วช. – มรภ.นครราชสีมา จับมือเครือข่ายวิจัยภาคอีสานเตรียมจัดงานมหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาคโชว์พลังวิจัย ภูมิปัญญาอีสาน เชื่อมต่ออนาคตไทยด้วยวิจัยและนวัตกรรม - เทคโนโลยีชาวบ้าน
วันที่ 11 สิงหาคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา จัดงานแถลงข่าวเตรียมความพร้อมการจัดงาน “มหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาค (Regional Research Expo)” ครั้งที่ 14 ภายใต้แนวคิด “Research Synergy : พลังวิจัย ภูมิปัญญาอีสาน เชื่อมต่ออนาคตไทย ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายวิจิตร กิจวิรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวต้อนรับ เครือข่ายสถาบันอุดมศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ รองศาสตราจารย์ ดร.อดิศร เนาวนนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา และประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (ทปอ.มรภ.), ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐวัฒม์ วงษ์ชวลิตกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ระบิล พ้นภัย รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ร่วมประกาศความร่วมมือ และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วาสนา ภานุรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา นำเสนอแนวคิดการจัดงานและกิจกรรมเด่นของการจัดงาน ณ ห้องประชุมสระบัว มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา


ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า มหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาคเป็นเวทีความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในระบบวิจัย เพื่อขยายผลความสำเร็จและส่งเสริมการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ส่วนภูมิภาค โดยในครั้งนี้ วช. ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา จัดงาน “มหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาค ครั้งที่ 14” เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการบูรณาการความร่วมมือด้านการวิจัยระหว่างหน่วยงานในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการนำเสนอหรือจัดแสดงผลงานวิจัยเท่านั้น แต่ยังต้องการสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของหน่วยงานและเครือข่ายภูมิภาคในการบูรณาการองค์ความรู้จากงานวิจัย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อแก้ไขปัญหาและตอบโจทย์การพัฒนาพื้นที่ ตลอดจนต่อยอดความสำเร็จจากผลงานที่ผ่านมาให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมท้องถิ่น พร้อมทั้งส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพนักวิจัยรุ่นใหม่และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดย วช. เชื่อมั่นว่าความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและนวัตกรรม อันจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
นายวิจิตร กิจวิรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า มหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาคเป็นเวทีสำคัญในการเผยแพร่และถ่ายทอดผลงานวิจัยและนวัตกรรมจากสถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานภาคีเครือข่าย พร้อมเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือด้านการวิจัย เพื่อผลักดันองค์ความรู้และผลงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ในการพัฒนาพื้นที่ทั้งในระดับท้องถิ่นและภูมิภาค โดยจังหวัดนครราชสีมามีศักยภาพและความพร้อมในหลากหลายด้าน อีกทั้งมีสถาบันอุดมศึกษาที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างและพัฒนาองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมที่สามารถตอบโจทย์การพัฒนาพื้นที่และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน งานดังกล่าวจึงจะเข้ามาช่วยเชื่อมโยงพลังขององค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมจากภูมิภาคสู่การใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม สร้างคุณค่าและโอกาสใหม่ให้แก่พื้นที่ ตลอดจนเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน


ในการนี้ เครือข่ายสถาบันอุดมศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.อดิศร เนาวนนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐวัฒม์ วงษ์ชวลิตกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ระบิล พ้นภัย รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ร่วมประกาศความร่วมมือ “Research Synergy: พลังวิจัย ภูมิปัญญาอีสาน เชื่อมต่ออนาคตไทยด้วยวิจัยและนวัตกรรม” พร้อมกับการจัดแสดงนิทรรศการผลงานวิจัยและนวัตกรรมเด่น อาทิ ผลงาน “เทคโนโลยีการผลิตและแปรรูปข้าวหอมมะลิระยะเม่าเพื่อสุขภาพ สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ชาวนาไทย” ผลงาน “แรงบันดาลใจจากภาษาโคราชสู่การออกแบบคาแรกเตอร์อาร์ตทอยด้วยวัสดุหัตถกรรมงานหล่อหินทราย ภูมิปัญญาบ้านหนองโสน” จากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา“ ผลงาน “การสร้างสรรค์ผลงานประติมากรรมเซรามิกส์ร่วมสมัยจากผงหินภูเขาไฟจังหวัดบุรีรัมย์” จากมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ผลงานนวัตกรรม “ตู้อบแห้งทรงกระบอกแบบถาดหมุนระบบหมุนเวียนอากาศร้อนเพื่อการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ” จากมหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล และนวัตกรรม ”อุปกรณ์วัดระดับน้ำท่าน้ำฝนอัตโนมัติเพื่อการเตือนภัยน้ำท่วมระดับเมืองในเขตเทศบาลเมืองชัยภูมิ“ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
ทั้งนี้ วช. ขอเชิญชวนนักวิจัย นักวิชาการ นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปที่สนใจ เข้าร่วมงาน “มหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาค (Regional Research Expo) ครั้งที่ 14” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20–22 สิงหาคม 2569 ณ หอประชุมราชภัฏรังสฤษฏ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา อัดแน่นด้วยผลงานวิจัยและนวัตกรรมกว่า 150 ผลงาน ครอบคลุม 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1) ด้านเกษตรและอาหารแห่งอนาคต 2) ด้านการจัดการและพัฒนาพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม 3) ด้านสุขภาพ ชีวการแพทย์ และ Well-being 4) ด้านการพัฒนาดิจิทัล เทคโนโลยีและนวัตกรรม และ 5) ด้านสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจฐานราก พร้อมกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ นิทรรศการเทิดพระเกียรติ การประชุมวิชาการ การเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นโดยนักประดิษฐ์นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญ การถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชน การประกวดผลงานวิจัยและโครงงานวิทยาศาสตร์ของเยาวชน ตลอดจนกิจกรรมส่งเสริมการนำนวัตกรรมไปประยุกต์ใช้จริงในระดับพื้นที่ เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และร่วมขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์ต่อไป


Tags
Related Posts
วันที่ 16 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่า ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ประธานกรรมการ บจ. AURELIAN GROUP ได้มีหนังสือเชิญนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีเปิดตัว “AURELIAN GROUP” กลุ่มบริษัท AG ธุรกิจครบวงจร ในวันที่ 17 สิงหาคม 2569 เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุมพระศิวะ ชั้น 3 โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น ถนนวิภาวดี เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ประธานกรรมการ บจ. AURELIAN GROUP เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวถึงที่มาของการจัดงานในครั้งนี้ว่า ในภาวะเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกที่ท้าทาย เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส กลุ่มบริษัท AG “AURELIAN GROUP” ได้ถือกำเนิดขึ้นมาในประเทศไทย ผ่านการรวมตัวของนักธุรกิจระหว่างตนกับเพื่อนนักธุรกิจภาคพื้นยุโรป ซึ่งสนใจที่จะลงทุนในประเทศไทยหลายหมื่นล้านดอลลาร์ โดยจุดเริ่มต้น เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ได้พูดคุยสนทนากับกลุ่มเพื่อนนักธุรกิจภาคพื้นยุโรป สัญชาติอเมริกัน และได้ตัดสินใจที่จะมาลงทุนในประเทศไทยหลายด้านครบวงจร โดยเฉพาะพลังงาน ดาต้าข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ฟาร์มโซลาร์เซลล์ โดยกำหนดเป้าหมายไม่ห่างจากสน
16 สิงหาคม 2569
วันนี้ (15 สิงหาคม 2569) นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจราชการและติดตามการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่จังหวัดน่าน โดยมีนายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ เพื่อติดตามแผนการปรับปรุงซ่อมแซมอ่างเก็บน้ำน้ำเกี๋ยน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลฝายแก้ว อำเภอภูเพียง และติดตามแผนงานขุดลอกแม่น้ำน่าน พร้อมตรวจสอบสภาพลำน้ำ บริเวณสะพานศรีบุญเรือง จังหวัดน่าน นายภราดร เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ได้ติดตามแผนงานระยะเร่งด่วนจังหวัดน่าน โดยได้ติดตามแผนการปรับปรุงและซ่อมแซมอ่างเก็บน้ำน้ำเกี๋ยนฯซึ่งที่ผ่านมาพบปัญหาการรั่วซึม และการทรุดตัวของดินด้านท้ายอ่างเก็บน้ำ ส่งผลให้มีน้ำซึมไหลผ่านเป็นจำนวนมาก มีความเสี่ยงต่อความมั่นคงของโครงสร้างอ่างและการสูญเสียปริมาณน้ำกักเก็บ ซึ่งปัจจุบัน กรมชลประทานได้ตรวจสอบอัตราการไหลของน้ำและการรั่วซึมเป็นประจำทุกวัน และได้จัดทำโครงการปรับปรุงทำนบดินอ่างเก็บน้ำน้ำเกี๋ยนฯ ภายใต้แผนยุทธศาสตร์เสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ วงเงินงบประมาณ 26 ล้
15 สิงหาคม 2569
บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ รายงานรายได้จากการขายสำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2569 จำนวน 283,883 ล้านบาท โดยรายได้จากการขายของกิจการในต่างประเทศจำนวน 13 ประเทศมีสัดส่วน 66% และรายได้จากการขายจากกิจการประเทศไทยมีสัดส่วน 34% ของรายได้จากการขายรวม และรายงานกำไรสุทธิในส่วนของบริษัทจำนวน 8,951 ล้านบาท คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติจ่ายปันผลระหว่างกาลหุ้นละ 0.45 บาท คิดเป็นร้อยละ 41% ของกำไรสุทธิรวม นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาในหลายประเทศประสบกับภาวะเนื้อสัตว์เกินสมดุล รวมทั้งในบางประเทศประสบปัญหาโรคระบาดในการเลี้ยง ทำให้มีการเร่งขายเนื้อสัตว์ออกมาจำนวนมาก ส่งผลให้ผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกปีนี้ ได้รับผลกระทบจากราคาสุกรที่ต่ำกว่าระดับของครึ่งปีแรกที่ผ่านมา โดยในบางประเทศ ราคาเนื้อสัตว์ต่ำกว่าต้นทุนการเลี้ยงโดยเฉพาะในประเทศจีน รวมทั้งต้นทุนด้านการขนส่งและวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เป็นผลให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นจากระยะเวลาเดียวกันของปีก่อน ด้วยภาวะดังกล่าวทำให้กำไรสุทธิ 6 เดือนแรกปีนี้ (ม.ค.-มิ.ย.69) ขอ
14 สิงหาคม 2569
“โตโยต้า ฟาร์มเอ็กซ์โป เอเชีย 2026” (TOYOTA FARM EXPO ASIA 2026) ยกระดับจากงานแสดงสินค้าเกษตรสู่แพลตฟอร์มอีเวนต์ B2B2C เชื่อมโยงเกษตรกร ผู้ประกอบการ ผู้ผลิต นักลงทุน และคู่ค้าทั้งไทยและต่างประเทศ พร้อมนำเสนอเทคโนโลยี นวัตกรรม งานวิจัย เครื่องจักรกลการเกษตร สินค้าเกษตรมูลค่าสูง และเวที Business Matching เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าและผลักดันเกษตรกรยุคใหม่ สู่การเป็น “Farmtrepreneurs” ตั้งเป้ามีผู้เข้าร่วมงานเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 70,000 คน สร้างมูลค่าการซื้อขายกว่า 250 ล้านบาท และต่อยอดมูลค่าทางเศรษฐกิจ มากกว่า 3,500 ล้านบาท สอดรับกับการขยายไฮไลท์ด้านเทคโนโลยี งานวิจัย นวัตกรรม และ Business Matchingที่เข้มข้นขึ้น พร้อมเดินหน้าสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและธุรกิจเกษตรระดับเอเชีย ระหว่างวันที่ 24-27 กันยายน 2569 ณ ฮอลล์ 5-8 อิมแพ็ค เมืองทองธานี การจัดงาน “โตโยต้า ฟาร์มเอ็กซ์โป เอเชีย 2026” (TOYOTA FARM EXPO ASIA 2026) เป็นการจับมือร่วมกับ โตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) ในฐานะ Naming Sponsor โดยได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรสำคัญหลายภาคส่วนอาทิ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARD
14 สิงหาคม 2569
กระทรวงสาธารณสุข ชวนร่วมงาน “มหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ 2569” ยกระดับภูมิปัญญาไทยสู่อุตสาหกรรมสุขภาพมูลค่าสูง ครั้งแรกของประเทศ 20 – 22 สิงหาคมนี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ปักหมุดไทยเป็นศูนย์กลางเวลเนสโลกอย่างยั่งยืน ชู National Wellness Platform รวมสุดยอดนวัตกรรม ผู้ประกอบการ หมอนวด ผู้ผลิตสมุนไพร นักลงทุน โรงพยาบาล โรงแรม สปา มหาวิทยาลัย และพันธมิตรจากต่างประเทศไว้ในเวทีเดียว ก่อนต่อยอดสู่ Global Wellness Summit 2026 ที่ภูเก็ต วันนี้ (14 สิงหาคม 2569) ที่ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก แถลงข่าว งานมหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ “NATIONAL NUAD THAI AND WELLNESS EXPO 2026” “เชิดชูภูมิปัญญาไทย ต่อยอดเศรษฐกิจใหม่ ก้าวไกล สู่สากล” โดยนายพัฒนา กล่าวว่า ปัจจุบันโลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค “เศรษฐกิจสุขภาพ” อย่างเต็มรูปแบบ จึงเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งข
14 สิงหาคม 2569
เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน มีมติให้คงราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เท่าเดิม 9.80 บาท ไว้จนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไปทบทวนข้อมูลในการกำหนดราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูกาลใหม่ยังไม่ได้ข้อสรุปก่อน ผลพวงจากข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกัน ของภาคส่วนต่างๆ ทำให้ นบขพ. จำเป็นต้องยื้อเวลา เพราะการกำหนดราคารับซื้อข้าวโพดปี 69/70 ใหม่เป็น 9.97 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นจากราคาเดิม 9.80 บาทต่อกิโลกรัม ท่ามกลางข้อมูลต้นทุนการปลูกข้าวโพดที่ลดลงย้อนแย้งกันจนทำให้ฝ่ายนโยบายต้องยื้อเวลา สะท้อนให้เห็นว่าประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงที่ “ราคาจะเพิ่มขึ้นเท่าไร” แต่คือ ข้อมูลพื้นฐานที่นำมาใช้ประกอบการกำหนดราคา โดยเฉพาะตัวเลขต้นทุนและรายได้ของเกษตรกร ซึ่งยังมีความแตกต่างกันระหว่างข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กับข้อมูลจากภาคเกษตรกร เป็นโจทย์ใหญ่ที่สำคัญ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไม่ได้เป็นเพียงสินค้าเกษตรต้นทาง แต่เป็นหนึ่งในวัตถุดิบสำคัญของอุตสา
13 สิงหาคม 2569