‘ทำร้ายตัวเอง’ กำลังกลายเป็นเทรนด์เด็กไทย?
การทำร้ายตัวเองกำลังกลายเป็นเทรนด์ในวัยรุ่นไทย? เกิดอะไรขึ้นกับเด็กเหล่านี้ พวกเขาทำไปทำไม
- ปรากฏการณ์ ‘ทำร้ายตัวเอง’ ของเด็กไทย
- ทำไปทำไม?
- คำอธิบายและความเป็นไปได้ทางจิตวิทยา
- ทางออกปัญหา ‘เด็กทำร้ายตัวเอง’
ปรากฏการณ์ ‘ทำร้ายตัวเอง’ ของเด็กไทย
THE STANDARD ได้ข้อมูลจาก กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ว่า มักจะพบนักเรียนที่มีพฤติกรรมทำร้ายตัวเองด้วยการกรีดข้อมือในโรงเรียนในต่างจังหวัดและเหมือนกลายเป็นกระแสหรือเทรนด์ในกลุ่มของพวกเขา
เรื่องนี้อาจจะดูไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร เพราะจากที่ไปสำรวจดูใน ‘x’ ก็มีมานานหลายปี และก็ยังคงมีมาเรื่อย ๆ
แม้กระทั่งเมื่อวานนี้ (10 ส.ค.69) ก็ยังมีคนลงโพสต์แบบนี้อยู่ ที่น่าเป็นห่วงคือ มีแอ็กเคานต์หนึ่ง ใส่ชุดนักเรียน ถ่ายรูปแขนตัวเองที่มีรอยขีดเป็นเส้นคล้ายแผล โพสต์ลงใน x ติดแฮชแท็ก ‘กรีดแขน’ บางคนเขียนว่า “อวด” และติดแฮชแท็ก ‘โรคซึมเศร้า’ ด้วย
ทำไปทำไม?
หลายคนอาจจะมองว่า นี่เป็นการเรียกร้องความสนใจหรือไม่? นายทรงวุฒิ อัศวพฤกษชาติ นักจิตวิทยาและเจ้าหน้าที่หนุนเสริมวิชาการ โครงการส่งเสริมโอกาสการเรียนรู้สำหรับเด็กนอกระบบการศึกษา กสศ. บอกกับ THE STANDARD ว่า ไม่อยากให้มองเรื่องนี้เป็นเพียงแฟชั่นหรือเทรนด์ เพราะจะทำให้น้ำหนักของปัญหาดูเบาบางลงไป ทั้งที่จริงๆ แล้วมันสะท้อนปัญหาสภาพจิตใจที่รุนแรง
สังคมมักชอบเหมารวมว่าปัญหาพฤติกรรมของเด็กทั้งหมดเกิดจากโรคซึมเศร้าเมื่อไม่เข้าใจหรือประเมินอาการไม่ได้ แต่จากที่ได้คุยกับเด็กเหล่านี้ สาเหตุที่พวกเขาทำแบบนี้มาจากหลายปัจจัย
- เจ็บปวดจากสภาพแวดล้อม เมื่อเด็กมีปัญหา แล้วกลับได้รับคำด่าทอ ความเกลียดชัง หรือการกีดกันจากทั้งผู้ใหญ่ พ่อแม่ และแม้แต่เพื่อน
จนในที่สุดพวกเขาก็ซึมซับและหันมาโทษตัวเอง เกลียดความไม่ได้เรื่องของตัวเอง และลงโทษตัวเองผ่านการทำร้ายร่างกาย
หรือเปลี่ยนความเจ็บปวดข้างในออกมาสู่ข้างนอกผ่านการสร้างบาดแผลทางกาย พฤติกรรมนี้เป็นรูปแบบหนึ่งของการระบายอารมณ์เวลาที่เจ็บปวดเกินกว่าที่จิตใจจะทนไหว
- ไม่มีใครรับฟัง ในบางครั้งที่เด็กพยายามสื่อสารอารมณ์และความรู้สึกของตัวเองแล้ว แต่ไม่มีใครรับฟังอย่างแท้จริง ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน
เมื่อไม่มีใครเข้าใจและไม่มีใครฟัง วิธีเดียวที่จะกระตุ้นให้คนรอบตัวหันมาตอบสนอง เป็นห่วง หรือยอมรับรู้ถึงความเจ็บปวดของพวกเขาก็คือการทำให้เห็น ‘เลือด’ จริงๆ
- การต้องการยืนยันว่า ‘ตัวเองยังมีชีวิตอยู่’ เด็กบางคนมีความรู้สึกว่างเปล่าในจิตใจจนรู้สึกราวกับว่าตัวเองไม่มีชีวิต
พฤติกรรมทำร้ายตัวเองจนเห็นเลือดไหลออกมาจึงเป็นเครื่องมือช่วยให้พวกเขารับรู้และยืนยันตัวตนได้ว่าเขายังมีชีวิตอยู่
ส่วนโซเชียลมีเดียไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทำให้เด็กกลุ่มนี้ทำร้ายตัวเอง แต่เป็นช่องทางดึงดูดเด็กกลุ่มนี้มาเจอกัน เพราะพวกเขาจะแชร์กัน แนะนำกัน เป็นห่วงกัน จนกลายเป็น community
“ยกตัวอย่างกรณีศึกษาของนักศึกษามหาวิทยาลัยรายหนึ่งที่พยายามทำตัวดีและตั้งใจเรียนทุกอย่างแต่ไม่เคยมีใครสนใจ พ่อแม่ก็ด่าว่าไม่เอาไหน ส่วนเพื่อนก็กีดกันออกจากกลุ่ม
แต่พอกรีดแขนครั้งแรก สังคมรอบข้างกลับหันมาสนใจและพยายามช่วยเหลือทันที ซึ่งอาจจะนับเป็นความห่วงใยแรกและห่วงใยเดียวในชีวิตที่เขาได้รับ สัญญาณตอบรับเชิงบวกนี้รวมถึงยอดคอมเมนต์แสดงความเป็นห่วงในโซเชียลมีเดีย จึงกลายเป็นเงื่อนไขที่ทำให้เด็กเลือกทำพฤติกรรมนี้ซ้ำอีกในครั้งต่อๆ ไป” ทรงวุฒิ กล่าว
หลายคนอาจจะสงสัยว่า “แล้วไม่เจ็บเหรอ?” นายทรงวุฒิ อธิบายว่า คนกลุ่มนี้มักจะทำร้ายตัวเองช่วงที่อารมณ์รุนแรงที่สุด จนไม่ทันคิดถึงความเจ็บปวดที่ร่างกาย แต่ทันทีที่อารมณ์ความโมโห หรือความเจ็บปวดทางใจลดลงไปแล้ว บาดแผลทางกายที่เกิดขึ้นจะส่งสัญญาณความเจ็บปวดออกมาให้พวกเขารับรู้อย่างแน่นอน
คำอธิบายและความเป็นไปได้ทางจิตวิทยา
ปรากฏการณ์การทำร้ายตัวเองนี้ ทางการแพทย์และจิตวิทยาจัดอยู่ในกลุ่ม NSSI (Non-Suicidal Self-Injury) หรือกลุ่มคนที่มีพฤติกรรมทำร้ายตัวเองโดยไม่ได้มีเจตนาที่จะฆ่าตัวตาย รู้จุดปลอดภัยเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายต่อชีวิต
ยังไม่ถือว่าเป็นอาการเจ็บป่วยหรือโอกาสน้อยมากที่เป็นอาการซึมเศร้า และหากต้องการจะระบุว่าเด็กคนใดคนหนึ่งมีอาการเจ็บป่วยจริงหรือไม่ จำเป็นจะต้องทำการประเมินเป็นรายบุคคลไม่สามารถตัดสินจากรอยบาดแผลภายนอกอย่างเดียวได้
ส่วนโอกาสที่เด็กกลุ่มนี้จะพัฒนาไปก่ออาชญากรรมทำร้ายผู้อื่นมีน้อยมาก เพราะพวกเขาเลือกที่จะระบายความเจ็บปวดลงบนตัวเอง
ในทางกลับกัน เด็กที่เก็บตัวเงียบกริบ ไม่ระบายอะไรออกมาเลย แล้วสะสมความแค้นจนระเบิดออกในภายหลังต่างหากที่มีความเสี่ยงก่ออาชญากรรมต่อสังคมมากกว่า
อย่างไรก็ตามพฤติกรรมนี้สามารถกลายเป็นความเคยชินไปตลอดชีวิต ถ้าเด็กไม่เรียนรู้วิธีจัดการอารมณ์แบบอื่น พฤติกรรมการกรีดแขนเพื่อย้ายความเจ็บปวดในใจจะกลายเป็น ‘ทักษะการจัดการอารมณ์เพียงอย่างเดียว’ ที่ติดตัวไปจนถึงตอนโต
นายทรงวุฒิ ยกกรณีตัวอย่าง มีคนที่กรีดแขนมาตั้งแต่เด็กจนอายุ 30 ปี แต่งงานและมีลูกแล้วก็ยังคงใช้วิธีการกรีดแขนเวลาเผชิญความเจ็บปวดหรือความผิดหวังอยู่
ทางออกปัญหา ‘เด็กทำร้ายตัวเอง’
นายทรงวุฒิ กล่าวว่า ที่น่าเศร้าคือปัจจุบันทางโรงพยาบาลบำบัดรักษาได้แค่ปลายเหตุ อย่างการสอนวิธีล้างแผลและทำความสะอาดแผลเป็นหลัก
เพราะสังคมไทยเป็นสังคม ‘วัวหายล้อมคอก’ มักแก้ปัญหาตอนที่เกิดเรื่องแล้ว เน้นลงทุนงานรักษามากกว่างานส่งเสริมป้องกัน เพราะสังคมเชื่อว่าคนทั่วไปปกติดี และมองปัญหาเด็กทำร้ายตัวเองเป็นเรื่องส่วนบุคคลเฉพาะเด็กกลุ่มน้อย
ทางออกที่ยั่งยืนคือ คนรอบตัว เช่น พ่อ แม่ ครู และเพื่อน ต้องหันมามองเห็น เข้าใจ และรับฟังความเจ็บปวดของเด็กให้เร็วที่สุด โดยไม่ต้องรอให้เขาต้องระบายออกมาเป็นบาดแผล