไปทีละน้อย คดีความที่ลากยาวไม่รู้จบทำหน้าที่ราวกับบทเรียนที่คอยตอกย้ำสังคมว่า “ต่อสู้ไปก็เท่านั้น ราคาที่ต้องจ่ายมันแพงเกินไป”

และนี่เองคือชัยชนะที่แท้จริงที่ระบบอำนาจนิยมเฝ้าปรารถนา ไม่ใช่การปราบปรามให้ผู้คนหวาดกลัว แต่คือการทำให้ผู้คนเหน็ดเหนื่อยจนเลือกที่จะเงียบงันไปเอง เพราะคนที่นิ่งเงียบเพราะหมดเรี่ยวแรงนั้น ควบคุมได้ง่ายดายยิ่งกว่าคนที่นิ่งเงียบเพราะความกลัวเสียอีก

แม้แต่เอริกา เชโนเวธ เจ้าของทฤษฎีที่ยืนยันว่าสันติวิธีนั้นได้ผล ในระยะหลังก็เริ่มตั้งคำถามว่าการต่อต้านด้วยแนวทางสันติในโลกปัจจุบันกำลังเผชิญกับกำแพงที่สูงขึ้นทุกที แต่สิ่งที่กรณีของไทยเติมเต็มภาพนั้น คือ กำแพงเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ หากแต่มาจากการที่โครงสร้างอำนาจเรียนรู้และปรับตัวได้เฉียบแหลมขึ้นในทุกๆ วัน

ศัตรูที่เรามองไม่เห็น

ท้ายที่สุดแล้ว อันตรายที่แท้จริงที่สุดของอำนาจนิยมในศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่รถถังหรือกฎอัยการศึกที่เรามองเห็นและชี้ตัวได้ถนัด แต่คือความรุนแรงที่แต่งกายมาในชุดของ ‘ความปกติ’ เดินปะปนอยู่อย่างแนบเนียนในระบบราชการ ในกระบวนการยุติธรรม ในตัวบทกฎหมายที่ฟังดูเป็นกลางและเที่ยงธรรม หรือกระทั่งในกฎหมายที่ฟังดูเปี่ยมเมตตาอย่างการนิรโทษกรรมเพื่อสันติสุข

เมื่อการกดขี่ถูกห่อหุ้มด้วยกระดาษของทางราชการ เมื่อการกำจัดคู่แข่งทางการเมืองถูกเรียกขานว่าเป็น ‘การพิทักษ์รักษากฎหมาย’ และเมื่อการเลือกปฏิบัติถูกนำเสนอในนามของ ‘การปรองดอง’ ความรุนแรงเหล่านั้นก็จะค่อยๆ กลืนหายเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน จนกระทั่งสังคมหยุดที่จะตั้งคำถามกับมันไปในที่สุด และนั่นคือชัยชนะขั้นสูงสุดของอำนาจ ไม่ใช่การทำให้ผู้คนยอมจำนน แต่คือการทำให้ผู้คนเลิกมองเห็นว่ามีสิ่งที่ต้องต่อต้าน

ตราบใดที่โครงสร้างอำนาจยังคงผูกขาดความชอบธรรมในการนิยามว่าสิ่งใดคือ ‘ความรุนแรง’ สิ่งใดคือ ‘การล้มล้าง’ และแม้กระทั่งว่าใครสมควรได้รับ ‘การให้อภัย’ เอาไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ การต่อสู้เรียกร้องแบบเดิมก็อาจเหลือเพียงพิธีกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่มิอาจสั่นคลอนโครงสร้างได้จริง

ในวันที่กติกาของเกมทั้งกระดานถูกลากเส้นไว้อย่างแยบยลที่สุด เพื่อขีดขอบเขตแห่งชัยชนะของการต่อสู้เรียกร้องตั้งแต่ก่อนเกมจะเริ่มต้นด้วยซ้ำ… คำถามที่แท้จริงที่ทิ้งไว้ให้เราขบคิด จึงไม่ใช่ว่ารัฐจะเลือกปราบปรามเราด้วยวิธีการใด หากแต่เป็นคำถามที่ท้าทายและหนักหน่วงกว่านั้นมาก

ในวันที่กฎกติกาของเกมถูกออกแบบมาเพื่อรองรับอำนาจนิยมไว้อย่างเบ็ดเสร็จและแนบเนียนที่สุด เราจะลุกขึ้นต่อกรกับความอยุติธรรมที่แต่งกายมาอย่างสุภาพเรียบร้อยและดูมีอารยะเช่นนี้ได้อย่างไร?”

Erica Chenoweth Gene Sharp กฎหมายกับการเมือง การชุมนุม 2563 การประท้วง ขบวนการภาคประชาชน นักโทษการเมือง นิรโทษกรรมประชาชน พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน มาตรา 112 ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข สันติวิธี อำนาจที่มองไม่เห็น อำนาจนิยม เจฮาล มาเที่ยง