มิน อ่อง หล่าย เยือนไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรกนับตั้งแต่รัฐประหารเมียนมา - BBC News ไทย

มิน อ่อง หล่าย ทลายภาวะโดดเดี่ยวทางการทูต เยือนไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรกนับตั้งแต่รัฐประหาร

คำบรรยายวิดีโอ, พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย แห่งเมียนมา และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย พบกันที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 6 ส.ค. 2569

พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำทางทหารของเมียนมา เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นการเยือนครั้งแรกนับตั้งแต่เขาทำรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของนางออง ซาน ซู จี เมื่อปี 2564

การรัฐประหารยึดอำนาจครั้งดังกล่าวจุดชนวนให้เกิดสงครามกลางเมือง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันคนและทำให้เศรษฐกิจของประเทศพังทลาย

พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ซึ่งถูกคว่ำบาตรอยู่แล้วจากกรณีมีส่วนเกี่ยวข้องกับการขับไล่ชาวมุสลิมโรฮิงญาจำนวนมากเมื่อปี 2560 ได้กลายเป็นบุคคลที่ไม่พึงปรารถนาในประชาคมโลก ถูกห้ามเดินทางเข้าประเทศตะวันตก และถูกกล่าวหาว่าก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

เขาได้รับการประกาศให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา และลงจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด หลังจากมีการเลือกตั้งซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าไม่เสรีและไม่ยุติธรรม

พรรคฝ่ายค้านหลักในเมียนมาถูกห้ามไม่ให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง และไม่มีการลงคะแนนเสียงใด ๆ เลยในพื้นที่ส่วนใหญ่ของเมียนมาที่ควบคุมโดยกลุ่มติดอาวุธ ซึ่งนั่นก็ทำให้มั่นใจได้ว่าพรรคของกองทัพเมียนมาจะได้เป็นผู้ครองเสียงข้างมากในรัฐสภาชุดใหม่

นอกจากนี้ที่ประชุมชาติสมาชิกอาเซียนยังไม่เชิญ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย เข้าร่วมการประชุมสุดยอดเนื่องจากเขาปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามฉันทามติ 5 ข้อ ซึ่งเขาและชาติสมาชิกอาเซียนอื่น ๆ ได้ร่วมลงนามไว้ในปี 2564 โดยข้อตกลงดังกล่าวเรียกร้องให้กองทัพเมียนมาลดความรุนแรงและเริ่มเจรจากับกลุ่มฝ่ายค้าน

ชาติสมาชิกอาเซียนบางประเทศ โดยเฉพาะอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ต้องการเห็นกองทัพเมียนมาผ่อนปรนมากขึ้นเพื่อบรรเทาภาวะวิกฤตด้านมนุษยธรรมและยุติสงครามกลางเมือง ก่อนจะรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเต็มรูปแบบ

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยกำลังดำเนินนโยบายที่เรียกว่า "การส่งเสริมพัฒนาการเชิงบวก" (calibrated re-engagement) กับรัฐบาลทหารเมียนมา โดยให้เหตุผลว่าเนื่องจากทั้งสองประเทศมีพรมแดนติดกันยาว 2,400 กิโลเมตร จึงจำเป็นต้องพูดคุยกันในระดับสูงสุดของรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เช่น ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ

การดำเนินความสัมพันธ์ทางการทูตของไทยมีความคืบหน้าอย่างรวดเร็วในสัปดาห์นี้ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติด้วยพรมแดงจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย และจะมีกำหนดเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองอย่างเป็นทางการ พบปะกับผู้นำรัฐสภาทั้งสองสภาของไทย รวมถึงเป็นประธานในพิธีเปิดงานสัมมนาธุรกิจไทย-เมียนมา เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

การเยือนครั้งนี้ดูคล้ายกับการเยือนทั่วไปของผู้นำจากชาติต่าง ๆ อย่างมาก

Myanmar's President Min Aung Hlaing and Thailand's Prime Minister Anutin Charnvirakul inspect a guard of honour at a welcoming ceremony on a red carpet

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย กลายเป็นบุคคลที่ไม่พึงปรารถนาในประชาคมโลก เขาถูกห้ามเดินทางเข้าประเทศตะวันตก และถูกกล่าวหาว่าก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

การตัดสินใจของไทยสอดคล้องอย่างยิ่งกับสิ่งที่ประเทศเพื่อนบ้านใหญ่ที่สุดสองประเทศของเมียนมา อย่างจีนและอินเดียได้กระทำหลังการเลือกตั้งเมียนมา ทั้งสองประเทศต่างให้การรับรองรัฐบาลใหม่และเชิญพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย เยือนประเทศอย่างเป็นทางการไม่นานหลังจากที่เขาขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

การสนับสนุนของจีนต่อระบอบทหารเมียนมาที่กำลังเผชิญศึกรอบด้านในประเทศมีความสำคัญอย่างยิ่ง สิ่งนี้ช่วยให้กองทัพสามารถพลิกสถานการณ์ในสมรภูมิและยึดดินแดนบางส่วนที่เคยเสียให้กับกลุ่มติดอาวุธฝ่ายตรงข้ามกลับคืนมาได้

ฉะนั้นแล้วการที่ไทยซึ่งเป็นประเทศประชาธิปไตยและเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งอาเซียน ตัดสินใจให้การต้อนรับพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ในระดับที่โดดเด่นเช่นนี้ จึงทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมาก

"รัฐบาลไทยยังคงมอบความชอบธรรมอันจอมปลอมให้กับคณะทหารที่ยึดอำนาจผ่านการดำเนินทางการทูตอย่างต่อเนื่อง" กลุ่ม จัสติซฟอร์เมียนมา (Justice for Myanmar) ซึ่งเป็นกลุ่มนักเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐประหารเมียนมา ระบุ

"การเยือนของพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย สะท้อนถึงนโยบาย 'การส่งเสริมพัฒนาการเชิงบวก' ที่ล้มเหลวของไทยที่มีต่อกองทัพ [เมียนมา] ซึ่งจะยิ่งทำให้ความทุกข์ทรมานของประชาชนชาวเมียนมายืดเยื้อออกไปอีก"

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง