'ฉลอง เรี่ยวแรง' ผู้คุมคุก-ส.ส.งูเห่า ย้อนเส้นทางโลดโผน ก่อนจะถึงนาทียิงเดือด

ฉลอง เรี่ยวแรง กลับมาเป็นข่าวอีกครั้ง จากเหตุอุกอาจ บุกยิง พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายกอบจ.นนทบุรี เสียชีวิต ภายในบริเวณอาคารองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี
ทว่ากว่าจะถึงนาทียิง ชื่อของ ฉลอง เรี่ยวแรง ถือเป็นนักการเมืองขวัญใจ “คนนนทบุรี” มาอย่างยาวนาน
เขาเติบโตในละแวกวัดบางแพรกใต้ จากเด็กนักเรียนช่างกลนนทบุรี มีความฝันอยากเป็นตำรวจ แต่ต้องมาเป็นผู้คุมเรือนจำ เพราะไม่ผ่านการตรวจโรคเข้าโรงเรียนพลตำรวจ จากผู้คุมชีวิตหันเหสุดขีด เพราะต้องเป็นนักโทษเสียเองจากคดีเช็ค ก่อนที่จะมีเส้นทางการเมือง ทั้งท้องถิ่นและระดับชาติ กระทั่งในปี 2539 เริ่มต้นในฐานะส.ส.สมัยแรก กับ พรรคประชากรไทย
เขาสร้างเรื่องฮือฮาตั้งแต่เป็น ส.ส.สมัยแรก จากตำนาน “งูเห่า” ครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย จนกลางมาเป็นที่มาของคำเรียกพฤติกรรม ส.ส.แหกมติ ที่ยังใช้เรียกกันมาจนถึงปัจจุบัน
โดย ฉลอง เป็น 1 ใน 13 ส.ส.ประชากรไทย นำกลุ่มนนทบุรี ผนึก “วัฒนา อัศวเหม” กลุ่มปากน้ำ แหกมติพรรคประชากรไทย ไปยกมือสนับสนุน “ชวน หลีกภัย” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นเป็นนายกฯสมัยที่ 2 ได้สำเร็จ ภายหลัง “บิ๊กจิ๋ว” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ยื่นลาออกจากนายกฯ จากวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 โดยที่ พรรคประชากรไทย มติสนับสนุน พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา ขึ้นเป็นนายกฯ
เรื่องนี้สร้างความเจ็บช้ำให้กับ สมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคประชากรไทยเป็นอย่างมาก จนนายสมัคร เปรียบเหตุการณ์ครั้งนั้นกับนิทานอีสบ “ชาวนากับงูเห่า” บอกตัวเองเป็นชาวนา ถูกงูเห่าเหล่านี้กัด ทั้งๆที่ตัวเองชุบรับเลี้ยงกลุ่มปากน้ำไว้ หลังต้องระหกระเหินมาจาก พรรคชาติไทย มาอย่างกระทันหัน เพราะถูกกีดกันไม่ให้ลงเลือกตั้ง
แน่นอน “เสธ.หนั่น” พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ คือ “คีย์แมน” คนสำคัญในการพลิกขั้วในครั้งนั้น ซึ่งสำหรับฉลอง ไม่ใช่คนอื่นไกล เพราะในวันที่ “เสธ.หนั่น” ต้องโทษฐานก่อกบฏ 26 มีนาคม 2520 เขาคือผู้คุม ดูแลนักโทษทางการเมืองเหล่านี้
ด้วยสายสัมพันธ์นี้นี่เอง จาก 1 เสียงงูเห่า ต่อมาเขายังได้รับเก้าอี้ที่ปรึกษามท.1 ในยุคที่ พล.ต.สนั่น คุมมหาดไทยด้วย
นอกจาก “หลอง งูเห่า” ฉลอง ยังได้รับฉายา “หลอง ซีดี” จากกรณีที่ถูกกล่าวหาว่า ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรี มีธุรกิจผลิตซีดีเถื่อน จนนำไปสู่การเข้าตรวจค้นบ้านพัก แต่สุดท้ายไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย
จากเส้นทางโลดโผนในแบบ “ฉลอง” ทำให้เขาต้องย้ายพรรคอยู่ตลอด ผ่านทั้ง พรรคชาติพัฒนา พรรคไทยรักไทย พรรคประชาราช พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย และ พรรคพลังประชารัฐ
แม้ผ่านหลายพรรค แต่เขาก็ได้รับกลับมาเป็น ส.ส.อีกเพียง 2 ครั้งเท่านั้น ในปี 2548 กับพรรคไทยรักไทย และ ในปี 2554 กับพรรคเพื่อไทย
แม้ฉลองจะได้รับเลือกตั้งเพียงแค่ 3 ครั้ง แต่ ตระกูลเรี่ยวแรง ถือว่า มีคนในครอบครัวลงสนามการเมืองอยู่ไม่ขาด ทั้งในระดับท้องถิ่น และระดับชาติ
ในปี 2562 เลือกตั้งครั้งแรก หลังรัฐประหารปี 2557 ฉลอง ย้ายเข้าพรรคพลังประชารัฐ แต่สอบตก
ทว่า เจริญ เรี่ยวแรง ภรรยา ได้รับเลือกเป็น ส.ส.นนทบุรี เข้าสภาโหวต พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขึ้นเป็นนายกฯ สมัยที่ 2 ก่อนที่ตัวเขาจะได้แต่งตั้งจากรัฐบาลประยุทธ์ ให้เป็น “ข้าราชการการเมืองประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี”
ในปี 2566 ฉลอง ยกครอบครัวเรี่ยวแรง ย้ายเข้าเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย พร้อมให้เหตุผลในเวลานั้นว่า ชื่นชอบจุดยืนเรื่องการดำรงไว้ซึ่ง มาตรา 112 โดยลงเลือกตั้งในเขต 4 นนทบุรี แต่ทว่าสอบตกทั้งบ้านตัวเขาได้คะแนนเสียงเพียงแค่ 749 คะแนนเท่านั้น
ในปี 2569 ฉลอง ยกครอบครัว กลับเข้าเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ แต่ทว่า ฉลองกับลูก ไม่ได้ลงเลือกตั้ง เพราะไม่ผ่านการคัดตัวตั้งแต่ชั้นไพรีโหวต จนเป็นข่าวฮือฮาครั้งสุดท้ายของฉลอง
กระทั่งมีข่าวอุกอาจในวันนี้ โดยเจ้าตัวเผยเองว่า ชนวนเหตุจูงใจมาจากเงิน 11 ล้านบาท