ทำไมทรัมป์เดินหน้าจำกัดสิทธิการได้สัญชาติอเมริกันโดยกำเนิดอีกครั้ง แม้ศาลสูงสุดเคยตัดสินคัดค้าน
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Orders) เมื่อวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อพยายาม ‘จำกัดสิทธิ’ การได้สัญชาติโดยการเกิดในสหรัฐฯ (Birthright Citizenship) อีกครั้ง แม้ว่าศาลสูงสุดสหรัฐฯ จะเคยมีคำตัดสินคัดค้านความพยายามในลักษณะนี้มาก่อนก็ตาม
ทำไมทรัมป์เดินหน้า ‘จำกัดสิทธิ’ ในประเด็นนี้
- การเปลี่ยนไปใช้ ‘แนวทางใหม่’ เพื่อเลี่ยงขอบเขตคำตัดสินของศาลสูงสุด
หลังจากศาลสูงสุดมีคำตัดสิน ‘คัดค้าน’ นโยบายก่อนหน้านี้ของทรัมป์(ซึ่งเคยพุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้อพยพผิดกฎหมายหรือผู้พำนักชั่วคราวเป็นวงกว้าง ทรัมป์ได้วิจารณ์คำตัดสินนั้นว่าเป็น “การตัดสินใจที่ไม่ยุติธรรมและแย่มาก” และระบุว่า เขาจะบรรลุเป้าหมายนี้ด้วย ‘วิธีที่แตกต่างออกไป’
รัฐบาลทรัมป์อ้างว่า คำสั่งฝ่ายบริหารฉบับใหม่นี้ อยู่นอกเหนือขอบเขตคำตัดสินของศาลสูงสุด โดยเปลี่ยนมาใช้วิธี ตีความข้อยกเว้นทางประวัติศาสตร์ที่แคบมากเกี่ยวกับการให้สัญชาติเมื่อแรกเกิด และขยายขอบเขตว่า ใครบ้างที่ไม่มีสิทธิได้รับสัญชาติ เช่น ลูกของพนักงานรัฐบาลต่างประเทศ หรือผู้ที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มศัตรูต่างชาติ
ทางด้าน สตีเฟน มิลเลอร์ ที่ปรึกษาฝ่ายนโยบายของทำเนียบขาวอ้างว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีอำนาจสั่งห้ามกลุ่มท่องเที่ยวเพื่อคลอดบุตรได้ ภายใต้กฎหมายคนเข้าเมืองและสัญชาติ (Immigration and Nationality Act) ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีกำหนดข้อยกเว้นและข้อจำกัดสำหรับผู้ที่จะเดินทางเข้าประเทศ
- เหตุผลสำคัญเบื้องหลัง ‘คำสั่งฉบับใหม่’ ของทรัมป์
รัฐบาลทรัมป์พุ่งเป้าไปที่กลุ่มหญิงตั้งครรภ์ชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าสหรัฐฯ ในฐานะนักท่องเที่ยว แต่มีจุดประสงค์แอบแฝงเพื่อคลอดบุตรให้ได้สัญชาติอเมริกันโดยอัตโนมัติ ทรัมป์มองว่า เรื่องนี้เป็น ‘ความน่าอับอาย’ และมีผู้สร้างธุรกิจขึ้นมาเพื่อซื้อทางเข้าประเทศ ขณะที่มิลเลอร์ชี้ว่า เด็กเหล่านี้จะเดินทางกลับประเทศของตน แต่ได้สิทธิในการเข้าถึงสวัสดิการ การเลือกตั้ง และสิทธิพิเศษของพลเมืองอเมริกันในอนาคต
ทรัมป์และรัฐบาลสหรัฐฯ ยังอ้างว่า ประเทศปรปักษ์อย่างรัสเซียและจีน ใช้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวเพื่อคลอดบุตรนี้ในการแทรกซึมเข้ามาในสหรัฐฯ
ขอบเขตข้อจำกัดภายใต้คำสั่งสองฉบับใหม่นี้ คำสั่งฉบับแรกได้ขยายคำนิยามของคนต่างชาติที่ลูกจะ ‘ไม่ได้รับสัญชาติโดยกำเนิด’ โดยระบุว่า เด็กที่เกิดในสหรัฐฯ จะไม่ได้สัญชาติโดยอัตโนมัติ หากพ่อแม่ ‘ไม่ใช่’ พลเมืองสหรัฐฯ ทั้งคู่ และมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มก่อการร้ายต่างชาติ, เป็นพนักงานรัฐบาลต่างประเทศ, พยายามขอสัญชาติโดยมิชอบ หรืออาศัยอยู่ในดินแดนของสหรัฐฯ ที่ไม่มีกฎหมายรับรองเรื่องนี้ ขณะที่ คำสั่งฉบับที่สอง เป็นการสั่งแบนแนวปฏิบัติเรื่องการท่องเที่ยวเพื่อคลอดบุตร (Birth Tourism) โดยตรง
ข้อโต้แย้งทางกฎหมายและมุมมองของนักวิเคราะห์
เกเบรียล ชิน ศาสตราจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์จาก University of California Davis’ School of Law ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว BBC โดยระบุว่า แม้ประธานาธิบดีจะมีอำนาจจำกัดไม่ให้คนเดินทางเข้ามาเพื่อคลอดบุตรได้ แต่ หากเด็กได้คลอดออกมาในดินแดนสหรัฐฯ แล้ว ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ‘ไม่มีอำนาจทางกฎหมาย’ ที่จะชี้ว่า ‘เด็กคนนั้นไม่ใช่พลเมือง’ เนื่องจากขัดต่อบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่ 14 (14th Amendment) ซึ่งศาลสูงสุดเคยตัดสินคุ้มครองสิทธินี้ไว้แล้ว
นอกจากนี้บรรดานักเคลื่อนไหวและองค์กรเพื่อสิทธิผู้อพยพมองว่า คำสั่งใหม่นี้เป็นเพียงความพยายามหลีกเลี่ยงและฝ่าฝืนคำตัดสินของศาลสูงสุด และสหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกัน (ACLU) คาดการณ์ว่า คำสั่งใหม่นี้จะ ‘ล้มเหลว’ ในชั้นศาลในที่สุดเมื่อเผชิญกับการฟ้องร้องทางกฎหมาย
แฟ้มภาพ: Evelyn Hockstein / Reuters
อ้างอิง:
- https://www.bbc.com/news/articles/cj63966j95yo
- https://www.reuters.com/world/trump-sign-orders-birthright-citizenship-axios-reports-2026-08-06/
- https://edition.cnn.com/2026/08/06/politics/trump-birthright-citizenship