‘ปัตตานี’ ที่ศิลปะเป็นผู้เล่า และไม่ต้องปล่อยให้ใครนิยามแทน

นับครั้งไม่ถ้วนที่หลายคนเปรียบเปรยว่าระหว่าง ‘ปัตตานี’ กับ ‘เรา’ มีกำแพงที่มองไม่เห็นกั้นอยู่ อาจเป็นกำแพงของอคติ กำแพงของภาพจำความรุนแรง หรือกำแพงของกฎหมายพิเศษที่ทำให้พื้นที่แห่งนี้ถูกขังอยู่ในความไม่ปกติ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันยืนมองกำแพงที่จับต้องได้จริง ในโลกแห่งความเป็นจริง

กำแพงที่ว่าเป็นผลงานของศิลปิน กร-กรกฎ สังข์น้อย จัดแสดงอยู่ที่ Patani Artspace ตำบลดอนรัก อำเภอหนองจิก กลางทุ่งนาและแดดร้อนของจังหวัดปัตตานี บนรอยปริแตกของดินในกำแพงมีตุ๊กตาขนาดเล็กรูปทหารถือปืนฝังอยู่ในนั้น ตุ๊กตาเล็ก กำแพงก็ขนาดเพียงประมาณสองเมตร แต่ความหมายและความรู้สึกที่มันมอบให้ไม่เล็กเลย

ห่างกันไม่ถึงสามสิบนาที ในบริเวณหอพักเก่าของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ภาพวาดสีน้ำมันเคลือบเงาบนผ้าใบแสดงให้เห็นชายคนหนึ่งในท่านั่งคุกเข่า สีสันของผิวเนื้อปรากฏบนใบหน้าและสองมือ แต่ส่วนอื่นๆ ที่ควรจะเป็นสีสันของเสื้อผ้าร่างกาย ถูกระบายสีขาวทั้งหมด 

ศิลปิน Abdul Abdullah ที่จัดแสดงผลงานในเทศกาล Pattani Biennale 2026 วาดรูปนี้ขึ้นหลังเหตุการณ์ 9/11 ที่นิวยอร์ก เพราะเหตุการณ์ครั้งนั้นกวาดเอาความเป็นมนุษย์ในตัวคนมุสลิมออกไปจากสายตาใครหลายคน และยัดเยียดสายตาแห่งความหวาดระแวงมาแทนที่ เขาจึงตั้งใจถ่ายทอดใบหน้า ถ่ายทอดความเป็นมนุษย์ออกมาผ่านสีสันเหล่านี้

“เป็นภาพที่มีความหมายจริงๆ นะ” เพื่อนต่างวัยชาวมุสลิมคนหนึ่งกล่าว เขามักจะคอยต้อนรับฉันเสมอเวลาเดินทางไปปัตตานี แต่มีไม่กี่ครั้งหรอกที่เขาจะยอมยืนดูงานศิลปะด้วยกันนานๆ และพูดอะไรแบบนี้ออกมา

ก่อนจะมาถึงปัตตานี ฉันเดินทางหลายชั่วโมง หลายร้อยกิโลเมตร จำไม่ได้แน่ชัดว่าผ่านมากี่ซอย กี่บ้านเก่า กี่ด่านความมั่นคง แต่เมื่อมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าผลงานเหล่านี้ สิ่งที่จำได้ชัดคือความรู้สึกที่ศิลปะมอบให้ 

มันไม่ใช่ความเศร้าแบบที่ข่าวทำให้รู้สึก ไม่ใช่ความชาที่มาพร้อมตัวเลขผู้บาดเจ็บเสียชีวิตที่เลื่อนผ่านตาเสมอ แต่เป็นอะไรบางอย่างที่ทำให้ต้องหยุดเดิน หยุดคิด และอยู่กับมันนานกว่าที่ตั้งใจไว้ เป็นอะไรบางอย่างที่ปรากฏอยู่ตรงกลางระหว่างถ้อยคำและห้วงหายใจ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันมาปัตตานี ได้มาที่นี่ก็หลายต่อหลายครั้งด้วยความรักที่มีต่อเมืองนี้ ต่อ ‘เพื่อน’ ที่นี่ และด้วยงานที่ผูกพันกับประเด็นทางสังคม ทั้งความขัดแย้ง กฎหมายพิเศษ และผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้ง ฉันมักคิดเสมอว่าพื้นที่นี้เต็มไปด้วยศักยภาพ แต่ถูกหมอกควันของภาพจำความรุนแรง ภาพที่สื่อนำเสนอ ภาพที่รัฐพยายามบอกเข้ามาช่วงชิงความหมายของพื้นที่ไปมากเหลือเกิน 

การมาครั้งนี้พิเศษตรงที่ตรงกับช่วงที่เทศกาลศิลปะดำเนินอยู่พร้อมกัน ทั้งงาน Pattani Biennale 2026 และเทศกาลศิลปะนานาชาติ Kenduri Seni Tolong Menolong 2026 ทั้งสองงานกระจายผลงานอยู่ทั่วเมือง จากมหาวิทยาลัย ถึงรั้วสถานพินิจ จากพื้นที่ชุมชนถึงกลางนา นั่นทำให้การมาครั้งนี้ยิ่งตอกย้ำศักยภาพของปัตตานีในความคิดของฉัน 

สิ่งที่ต่างออกไปคือครั้งนี้ ศิลปะกำลังเป็นผู้เล่าเรื่องอย่างทรงพลัง

หลายเรื่องในสังคมเมื่อถูกทำให้กลายเป็นข่าว เป็นข้อเท็จจริง เป็นตัวเลข ส่วนใหญ่แล้วจะถูกขังอยู่ในกรอบของ ‘คำ’ แต่หลายครั้งประสบการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้นกับคน ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บปวด ความสูญเสีย กระทั่งพลังบางอย่างในการลุกขึ้นต่อสู้  มักจะมีพื้นที่ที่ถ้อยคำเอื้อมไปไม่ถึง 

เหมือนที่เราอ่านจากอินเทอร์เน็ตว่าปัตตานีเป็นอย่างไร แต่เมื่อไปถึงก็พบว่ามันเป็นมากกว่านั้น เหมือนที่เรารับรู้เรื่องราวของผู้สูญเสียครอบครัวจากเหตุการณ์ตากใบ-กรือเซะ พร้อมอายุความที่หมดไป แล้วรู้สึกถึงก้อนความว่างเปล่าขนาดใหญ่ในหัวใจ จุกขึ้นมาถึงลิ้นปี่ 

ศิลปะก็เป็นภาษาแบบนั้น เป็นอะไรบางอย่างที่ปรากฏอยู่ตรงกลางระหว่างถ้อยคำและห้วงหายใจ

Elaine Scarry นักวิชาการและศาสตราจารย์ด้านวรรณคดีชาวอเมริกันเคยเสนอไว้ว่า ความเจ็บปวดนั้นสามารถ ‘ทำลายภาษา’ ลงได้ เพราะบางครั้งคนที่เจ็บปวดจริงๆ ก็พูดไม่ได้ว่ามันเป็นอย่างไร ส่วนคนที่พยายามอธิบายแทนก็มักจะยืนอยู่ห่างจากตัวประสบการณ์จริงเสมอ นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมหลายๆ ครั้ง ข่าวที่รายงานความรุนแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงทำให้คนหันหน้าหนีมากกว่าที่จะยอมสบตาแล้วรู้สึก 

นักปรัชญา Walter Benjamin เคยแยก ‘ข้อมูลข่าวสาร’ ออกจาก ‘เรื่องเล่า’ ไว้อย่างน่าสนใจ เขาบอกว่าข้อมูลต้องยืนยันได้ทันที กินความหมายจบในตัวเองแล้วก็หมดไป แต่เรื่องเล่าและงานศิลปะยังคงเปิดพื้นที่ให้คนกลับมาตีความใหม่ได้เรื่อยๆ ไม่มีวันหมดความหมายลงไปง่ายๆ

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยอัมสเตอร์ดัมของ Yağmur Özbay ก็ชี้ไปทางเดียวกัน งานวิจัยพบว่าคนมักเลือกหันหน้าหนีจากเนื้อหาที่หนักหน่วง ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงจากรัฐ แรงงานเด็ก หรือการโจมตีพลเรือน เพราะรู้สึกล้นเกินจนปิดกั้นตัวเอง แต่เมื่อเรื่องราวเดียวกันถูกนำเสนอผ่านงานศิลปะ คนกลับเลือกที่จะอยู่กับมันนานขึ้น ครุ่นคิดมากขึ้น เพราะศิลปะสร้าง ‘ระยะห่างเชิงสุนทรียะ’ (aesthetic distance) ขึ้นมา

ระยะห่างดังกล่าวเป็นช่องว่างเล็กๆ ที่ทำให้เราเผชิญหน้ากับความจริงที่เจ็บปวดได้ ในช่องว่างนั้นเราอาจไม่ต้องแบกรับมันตรงๆ จนล้มลง ขณะเดียวกันก็ไม่ต้องหลบเลี่ยงไปจากความจริง เพราะที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าคือสิ่งที่บรรจุเรื่องราว ความคิด ความรู้สึก การตกตะกอน และวิธีที่ใครสักคนหนึ่ง ‘ทำงาน’ กับสิ่งที่เกิดขึ้นออกมา

ศิลปะจึงไม่ได้ทำให้ความเจ็บปวดเบาลง แต่ให้พื้นที่ที่เราจะกล้าเข้าไปยืนอยู่ตรงหน้าความเจ็บปวดนั้น

Pattani Biennale 2026 ใช้ชื่อธีมว่า ‘Simple Poetry’ หรือบทกวีสามัญ ผลงานในเทศกาลนี้ชวนเราหันกลับไปมองสิ่งเล็กๆ ที่ดูเหมือนไม่สลักสำคัญ แต่เต็มไปด้วยความหมายซึ่งตั้งอยู่ในเนื้อผิวของชีวิตประจำวัน นอกจากจะเต็มไปด้วยผลงานของศิลปินนับร้อยทั้งไทยและต่างประเทศ สิ่งที่ทำให้สะดุดใจอีกอย่างคือการที่ศิลปะทั้งหมดถูกจัดวางให้อยู่ใน ‘บทสนทนา’ เดียวกับเรื่องต่างๆ ในสังคม ความรุนแรง อคติต่อคนมุสลิม ชาวประมง แรงงานข้ามชาติ เพศ ไปจนถึงเรื่องเด็กและเยาวชน

ขณะเดียวกัน เทศกาลศิลปะนานาชาติ Kenduri Seni Tolong Menolong 2026 ภายใต้ธีม ‘RASO’ หรือศิลปะแห่งความรู้สึกแก่นแท้ นอกจากจะมีผลงานจัดแสดงหลายงานแล้ว ก็ยังพาทำงานร่วมกับชุมชน และหลายชิ้นก็ถ่ายทอดให้เห็น ‘ความรู้สึก’ อันละเอียดอ่อน

สำหรับฉัน ศิลปะที่กำลังเล่าเรื่องในปัตตานีไม่ใช่แค่การเอาความสวยงามมาตั้งไว้ (ซึ่งหากจะทำอย่างนั้นก็ไม่ผิดอะไร) แต่มันได้ร่วมกันตั้งคำถามว่า ใครกันแน่ที่มีสิทธิ์สร้างความหมาย ใครกันแน่ที่ต้องถูกฟังในสังคมนี้ ใครกันแน่คือใบหน้าที่ปรากฏเมื่อสังคมพูดถึง ‘ปัตตานี’ 

มันคือการช่วงชิงพื้นที่การเล่าเรื่องกลับคืน จากมือของใครๆ ที่มักผูกขาดว่าใครคือ ‘ผู้ร้าย’ หรือผูกขาดว่า ‘ปัตตานี’ เป็นอย่างไร

บทบรรณาธิการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อบอกเล่าทุกซอกทุกมุมของเทศกาลศิลปะ (รอติดตามเรื่องเล่าของเทศกาลเต็มๆ ได้ที่ The101.world) สิ่งที่อยากชวนคุยมากกว่าคือวิธีที่เรามองพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งจากระยะไกล 

เรามักรู้จักปัตตานีผ่านพาดหัวข่าว ผ่านสถิติเหตุการณ์ ผ่านคำว่า ‘ความรุนแรง’ ที่ถูกพูดซ้ำจนกลายเป็นภาพจำเดียวที่เหลืออยู่ แต่ถ้าการมองดูศิลปะคือวิธีหนึ่งของการมองดูสังคม การยืนอยู่ตรงหน้าผลงานสักชิ้นในมุมเล็กๆ ของปัตตานี ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการ ‘มองใหม่’ 

มองให้ช้าลง มองให้นานขึ้น มองในสิ่งที่ข่าวหรือ ‘คำ’ ไม่มีพื้นที่ให้ และยอมให้ตัวเองรู้สึกในสิ่งที่คำอธิบายไหนๆ ไม่เคยไปถึง

_________________

ปล. ภาพประกอบบทบรรณาธิการนี้ คือฝีมือการออกแบบของ สันติ ลอรัชวี ศิลปินผู้ร่วมจัดแสดงผลงานใน Pattani Biennale 2026 ณ ร้าน ‘สภากาแฟ 36 พรีเมี่ยม’ ถนนปัตตานีภิรมย์ เป็นคำว่า ‘ปัตตานี’ ที่เคลื่อนไหวอย่างอิสระในสายตาของผู้เขียน

เทศกาล Pattani Biennale 2026 จะจัดแสดงถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ติดตามรายละเอียดได้ที่ Facebook: Pattani Biennale

เทศกาลศิลปะนานาชาติ KENDURI SENI TOLONG MENOLONG 2026 จะจัดแสดงถึงวันที่ 30 กันยายน ติดตามรายละเอียดได้ที่ Facebook: Patani Artspace

Kenduri Seni Tolong Menolong 2026 Patani Artspace Pattani Biennale 2026 ชายแดนใต้ ปัตตานี ปาตานี ศิลปะ สามจังหวัดชายแดนใต้

เรื่อง: ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

จบจากรั้ววารสารฯ ธรรมศาสตร์ รักที่จะถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ด้วยนำ้เสียงสนุกสนาน เข้าถึงคนรุ่นใหม่ สนใจประเด็นเรื่องเพศ และเชื่อในการบอกเล่าเรื่องราวของผู้คนอย่างเท่าเทียม