ปริศนาข้อมูลบัตรประชาชนมหาดไทยรั่ว กรมการปกครองจ่อแจ้งความล่าต้นตอ ดีอีสั่งเอาผิดผู้เผยแพร่
จากกรณีข้อมูลส่วนบุคคลของบุคลากรระดับสูงในกระทรวงมหาดไทยถูกเผยแพร่บนโลกออนไลน์ กำลังสร้างความกังวลต่อมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของภาครัฐ เนื่องจากข้อมูลที่หลุดไม่ได้มีเพียงชื่อหรือเลขประจำตัวประชาชน แต่ยังรวมถึงข้อมูลสำคัญที่อาจถูกนำไปใช้สวมรอยหรือปลอมแปลงเอกสารได้ หากตกอยู่ในมือผู้ไม่หวังดี และจากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบมีทั้งฝ่ายการเมืองและข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย
ขณะที่ ธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของ DomeCloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีบล็อกเชน เตือนว่า ชุดข้อมูลดังกล่าวมีองค์ประกอบเพียงพอสำหรับการปลอมแปลงสำเนาบัตรประชาชน และอาจถูกนำไปใช้ก่ออาชญากรรมทางไซเบอร์หรือการสวมสิทธิในรูปแบบต่างๆ ได้ หากไม่มีมาตรการป้องกันและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
สำหรับความเคลื่อนไหวในส่วนของกระทรวงมหาดไทยนั้น อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลระดับสูงบนโลกออนไลน์ว่า ขณะนี้ตนยังไม่ได้รับความเสียหาย เนื่องจากข้อมูลที่ปรากฏเป็นเพียงรูปถ่าย ไม่ได้มีข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ ที่กระทบต่อการใช้ชีวิตหรือการทำธุรกรรม
อรรษิษฐ์กล่าวว่า ภาพที่ถูกเผยแพร่ไม่ใช่ภาพจากใบอนุญาตขับรถ แต่เป็นภาพจากบัตรประจำตัวประชาชน จึงเชื่อว่าไม่น่ารั่วไหลมาจากกรมการขนส่งทางบก หรือจากกระทรวงมหาดไทย เพราะหากเป็นข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทย รูปแบบข้อมูลที่หลุดออกมาจะไม่เป็นลักษณะนี้
พร้อมระบุว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้ตรวจสอบว่าภาพดังกล่าวหลุดออกมาจากหน่วยงานใด เพราะหน่วยงานที่เป็นต้นทางของข้อมูลจะต้องรับผิดชอบต่อการรั่วไหลดังกล่าว แต่ในเวลานี้ยังไม่มีการดำเนินคดี เนื่องจากยังไม่เกิดความเสียหาย และต้องพิสูจน์ให้ได้ก่อนว่าต้นตอของข้อมูลมาจากที่ใด
เมื่อถูกถามถึงกระแสที่ตั้งข้อสังเกตว่าข้อมูลอาจหลุดจากกรมการขนส่งทางบก อรรษิษฐ์ยืนยันว่า ตนไม่เคยทำธุรกรรมกับกรมการขนส่งทางบก และใช้ใบอนุญาตขับรถตลอดชีพ ขณะที่ภาพที่ถูกเผยแพร่เป็นภาพจากบัตรประชาชน จึงคาดว่าข้อมูลอาจรั่วไหลจากการใช้บัตรประชาชนประกอบการทำธุรกรรมในสถานที่ต่าง ๆ เช่น สนามบิน
อรรษิษฐ์กล่าวอีกว่า เบื้องต้นมีบางหน่วยงานที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยไม่ต้องเสียบบัตรประชาชน ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ศูนย์รักษาความปลอดภัย และ กกต. จึงได้สั่งการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อหาต้นตอของการรั่วไหลของข้อมูลโดยเร็ว
ขณะที่ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ขณะนี้กรมการปกครอง ในฐานะเจ้าของข้อมูลกลาง เตรียมดำเนินการแจ้งความกับบุคคลที่นำข้อมูลไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ โดยข้อมูลที่หลุดออกไปเป็นข้อมูลบัตรประชาชน ซึ่งไม่ได้รับอนุญาตให้นำไปเผยแพร่บนโลกอินเทอร์เน็ต สำหรับภาพของตนที่หลุดออกไปเป็นภาพถ่ายติดบัตรประชาชน ส่วนของบุคคลอื่นตนไม่ทราบ
