ลุงเฮม่าตอบปัญหา: ใครคือ 'ลุงเฮม่า' !!?
เวลาผ่านไปเร็วเหมือนวันหยุดสุดสัปดาห์ในช่วงเบื่องาน เผลอแป๊บเดียวคอลัมน์ Agony Uncle Hema ก็อยู่มาเก้าปีกว่าแล้ว พอดีกับที่ทางวันโอวัน คุยว่าลุงน่าจะหาโอกาส ‘แนะนำตัวใหม่’ กับคนอ่านเสียหน่อย จะดีไหม
ก็ดีเหมือนกันนะครับ
ตั้งต้นจากคำถามว่าลุงเฮม่ามาจากไหน
สมัยเด็กๆ ลุงชอบอ่านหนังสือ ไม่ชอบวิ่งเล่น วันๆ มัวแต่ก้มหน้าดูมดเดินแถว ชอบดูลูกน้ำขยับดุกดิกในโอ่ง ก้มหัวดูในตุ่มได้เป็นนานสองนานจนโดนผู้ใหญ่ว่า คงอยากให้โงหัวขึ้นมาดูโลกเสียบ้างแหละ
สมัยอยู่เมืองนอกทำงานมาหลายอย่าง ตั้งแต่ขายตั๋วและข้าวโพดคั่วในโรงหนังอาร์ต (นึกถึงเฮาส์สามย่าน แต่อยู่ในย่านกรินนิชวิลเลจ และเป็นโรงหนังแบบโบราณ ปัจจุบันยังฉายหนังอยู่) ทำงานก่อสร้างตึกระฟ้าในเมืองใหญ่ โคฟเป็นคนญี่ปุ่นเสิร์ฟเครื่องดื่มให้บริษัทแคเทอร์ริงซึ่งมีอดีตนักซูโม่เป็นเจ้าของ เดินส่งเอกสาร ขายอาหารเช้ากับกาแฟ (ใส่ถ้วยกระดาษเฉิ่มๆ ลวดลายแบบกรีซสีฟ้าๆ ที่ตอนนี้กลายเป็นของลายครามแล้ว)
ก่อนหน้านั้นเรียนมาทางด้านจิตวิทยา ทำงานด้านนี้อยู่พักหนึ่ง และคิดว่าคงไม่กลับไปทำอีก เพราะไม่แน่ใจว่าสามารถทำงานกับความเครียดและความทุกข์ของคนอื่นโดยตรง ที่เลือกเรียนจิตวิทยานั้นเพราะแค่อยากจะเข้าใจมนุษย์ มากกว่าจะไปแก้ปัญหาให้เขา เรียนจบพบว่าก็ไม่ได้เข้าใจอะไรมากขึ้น แต่ได้รับการฝึกฝนมาว่าเวลาที่ใครมีปัญหามาแล้วอยากระบายกับเรา การรับฟังของเราสำคัญกว่าคำตอบมากมายนัก เรื่องนี้กลายเป็นนิสัยประจำตัวคนในสายจิตวิทยาและสังคมสงเคราะห์ก็ว่าได้
หรืออาจจะส่งผลให้ต่อมา ‘คำตอบ’ ถูกจัดความสำคัญในอันดับรองลงมา เวลาทำคอลัมน์ตอบปัญหาก็เป็นได้
บางครั้งเลยเถิดถึงขนาดโม้เรื่องอื่นไปเรื่อยจนเกือบจะลืมคำตอบ
พอกลับมาเมืองไทยชนิดไม่ค่อยเป็นชิ้นเป็นอันสักเท่าไหร่ ก็เริ่มเข้าสู่วงการสื่ออย่างงงๆ เรียกว่ามีใครมาชวนไปทำอะไรก็ไปหมด ในยุคต้นปี 90 ซึ่งเศรษฐกิจไทยยังไปได้สวยและมีโอกาสซึ่งเปิดกว้างให้คนหนุ่มสาว หลังจากเขียนก๊อปปี้โฆษณาอยู่พักหนึ่ง เคยเป็นโพรดิวเซอร์ให้รายการวิทยุที่มีคุณอุดร ฐานปโนสถ เป็นผู้ดำเนินรายการ ได้เรียนรู้เรื่องสำบัดสำนวนและลูกเล่นของคนสมัยนั้นจากคุณอุดรพอสมควร
ต่อมามีคนชวนไปทำงานกับนิตยสารสารคดีก็ไปกับเขา จนต่อมามีโอกาสทำนิตยสาร ‘หัวนอก’ ตั้งแต่แนวซีเรียสจริงจังอย่าง ‘เนชั่นแนลจีโอกราฟิก’ แนวความรู้ทั่วไปเปี่ยมด้วยทัศนะแง่บวกและให้ความหวังในชีวิตและการงานอย่าง ‘สรรสาระ’ ไปจนถึงแนวหวือหวาไลฟ์สไตล์ชายผู้มีรสนิยมอย่าง ‘เอสไควร์’
ระหว่างนั้นก็มีช่วงที่เกิดฮึกเหิมหุ้นกับเพื่อนๆ เปิดนิตยสารประเภทฟรีก๊อปปี้สำหรับพื้นที่สยามสแควร์ (แล้วเจ๊ง) เคยทำสำนักพิมพ์เพราะนึกอยากเห็นหนังสือในแบบที่เราอยากเห็น ด้วยความช่วยเหลืออย่างประเสริฐจากพวกพ้องน้องพี่ น่าเสียดายที่ทำไปไม่ได้ตลอดรอดฝั่ง จนต่อมามีเพื่อนเจ้าของสำนักพิมพ์ชวนให้แปลนิยาย แม้ไม่เคยเห็นภาพว่าตัวเองจะมีปัญญาแปลนิยายได้เพราะมาทำแต่งานประเภาสารคดี แต่บรรณาธิการผู้นี้ยืนยันว่าทำได้ และยังทำงานแปล (อย่างไม่ค่อยสม่ำเสมอนัก) ในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา เกือบสิบปีก่อนในช่วงแรกแย้มของแพลตฟอร์มออนไลน์ ก็มีโอกาสมาเป็นนักเขียนคอลัมน์ตอบปัญหาอยู่ที่วันโอวันจนถึงวันนี้
แล้ว Agony Uncle Hema ล่ะ
ขอสารภาพว่าช่วงสี่หรือห้าปีแรกนั้น เป็นการเขียนชนิดถามเองตอบเอง ส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้นเรื่องที่วนเวียนกับเนื้อหาที่ใช้หากินสมัยอยู่เอสไควร์ การแต่งกายออกงาน การชนแก้วให้ถูกวิธี (มันมีอยู่จริงๆ นะ) กลยุทธ์การกินบุฟเฟต์ อย่างที่บรรพชนรู้แล้วจะต้องภูมิใจ สาระประโยชน์อะไรแบบนี้ จนต่อมาทางวันโอวันเริ่มส่งคำถามจริงๆ มาให้ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นคนขอเขาเอง ว่าช่วยส่งคำถามมาให้ทีเถิด เพราะเริ่มรู้สึกแล้วว่าแนวเนื้อหาของตนเริ่มมีที่ทางในโลกสมัยนี้น้อยลงทุกที
และเมื่อมีคำถามที่น้องๆ ในกองส่งมา อ่านแล้วนาทีแรกนั้น ตัวเองไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะตอบยังไง
ยกตัวอย่างที่เขาส่งมา
ผู้หญิงเวลาเรียกแทนตัวเองกับคนอายุมากกว่าว่าอะไรดีเพราะไม่อยากใช้คำว่า ‘หนู’ (ส่วนตัวรู้สึกว่าคำนี้ดูลดทอนความน่าเชื่อถือของตัวเองในบางครั้ง) แต่พอจะใช้คำว่า ‘ดิฉัน’ ก็ดูถือตัวเกินไป
ทำไมบางคน (หลายคนเลยล่ะ!) ยกมือไหว้พร้อมพูด “สาธุ” หลังหย่อนหีบเลือกตั้งเหรอคะ
ช่วงนี้ผมนอนไม่หลับครับ ข้างบ้านเลี้ยงหมาและเห่าตลอดเลย เราจะทำอย่างไรกับหมาและเจ้าของหมาได้บ้างครับ
ทำไมเมื่อไหร่ที่บอดี้การ์ดจับปืนนั่นหมายความว่าต้องมีคนรอด แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่มือปืนจับปืน นั่นหมายความว่าต้องมีคนตายหรอคะ!?!?
เรื่องของเรื่องก็คือบางอย่างนั้นยอมรับว่าไม่รู้คำตอบ บางคำถามลุงไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าเขาพูดถึงอะไร โชคดีที่สมัยนี้การหาข้อมูลไม่ใช่เรื่องยาก แต่พอได้ข้อมูลมาจนพอเข้าใจในสิ่งที่เขาถามและทางออกที่พอฟังขึ้นนั้นมันยังไม่จบ ลำดับต่อไปคือจะตอบอย่างไรให้ดูน่าเชื่อถือ (คือไม่ได้ยกเมฆ) ขณะเดียวกันก็น่าอ่านโดยที่ไม่ตั้งใจสอนจนเป็นผู้ใหญ่เกิน
เพราะว่าไม่มีใครอยากแก่ไงครับ
สมัยยังทำงานนิตยสาร มีน้องในกองบรรณาธิการซึ่งบางครั้งก็ตั้งท่าเขียนอยู่นั้นจนใกล้กำหนดส่งงานเข้าไปทุกที เขามักบอกว่าประเด็นน่าจะคมกว่านี้ อยากให้ข้อมูลแน่นกว่านี้ ลุงลองอ่านงานที่เขาเขียนค้างไว้แล้วคิดว่าน้องกังวลเกินกว่าเหตุ และต่อไปนี้คือคำแนะนำของลุงคือบอกเขาไปสั้นๆ ว่า “เขียนๆ ไปเถอะ ไม่มีใครอ่านหรอก” น้องซึ่งเป็นเจนวาย ฟังแล้วก็หัวเราะฮึหนึ่ง แล้วเขียนต้นฉบับได้จนจบ
เกือบยี่สิบปีผ่านไป ลุงก็ตกที่นั่งเดียวกับน้องเจนวายในกองบรรณาธิการที่ตนเคยดูแล เมื่อความยากสองประการ ข้อแรกคือเจอคำถามในเรื่องที่ไม่ถนัด ต้องไปหาความรู้มาเพิ่มจึงมั่นใจพอจะคิดคำตอบได้ อีกข้อคือช่องว่างระหว่างวัยซึ่งสมัยนี้มันโพลาร์ไรซ์ถ่างกว้างอย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน อ่านที่เราเขียนแล้วเขาจะว่า “มันโบราณ มันออกจะโบราณ มันไม่ใช่รุ่นใหม่…” หรือเปล่านะ คำตอบและทัศนะของคนบูมเมอร์อย่างลุงจะกลายเป็นแอนตี้โว้กหรือเปล่า เขียนไปแล้วเด็กจะอ่านรู้เรื่องไหมนะ และแล้วลุงก็ได้ยินนิมิตจากทวยเทพ คือคำแนะนำที่ตัวเองพูดไว้ในเชิงตัดรำคาญว่า “เขียนๆ ไปเถอะ…” ซึ่งฟังแล้วไม่ได้กำลังใจอะไร แต่น่าจะได้คิด และในที่สุดก็เขียนได้
ก่อนหน้าจะมาเขียนคอลัมน์ Agony Uncle Hema นี้ ลุงเป็นแฟนคอลัมน์ของท่านเซอร์เดวิด ถัง (แห่งแบรนด์ Shanghai Tang ซึ่งขายให้บริษัทริชมอนด์ไปตั้งนานแล้ว) แต่ไหนแต่ไรมาลุงเป็นคนมีปัญหากับการแนะนำประเภทฉันมีคำตอบของการดำเนินชีวิตนะ คือว่าชีวิตคนเรามันซับซ้อนกว่านั้นไหมครับ
ท่านเซอร์ซึ่งเป็นคนฮ่องกงเคยให้สัมภาษณ์ว่า “จะบ้าไปแล้ว มันไม่มีหรอกสูตรสำเร็จสำหรับธุรกิจหรือการใช้ชีวิต…” เดวิด ถังเคย (ถึงแก่กรรมไปแล้ว) เขียนคอลัมน์ Agony Uncle ที่สมัยนั้นลุงตามอ่านในหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทม์ส ฉบับสุดสัปดาห์ สนุกเป็นบ้า ความรู้ ความคมคายชนิดไม่สนสี่สนแปด อารมณ์ขันและความบ้าของแกถือเป็นครูของลุงเลยก็ว่าได้ เวลาคิดอะไรไม่ออก ก็ชอบเอาคอลัมน์ของแกมาอ่านสุ่มๆ แบบหาแรงบันดาลใจเสมอ
ส่วนชื่อ ‘เฮม่า’ นี่มีรุ่นน้องตั้งให้ในช่วงบ่ายวันฝนตกหลังมีการเตะบอลระหว่างหัวนิตยสารสมัยโน้น ลุงเห็นว่าเขาอุตส่าห์เรียกเพราะพอสวมเสื้อยืดแขนยาวคับติ้วในตำแหน่งผู้รักษาประตูแล้วลุงคงดูอวบดี และชื่อมันก็ตลกไม่เหมือนใคร (นอกจากนางเอกหนังแขกรุ่นลายครามผู้นั้น) จึงไม่ได้ปฏิเสธ จึงขอยืมมาใช้ตั้งชื่อคอลัมน์เสียเลย
ถามว่าอารมณ์ขัน (ถ้าพอจะมีอยู่บ้าง) มาจากไหนนั้น ตอบไม่ได้เหมือนกัน แต่อารมณ์ขันมันน่าจะมีประโยชน์ต่อคนอ่าน (บางทีอาจจะมากกว่าตัวเนื้อคำตอบเสียอีก) ไหนๆ ตอนนี้เราหายใจเข้าหายใจออกกันเป็นกรีกโบราณตามกระแส ‘โอดิซุส’ กันแล้ว ฮิปโปเครติส บิดาการแพทย์ตะวันตก (อยู่ในยุคสมัยไล่เลี่ยกับโฮเมอร์ ห่างกันไม่กี่ร้อยปี) บอกว่าอารมณ์ขันและการหัวเราะมันมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพต่างๆ นานา เช่น ระบุว่าดีต่อระบบน้ำเหลืองของคนเราอย่างโน้นอย่างนี้
เมื่อต่อมน้ำเหลืองดี สุขภาพของเราก็จะดีไปด้วย
ถึงอ่านคำตอบใน Agony Uncle Hema แล้วอาจเอาไปใช้เป็นแนวทางอะไรไม่ได้นัก ก็คิดเสียว่าอ่านไปขำๆ เพื่อบำรุงน้ำเหลืองก็แล้วกันนะครับ
Agony uncle หมายถึง ชายเจ้าของคอลัมน์ให้คำปรึกษาปัญหาชีวิตทั่วไป ในช่วงแรกๆ ลุงเฮม่าจะเน้นเรื่องกฎเกณฑ์ เพราะคิดว่ามันน่าจะช่วยให้เราอยู่ร่วมกันได้ในฐานะเพื่อนมนุษย์ แต่หลังจากเขียนคอลัมน์นี้มาได้ปีสองปีก็เริ่มตาสว่าง และที่สำคัญคือ หลังจากโลกรอบตัวมีแต่กฎเกณฑ์และการใช้อำนาจ (ซึ่งส่วนใหญ่มีไว้เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ออกกฎ) ลุงเลยเปลี่ยนแนวมาเขียนตอบโดยเริ่มที่กฎเกณฑ์ แล้วตามด้วยวิธีหลอกล่อเล่นสนุกกับกฎนั้นๆ แทน
**ส่งคำถามมาได้ที่ [email protected]
Agony Uncle Hema ลุงเฮม่า ลุงเฮม่าตอบปัญหา
เรื่อง: ภาณุ บุรุษรัตนพันธุ์
นักเขียน นักแปล บรรณาธิการ และอื่นๆ เท่าที่ทำมาเยอะแยะ เขาบอกว่าคุณลุงในคอลัมน์ agony uncle นี่ดูจะใกล้ตัวตนคนวัยลุงอย่างเขามากที่สุดแล้ว