สส. ปชน. จี้รัฐบาลทบทวนนโยบายเมียนมา ต้อนรับ ‘มินอ่องหล่าย’ ได้แค่สัญญาว่างเปล่า
วันนี้ (8 สิงหาคม) สรศักดิ์ สมรไกรสรกิจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาวิจารณ์ท่าทีของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ในการต้อนรับ พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ซึ่งเป็นการเยือนไทยครั้งแรกในฐานะ ‘ผู้นำรัฐบาลพลเรือน’ ของเมียนมา โดยระบุว่า นี่เป็นการลงทุนทางการทูตที่มีความเสี่ยงสูง แต่กลับได้ผลลัพธ์เป็นเพียง ‘สัญญาที่ว่างเปล่า’ และอาจทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ
สรศักดิ์ ชี้ถึง 3 ข้อบกพร่องของนโยบายการกลับมามีปฏิสัมพันธ์ทางการทูตอย่างมีจังหวะก้าวตามสถานการณ์ (Calibrated Re-engagement) ซึ่งขับเคลื่อนโดยกลุ่มอดีตนักการทูตอาชีพและฝ่ายความมั่นคงที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับระบอบทหารเมียนมา โดยมี สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้กำกับทิศทางหลัก
ประการแรก นโยบายนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานทางประวัติศาสตร์ว่า กองทัพเมียนมา (ตัดมาดอว์) คือตัวแทนของชนชาติพม่า (บะหม่า) ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่และเป็นผู้กุมอำนาจปกครอง รวมถึงอธิปไตยส่วนกลางมาตั้งแต่อดีต จึงจำเป็นต้องประสานผลประโยชน์กับผู้คุมกลไกอำนาจรัฐส่วนกลางในเนปิดอว์เป็นหลัก แต่ปัญหาบริเวณชายแดนไทย-เมียนมามีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่ม
ประการที่สอง รัฐบาลไทยกำลังฟอกตัวเผด็จการ การที่รัฐบาลไทยภายใต้การกำกับทิศทางของ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ยอมเปิดประตูรับ พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ในฐานะผู้นำรัฐบาลพลเรือน ถือเป็นต้นทุนมหาศาลที่ไทยต้องแลกมาด้วยจุดยืนร่วมของอาเซียนและระเบียบโลก
หากไทยยอมโอนอ่อนเพื่อเป็น ‘สะพานเชื่อม’ แต่กลับไม่ได้ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมกลับคืนมา เดิมพันนี้จะกลายเป็นความสูญเสียทางยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่รัฐสภาเมียนมาเคยมีมติปฏิเสธ ‘ฉันทามติ 5 ข้อ’ (5PC) ของอาเซียนอย่างเป็นทางการ
ยิ่งไปกว่านั้น สมมติฐานที่ว่ากองทัพเมียนมาคือศูนย์กลางอำนาจหนึ่งเดียวกำลังคลอนแคลนลงอย่างหนักจากความเพลี่ยงพล้ำทางการทหารในหลายพื้นที่ การเดิมพันกับเนปิดอว์ฝ่ายเดียวจึงเสี่ยงที่จะทำให้ไทยเสียโอกาสในการสร้างสะพานเชื่อมกับฝ่ายอื่นๆ เช่น รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) หรือกองกำลังชาติพันธุ์ (EAOs) ที่กุมพื้นที่จริง
ประการสุดท้าย สิ่งที่รัฐบาลไทยได้รับกลับมาจากการเจรจามีเพียงกระดาษเปล่า ตัวอย่างที่ชัดเจนคือความล้มเหลวในการจัดการวิกฤตสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย โดยฝั่งเมียนมาได้ลบสาระสำคัญอย่างการเก็บตัวอย่างน้ำร่วมกัน (Joint Sampling) ออกจากร่างข้อตกลง (TOR)
ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาความมั่นคงวิกฤต ทั้งศูนย์แก๊งคอลเซ็นเตอร์ การค้ามนุษย์ และการพนันออนไลน์ในเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน เช่น เมียวดี หรือชเวก๊กโก ตลอดจนต้นตอสารพิษจากการทำเหมืองแร่ในรัฐฉาน ต่างตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มทุนจีนและกองกำลังท้องถิ่น เช่น กองกำลังทหารว้าแดง (UWSA) หรือ BGF ซึ่งเนปิดอว์ยอมรับเองว่าอยู่ ‘นอกเหนือการควบคุมของรัฐบาลกลาง’
การฝากความหวังไว้กับเนปิดอว์เพียงช่องทางเดียวจึงไม่อาจนำไปสู่การแก้ปัญหาที่แท้จริงได้ ไทยต้องส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า ความสำเร็จในอนาคตมีต้นทุนที่เมียนมาต้องให้คำมั่นและลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง มิฉะนั้นไทยจำเป็นต้องทบทวนและปรับเปลี่ยนทิศทางนโยบายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
พรรคประชาชนจี้รัฐบาลทบทวนท่าทีและนโยบายต่างประเทศต่อเมียนมาอย่างเร่งด่วน โดยต้องแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่า ความร่วมมือใดๆ จะต้องมีเงื่อนไขและมาตรการปฏิบัติที่ตรวจสอบได้จริง มิฉะนั้นการเดิมพันครั้งนี้จะกลายเป็นความสูญเสียทางยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ของประเทศไทย
‘การดำเนินนโยบายเมียนมาในครั้งนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงข้ามคืน แต่เป็นผลจากการวางบทบาททางการทูตเชิงลึกชิ้นแรกๆ ของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล โดยการนำของ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ผลลัพธ์หลังจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นระดับความร่วมมือที่เกิดขึ้นจริง ท่าทีของอาเซียน หรือสภาวะแวดล้อมทางยุทธศาสตร์ตามแนวชายแดน จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า เดิมพันครั้งใหญ่ของประเทศไทยจะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์กลับคืนมาได้ หรือเป็นเพียงความเสี่ยงที่สูญเปล่าในท้ายที่สุด’ สรศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย