รถส่งอาหารพาทรัมป์หนีภัย สัญญาณสะเทือนภาพ "ผู้ชนะ" ในสงครามอิหร่าน

เมื่อวันที่ 12 ส.ค.2569 สตีเฟน คอลลินสัน นักข่าวอาวุโสสายการเมืองจาก CNN วิเคราะห์ว่า การที่ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดนัลด์ ทรัมป์ ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ลักลอบออกจากประเทศตุรกี ด้วยวิธีที่ไม่คาดคิด ภายหลังเข้าร่วมการประชุมยอดผู้นำ องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) ที่เมืองอังการา

โดยเจ้าหน้าที่หน่วยอารักขาประธานาธิบดีสหรัฐฯ (Secret Service) ตัดสินใจพาตัวทรัมป์ออกจากพื้นที่อย่างลับ ๆ ด้วยการให้เขาเข้าไปหลบซ่อนภายใน "รถส่งอาหาร" (Catering Truck) ก่อนจะนำตัวขึ้นเครื่องบินทหารอีกลำ เพื่อเดินทางกลับสหรัฐฯ แทนการใช้เครื่องบินประจำตำแหน่งตามปกติ

ถือเป็นความเคลื่อนไหวฉุกเฉิน เพื่อหลีกเลี่ยงภัยคุกคามทางความมั่นคงที่มีต้นตอมาจากประเทศอิหร่าน

แม้ปฏิบัติการดังกล่าวจะประสบความสำเร็จในการปกป้องผู้นำสหรัฐฯ ให้ปลอดภัย แต่เมื่อเหตุการณ์นี้ถูกเปิดเผยโดยสื่อใหญ่อย่าง วอชิงตัน โพสต์ ในเวลาต่อมา ได้กลายเป็นชนวนเหตุที่ก่อให้เกิดวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เกี่ยวกับสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยังคงยืดเยื้อ ไม่ได้จบลงอย่างง่ายดาย ตามที่ทรัมป์เคยกล่าวอ้างก่อนหน้านี้

รถส่งอาหารพาทรัมป์หนีภัย สัญญาณสะเทือนภาพ "ผู้ชนะ" ในสงครามอิหร่าน

รถส่งอาหารพาทรัมป์หนีภัย สัญญาณสะเทือนภาพ "ผู้ชนะ" ในสงครามอิหร่าน

คำถามถึงศักยภาพมหาอำนาจ-ภาพลักษณ์ผู้นำ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เรียกได้ว่าสร้างความอับอาย และส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ในเวทีสากลเป็นอย่างมาก นักวิเคราะห์มองว่า การที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่สามารถการันตีความปลอดภัยของตนเองได้ แม้อยู่ในดินแดนของประเทศพันธมิตรสำคัญในกลุ่ม NATO อย่างตุรกี ยิ่งทำให้คำกล่าวอ้างของรัฐบาลทรัมป์ที่ว่า สามารถบดขยี้ขีดความสามารถทางการทหาร และเครือข่ายก่อการร้ายของอิหร่านได้จนหมดสิ้นแล้วนั้น เป็นเรื่องที่สอดคล้องกับความเป็นจริงน้อยลง

แม้ทางการอิหร่านจะยังไม่ได้ออกมาระบุถึงเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ แต่เหตุการณ์ที่สามารถบังคับให้ผู้นำสหรัฐฯ ต้อง "หลบซ่อนตัว" และเปลี่ยนแผนการเดินทางอย่างกะทันหัน นับเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ในเชิงการโฆษณาชวนเชื่อของเตหะราน ซึ่งสะท้อนว่าระบอบการปกครองของอิหร่าน ไม่ได้สูญเสียเสถียรภาพจนใกล้ล่มสลาย หรือพร้อมที่จะยอมจำนนเพื่อทำข้อตกลงตามที่ทรัมป์คาดหวังไว้

ช่องว่างระหว่าง "คำกล่าวอ้าง" กับ "ความจริงในสนามรบ"

เหตุการณ์ที่สนามบินอังการาเป็นเพียงหนึ่งในหลายตัวอย่างที่สะท้อนว่า สถานการณ์จริงไม่ได้เป็นไปตามคำกล่าวของผู้นำสหรัฐฯ โดยก่อนหน้านี้ ทรัมป์เพิ่งจะระบุว่าช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลกได้ "เปิดอย่างสมบูรณ์แล้ว"

แต่ในความเป็นจริง เส้นทางน้ำมันดังกล่าวยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมและกดดันจากกองกำลังอิหร่าน ทำให้กองทัพสหรัฐฯ ต้องทุ่มกำลังเข้าต่อสู้อย่างต่อเนื่องเพียงเพื่อดึงสถานการณ์ให้กลับไปสู่จุดเดิมก่อนเกิดสงคราม

นอกจากนี้ รายงานจากสื่อมวลชนยังระบุอีกว่า วิกฤตสงครามที่ทรัมป์เคยประกาศว่า "ได้รับชัยชนะแล้ว" ในช่วงแรก ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อคลังอาวุธของสหรัฐฯ โดยเฉพาะขีปนาวุธต่อต้านการโจมตีทางอากาศที่ลดลงอย่างน่าตกใจ โดยพบว่าสต็อกขีปนาวุธสกัดกั้นของระบบป้องกันภัยทางอากาศระดับสูง ถูกใช้งานไปแล้วเกือบร้อยละ 80 ซึ่งสะท้อนถึงสภาวะร่อยหรอและยุทธศาสตร์ที่อาจกำลังประสบปัญหาอย่างหนัก

พายุการเมืองภายในประเทศ-สื่อจี้เรื่องจริยธรรม

ภาพการหลบหนีด้วยรถส่งอาหารยังขัดกับภาพลักษณ์ของทรัมป์ ที่มักนำเสนอตนเองในฐานะ "ผู้นำที่แข็งแกร่ง" และ "ผู้ชนะ" มาโดยตลอด อดีตทีมงานฝ่ายสื่อสารของเขาเองอย่าง อลิสซา ฟาราห์ กริฟฟิน ให้ความเห็นว่า ทรัมป์เกลียดสถานการณ์ในลักษณะนี้เป็นที่สุด และการที่เขายอมปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าว ยิ่งเป็นการยืนยันว่าภัยคุกคามจากอิหร่าน ในเวลานั้นมีความน่าวิตกและเป็นอันตรายอย่างแท้จริง

ขณะเดียวกัน ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองอย่างผู้ว่าการรัฐอิลลินอยส์ เจ.บี. พริตซ์เกอร์ จากพรรคเดโมแครต ได้ออกมาโจมตีอย่างรุนแรงว่า การที่ทรัมป์แอบหลบหนีไปโดยปล่อยให้ผู้สื่อข่าว เจ้าหน้าที่ และลูกเรือเดินทางไปกับเครื่องบินลำเดิม ที่คาดว่าเป็นเป้าหมายของการโจมตี ถือเป็นการพฤติกรรมที่ "เอาตัวเองรอดโดยทิ้งคนอื่นไว้ในอันตราย"

ประเด็นนี้กำลังถูกยกขึ้นมาเป็นชนวนศึกทางการเมือง สำหรับการเลือกตั้งกลางเมืองที่กำลังจะมาถึง และอาจนำไปสู่การเปิดไต่สวนในสภาหากพรรคเดโมแครต สามารถครองเสียงข้างมากได้

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงระบุว่า ทรัมป์อาจต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ ภายใต้เงาของภัยคุกคามจากอิหร่านไปตลอด เนื่องจากการตัดสินใจสังหาร นายพล คาเซม โซเลมานี ในสมัยแรก และการเสียชีวิตของผู้นำสูงสุด อยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี จากการโจมตีทางอากาศในสงครามเมื่อวันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา

ยิ่งเพิ่มแรงแค้นและมูลเหตุจูงใจ ให้กลุ่มสนับสนุนอิหร่านพยายามล้างแค้น โดยเฉพาะกลุ่มเครือข่ายก่อการร้ายที่เคยมีประวัติการทำรัฐประหาร หรือก่อวินาศกรรมในต่างประเทศ รวมถึงในตุรกีมาแล้วในอดีต

แม้ทรัมป์จะเคยออกคำขู่ว่า จะใช้ขีปนาวุธนับพันลูกตอบโต้หากอิหร่านพยายามสังหารเขา แต่ในทางปฏิบัติมาตรการปราบปรามและตอบโต้จริง จะตกอยู่ในมือของผู้นำคนถัดไป เหตุการณ์ในตุรกีครั้งนี้จึงเป็นเครื่องเตือนใจว่า แม้มาตรการหลบหนีของ Secret Service จะช่วยหลีกเลี่ยงเหตุปะทะที่อาจบานปลายไปสู่สงครามเต็มรูปแบบได้

แต่การเดินทางออกจากตุรกีแบบเยี่ยงผู้หลบซ่อนเช่นนี้ ทำให้การอ้างว่ารัฐบาลของเขาได้ทำให้โลกปลอดภัยขึ้น กลายเป็นเรื่องที่ยากจะทำให้สังคมเชื่อถือได้อีกต่อไป

อ่านข่าว :

กกพ.เคาะค่าไฟ ก.ย.-ธ.ค.69 ลด 6 สตางค์ เหลือ 3.89 บาท/หน่วย

สุริยุปราคาเต็มดวง ตรึงสายตานับล้านทั่วสหราชอาณาจักร-ยุโรป

“กุสตาฟส์สัน” พร้อมพาทัพช้างศึกคว้าชัย เกมบุกเยือน “สิงคโปร์” ศึกอาเซียนคัพ รอบตัดเชือก