ททท. ยกเครื่องยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ รับกระแสท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ สร้างเศรษฐกิจ

ททท. ปรับยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมท่องเที่ยวครั้งใหญ่ รับกระแสท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Economy) สร้าง “คุณค่าทางเศรษฐกิจ” ดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ

นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวในงานสัมมนา “MATICHON EXCLUSIVE MEETING : NEW TOURISM NEW ECONOMY” เจาะโอกาสเศรษฐกิจสุขภาพ พลิกอนาคตท่องเที่ยวไทย ซึ่งเครือมติชนจัดขึ้นที่ The Crystal Box อาคารเกษรทาวเวอร์ ชั้น 19 ว่า

ปัจจุบันพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวทั่วโลกเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากเดิมที่เลือกเดินทางเพราะจุดหมายปลายทางหรือวัฒนธรรม มาให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์” และ “คุณค่าของการเดินทาง” มากขึ้น โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งกำลังกลายเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง

ททท.จึงปรับเป้าหมายจากการเน้นปริมาณนักท่องเที่ยว (Quantity) สู่แนวคิด “Quality Volume” หรือ “Value over Volume” มุ่งสร้างรายได้จากการใช้จ่ายต่อหัวที่สูงขึ้น ส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบพำนักระยะยาว (Long Stay) กระจายเม็ดเงินลงสู่ชุมชน และลดผลกระทบจากการท่องเที่ยวแบบมวลชน เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรม

ปัจจุบันตลาด Wellness Economy ของโลกมีมูลค่ากว่า 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 เติบโต 7.9% จากปีก่อน ขณะที่ประเทศไทยมีส่วนแบ่งตลาดราว 42,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าตลาดโลกจะขยายเป็นกว่า 9.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2572 ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการก้าวขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพระดับโลก

เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ททท.กำหนดยุทธศาสตร์ “5 Game Changers” ได้แก่ 1. Life Economy ผลักดันสินค้าและบริการด้านสุขภาพกายและใจ 2. Subculture Economy เจาะตลาดกลุ่มความสนใจเฉพาะ เช่น กีฬา การเต้น หรือไลฟ์สไตล์เฉพาะทาง

3. Night Economy เพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยวยามค่ำคืน โดยเตรียมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขยายเวลาเปิดแหล่งท่องเที่ยวและพิพิธภัณฑ์ 4. Circular Economy ส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ 5. Platform Economy ใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเข้าถึงนักท่องเที่ยวได้ตรงกลุ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ ททท.ยังเดินหน้าผลักดันโครงการ “Thailand Wellness Valley” ต่อยอดจากแนวคิด Wellness Destination เพื่อพัฒนาเมืองที่มีศักยภาพให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยอาศัยจุดแข็งด้านบุคลากรทางการแพทย์ บริการสุขภาพ และทรัพยากรท้องถิ่น ซึ่งมองว่าเป็น “Blue Ocean” ใหม่ของประเทศไทย

สำหรับการทำตลาดต่างประเทศ ททท.จะเดินหน้าภายใต้แคมเปญ “Healing is the New Luxury” ต่อเนื่องถึงปี 2570 โดยนิยามความหรูหราใหม่ว่าไม่ใช่เพียงสินค้าและบริการราคาแพง แต่คือการได้รับการเยียวยาทั้งร่างกายและจิตใจ ผ่าน 5 องค์ประกอบ ได้แก่ Retreat, Ritual, Revival, Rhythm และ Relation เพื่อตอบโจทย์ผู้คนทั่วโลกที่เผชิญภาวะความเครียดและหมดไฟจากการทำงาน

นายนิธี กล่าวว่า จุดแข็งที่ประเทศไทยไม่มีใครลอกเลียนแบบได้ คือวัฒนธรรมการบริการ รอยยิ้ม และอัธยาศัยไมตรีของคนไทย ซึ่งเป็น Soft Power สำคัญในการแข่งขันระดับโลก โดย ททท.จะใช้เครือข่ายสำนักงาน 29 แห่งทั่วโลกผลักดันการตลาดด้าน Wellness Economy อย่างเต็มรูปแบบ

อย่างไรก็ตาม การผลักดันตลาดเวลเนสจะไม่สามารถดำเนินการได้ด้วยภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือกับภาคเอกชน ทั้งการพัฒนาสินค้า การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย และการทำตลาดร่วมกัน เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวแต่ละภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พร้อมกันนี้ ยอมรับว่าแม้เทคโนโลยีและบริการด้านสุขภาพจะพัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่กฎหมายบางส่วนยังล้าหลังและกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา จึงอยู่ระหว่างหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดตั้งกลไกการทำงานร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน ผลักดันการปรับปรุงกฎหมายและยกระดับมาตรฐานบริการให้สอดรับกับความต้องการของตลาดโลก

“เป้าหมายไม่ใช่เพียงชวนนักท่องเที่ยวเดินทางมาไทย แต่ต้องทำให้ทุกคนได้รับประสบการณ์และบริการที่มีคุณภาพครบวงจร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและทำให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอย่างยั่งยืน”