เมื่อถามว่าได้มีการพูดคุยกับนฤชา โฆษาศิวิไลซ์อธิบดีกรมการปกครองแล้วหรือไม่ วรศิษฎ์กล่าวว่า คุยแล้ว ขณะนี้กำลังเร่งตรวจสอบว่าข้อมูลหลุดจากหน่วยงานใด แต่เบื้องต้นยืนยันว่าข้อมูลไม่ได้หลุดจากกรมการปกครองอย่างแน่นอน แต่อาจหลุดจากหน่วยงานอื่นที่มีการเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมการปกครอง ทั้งนี้ตนได้เน้นย้ำให้ตรวจสอบอย่างละเอียด พร้อมรายงานกลับมาโดยเร็ว เนื่องจากเป็นข่าวที่สังคมให้ความสนใจ และเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่
ขณะเดียวกัน ข้อมูลที่มีการเผยแพร่นั้นเป็นข้อมูลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับประเด็นทางการเมือง โดยมีการเล็งเป้าไปยังบุคคลเพียงบางกลุ่มเท่านั้น
ส่วนตนจะแจ้งความหรือไม่นั้น ขณะนี้กำลังหารือกับทีมกฎหมายอยู่ เพราะต้องตรวจสอบว่าต้นโพสต์มาจากที่ใด ขณะนี้ทราบเพียงว่ามีข้อมูลหลุดและมีการนำภาพไปเผยแพร่ต่อ ซึ่งผู้เผยแพร่อาจไม่ใช่ต้นโพสต์
อย่างไรก็ตาม วรศิษฎ์ยังตั้งข้อสังเกตว่า มีความเป็นไปได้ที่ข้อมูลที่ถูกเผยแพร่นั้นจะหลุดจากหน่วยงานที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยไม่ต้องใช้บัตรประชาชน เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่มีการเชื่อมโยงฐานข้อมูลร่วมกัน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ขอระบุว่าเป็นหน่วยงานใด เพราะข้อมูลทางดิจิทัลสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้อยู่แล้ว
เมื่อถามว่าได้มีการพูดคุยกับรัฐมนตรีคนอื่นที่มีข้อมูลหลุดหรือไม่ นายวรศิษฎ์กล่าวว่า ยังไม่ได้พูดคุยกับใคร
ส่วนความเคลื่อนไหวจากการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมนั้น แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยว่า ภายหลังเกิดกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลบนสื่อสังคมออนไลน์โดยไม่ได้รับอนุญาต กระทรวงดีอีได้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมเตรียมดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลถูกนำไปใช้ก่ออาชญากรรมทางไซเบอร์
แนนกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้มอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังและปราบปรามการเผยแพร่ข้อมูลผิดกฎหมายบนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะข้อมูลส่วนบุคคลที่อาจตกไปอยู่ในมือของมิจฉาชีพหรือ ‘สแกมเมอร์’ และถูกนำไปใช้หลอกลวงประชาชน
กรณีล่าสุด กระทรวงดีอีได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลและข้อเท็จจริงของการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าว เพื่อพิจารณาว่ามีการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายหรือไม่
นอกจากนี้ กระทรวงดีอียังอยู่ระหว่างดำเนินการแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.สอท.) เพื่อดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
แนนย้ำว่า การนำข้อมูลผิดกฎหมายหรือข้อมูลส่วนบุคคลไปเผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์ อาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ซึ่งครอบคลุมการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ ข้อมูลบิดเบือน หรือข้อมูลที่กระทบต่อความมั่นคง เศรษฐกิจ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
รมช.ดีอี ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการแชร์หรือเผยแพร่ข้อมูลที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย และใช้ความระมัดระวังในการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่น เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิและลดความเสี่ยงที่ข้อมูลจะถูกนำไปใช้ก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี