กรรณิการ์ เปรมใจ : ชีวิตติดผืนดินบนเส้นทางโบราณคดี - มติชนสุดสัปดาห์

Multiverse | บัญชา ธนบุญสมบัติ
ด้วยความสนใจโบราณคดี ผมจึงหาโอกาสแวะไปหลุมขุดค้นแหล่งโบราณคดีดอนยายทอง อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี หลายครั้ง ได้เรียนรู้เรื่องราวและสังเกตการทำงานของนักโบราณคดี ทั้งยังโชคดีที่มีโอกาสพูดคุยกับเจ้าของที่นา คือคุณคนางค์ เพชรสุด รวมทั้งนักโบราณคดีหลายคนที่สำคัญ ได้แก่ หัวหน้าทีมขุดค้น คือคุณกรรณิการ์ เปรมใจ นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี กรมศิลปากร
“หนูมีเกรียงอย่างเดียว ที่เหลือก็กล้องถ่ายรูป แล้วก็เอาสมองไป”
คุณกรรณิการ์ หรือบี ตอบด้วยเสียงหัวเราะสดใส เมื่อผมถามถึงอุปกรณ์คู่กายช่วงที่ยังเป็นนักโบราณคดีอิสระ
กรรณิการ์เป็นคนทำงานภาคสนามที่คร่ำหวอดในวงการขุดค้นมานานกว่า 24 ปี มีประสบการณ์ทำงานฟรีแลนซ์และงานเอกชนในระยะแรก และงานราชการในระยะหลังอีก 19 ปีจนถึงปัจจุบัน
แม้ว่าเธอจะไม่ใช่คนที่หลงใหลโบราณคดีมาตั้งแต่วัยเด็ก แต่เมื่อได้เรียนรู้อย่างถูกต้องจากครูบาอาจารย์ที่ใส่ใจ ประกอบกับความตั้งใจจริงและลักษณะงานที่ถูกจริต ก็ทำให้เธอก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง งานขุดดินเพื่อค้นหาโบราณวัตถุได้กลายเป็นส่วนสำคัญของชีวิต และเป็นภารกิจสร้างความรู้ด้านประวัติศาสตร์-โบราณคดีให้แก่สังคมไทยและสังคมโลก
ย้อนกลับไปในวัยเด็ก เด็กหญิงกรรณิการ์เกิดที่อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี เรียกได้ว่าเป็นเด็กบ้านนอก เพราะถนนยังเป็นลูกรัง เธอเรียนระดับประถมที่โรงเรียนบ้านทุ่งเฟื้อ (เอมสะอาดอำนวย) แล้วต่อระดับมัธยมที่โรงเรียนเบญจมเทพอุทิศจังหวัดเพชรบุรี
“ตอนเด็กบีเก่งคณิตศาสตร์นะ แต่พอโตมาเจอพาราโบลาก็อ๊องไปเลย มาได้ภาษาไทยแทน” เธอเล่าพร้อมยิ้ม “บีก็เหมือนเด็กบ้านนอกทั่วไป อยากเป็นครู อยากเป็นนักบัญชี นั่งทำงานห้องแอร์สวยๆ ไม่ต้องตากแดด แต่ไม่อยากเป็นพยาบาลเพราะกลัวเข็ม”
ปี พ.ศ.2542 เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ เมื่อเธอสอบติดโควต้าภาคตะวันตก ได้เข้าเรียนในคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
“ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าโบราณคดีคืออะไร แต่มีละครเรื่อง ‘ขุนเดช’ บีชอบขุนเดช ดูอนุรักษ์ดี แล้วก็รู้แค่ว่าทำงานโบราณคดีจะได้เที่ยว…ครูแนะแนวยังถามเลยว่า มั่นใจนะว่าจะเลือกคณะนี้” เธอเล่าเรื่องราวในช่วงนั้น
การเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ครั้งที่สองในชีวิตของสาวน้อยจากเพชรบุรี คือการมามอบตัวพร้อมพ่อที่เช่ารถเพื่อมาส่ง ภาพพี่ๆ แต่งตัวบ้าๆ บอๆ เตรียมไปค่ายทำเอาพ่อตั้งคำถามว่า “เรียนคณะนี้แล้วจะไปทำอะไร?”
แต่ในที่สุด บีก็ก้าวเข้าสู่รั้วศิลปากร พร้อมเพื่อนร่วมรุ่น 143 คน (ในจำนวนนี้มีเพื่อนเรียนเอกโบราณคดี 22 คน) ภายใต้วัฒนธรรมที่หล่อหลอมให้ทุกคนรักใคร่กันอย่างเหนียวแน่น
“บีจำชื่อเพื่อนทั้ง 143 คนได้หมด จำได้ว่าใครเรียนเอกอะไร”

ภาพถ่ายเมื่อวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ.2569
กรรณิการ์รู้ตัวว่า ‘มาถูกทางแล้ว’ ตั้งแต่เมื่อได้ลงภาคสนามตอนเรียนชั้นปีที่ 1 เธอพบว่าตัวเองเป็นคนชอบลงมือทำ ชอบฟังเพื่อเรียนรู้ และหลงใหลใน ‘โบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์’ โดยมีนักโบราณคดีชั้นครู อย่างเช่นรองศาสตราจารย์สุรพล นาถะพินธุ (อาจารย์น้อย) และศาสตราจารย์ ดร.รัศมี ชูทรงเดช (ครูอิ๋ว) คอยเจียระไน
“นักศึกษารุ่นบีรักอาจารย์น้อยมาก ท่านเป็นอาจารย์ในดวงใจของบี ตอนอาจารย์น้อยเกษียณ พวกเรามอบเกรียงมาร์แชลให้อาจารย์ แฟนเพื่อนที่มีทักษะด้านคร่ำเงิน-คร่ำทองก็ทำลายรดน้ำให้อาจารย์”
นอกจากนี้ เธอยังเล่าว่า “อาจารย์น้อยเคยมาที่ดอนยายทองครั้งหนึ่งด้วย บีตื่นเต้นมาก”
สารนิพนธ์ปริญญาตรีของกรรณิการ์ว่าด้วยเรื่องการใช้วิธีเรขาคณิตศึกษาภาชนะดินเผา 79 ใบ จากแหล่งโบราณคดีบ้านโป่งมะนาว จังหวัดลพบุรี เป็นงานวิจัยที่ต้องออกขุดค้นถึง 3 ครั้ง ในที่สุดเธอก็เรียนจบในปี พ.ศ.2546
ชีวิตหลังจบปริญญาตรีเริ่มต้นด้วยการเป็นฟรีแลนซ์ ประเดิมงานแรกเป็นลูกจ้างกรมศิลปากร ทำงานเป็นนักโบราณคดีที่อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ดูแลการขุดค้นทางโบราณคดีที่พระวิหารหลวง ใกล้วัดพระศรีสรรเพชญ์ เงินเดือนในขณะนั้น 5,500 บาท คนขุดเป็นป้าๆ ที่อุทยานฯ จ้าง
“พวกป้าๆ นี่ขุดเก่งนะ มืออาชีพ บีเป็นนักโบราณคดี ก็ทำหน้าที่ควบคุมการขุด เก็บหลักฐาน แล้วก็ทำรายงาน”
กรรณิการ์เล่าว่า หลังจากอยู่อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาได้ราวปีกว่าๆ ก็ย้ายไปทำงานภาคเอกชนที่ลำพูนกับพี่วิวรรณ แสงจันทร์ ซึ่งเธอเรียกว่า ‘พี่วิ’
คุณวิวรรณท่านนี้เป็นนักโบราณคดีคนสำคัญผู้นำทีมขุดค้นโบราณสถานวัดส้มสุก ตำบลมะลิกา อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นแหล่งค้นพบจารึกอักษรฝักขามบนแผ่นอิฐมากกว่า 200 ชิ้น และได้รับการยกย่องว่าเป็นวัดที่มีจารึกมากที่สุดในประเทศไทย
ส่วนบริษัทเอกชนที่ลำพูนคือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เฌอ กรีน ซึ่งทำงานขุดและบูรณะโบราณสถาน โดยรับงานจ้างจากกรมศิลปากร
“ตอนอยู่กับพี่วิก็โหด เพราะพี่เขาฝึกให้อยู่ง่ายกินง่าย ตอนไปขุดที่เจดีย์วัดเกาะกลาง จังหวัดลำพูน บีก็เป็นผู้หญิงคนเดียว แล้วก็มีน้องราชภัฏผู้ชายสองคน ก็แบ่งห้องแยกกันอยู่”
ช่วงที่ทำงานทางเหนือ กรรณิการ์ทำงานหลายพื้นที่ ไม่ว่าลำพูน เชียงแสน และพะเยา (โบราณสถานเวียงลอ) มีงานต่อเนื่อง ระยะแรกได้รับค่าแรงวันละ 400 บาท ต่อมาได้เป็นเดือน เดือนละ 12,000 บาท คนงานอู้กำเมืองก็พอฟังได้ เธอทำงานอยู่แถบภาคเหนือเกือบ 2 ปี
จากนั้นกรรณิการ์ก็ออกมาเป็นนักโบราณคดีอิสระ รับงานเอง โดยใช้สายสัมพันธ์พี่น้องในคณะโบราณคดี เธอเคยไปทำงานที่โบราณสถานเขาพระนารายณ์ (เขาศรีวิชัย) จ.สุราษฎร์ธานี และเล่าว่า
“มีกระแสคนเอาดินไปร่อนหาลูกปัด แล้วเราเพิ่งจบใหม่ๆ เลือดโบราณคดีมันเข้มข้น ไม่ยอม ก็ทำอยู่ได้สักเดือนหนึ่ง จากนั้นก็ย้ายไปรับงานที่่อุตรดิตถ์ ไปคนเดียวเลย แล้วก็มาทำงานที่บึงคอกช้าง จ.อุทัยธานี ตอนนั้นรับงานเองเต็มตัว 100% เต็ม”
พอทำงานที่บึงคอกช้างเสร็จ ก็สอบบรรจุรับราชการที่กรมศิลปากรได้ในปี พ.ศ. 2550 ในตำแหน่งนักโบราณคดีปฏิบัติการอยู่ที่อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง กรรณิการ์เป็นนักโบราณคดีประจำอุทยานประวัติศาสตร์ ทำงานที่นี่รวม 6 ปี มีทั้งงานบรรยายและงานขุดค้น เช่น ขุดฐานปราสาทประธานของปราสาทพนมรุ้งในช่วงปี พ.ศ. 2554-2555 ขุดคันดินโบราณที่ปราสาทเมืองต่ำ และขุดแหล่งโบราณคดีบ้านบุ (ปราสาทบ้านบุ) ผลงานทั้งหมดนี้มีรายงานอยู่ที่อุทยานฯ
“บีเป็นสายโบราณคดีประเภทที่สมัยเรียนเกลียดวิชาประวัติศาสตร์ศิลป์ เรียนแล้วง่วงนอน แต่พอได้รับการบรรจุที่อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง เหมือนเป็นเวรกรรม (หัวเราะ) ต้องไปเริ่มต้นใหม่หมด ต้องเข้าใจสถาปัตยกรรมขอม แต่เราก็สู้” เธอเล่า
เมื่อถามว่าในการทำงานที่กรมศิลปากรมีที่ไหนที่รู้สึกสนุกที่สุด กรรณิการ์ตอบว่าทุกที่จะเจอของใหม่ตลอด ทุกงานไม่เหมือนกันเลย
“อย่างที่แหล่งโบราณคดีโคกฝรั่ง (ที่บุรีรัมย์) ไม่คิดว่าจะเจอโครงกระดูกก็เจอ แล้วเจอว่าปลายเท้ามีเต่าทั้งตัววางอุทิศให้”
“หรืออย่างเรือโบราณพนมสุรินทร์ ก็ต้องทำงานในบ่อกุ้ง ต้องสาดเลน ต้องเจออะไรว้าวๆ เจอเมล็ดพืช เจอเรือผูกเย็บด้วยเชือก เจอเชือกถักหลายแบบ เจออะไรที่มันแปลกๆ แต่งานที่เรือพนมสุรินทร์ ตั้งใจว่าจะไม่เอาเป็นผลงานอะไร แค่ไปช่วยพี่เขา”
“จริงๆ หนูไม่มีอะไรเลยนะ แต่คนชอบบอกว่าไปขุดที่ไหนก็มือขึ้น” เธอเล่า

ภาพเมื่อวันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ.2569
เมื่อถามถึงผลงานในดวงใจ กรรณิการ์ตอบทันทีโดยไม่ลังเลว่า “ปังปอนด์”
‘ปังปอนด์’ เป็นชื่อเรียกอย่างลำลองของโครงกระดูกเด็กอายุราว 5-8 ปี ที่ขุดพบที่ถ้ำดิน เขาสามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ สมัยยุคน้ำแข็ง มีอายุประมาณ 30,000 ปี และที่สำคัญคือ เก่าที่สุดในประเทศไทย
“ช่วงปี 2567 บีเจอปัญหาวิกฤตปฏิสัมพันธ์กับคน เกือบไม่ได้ทำงานที่ถ้ำดิน แต่ด้วยความดื้อของเราที่อยากทำงาน บีเลยดื้อที่จะทำ แล้วพอเจอปังปอนด์ มันเหมือนปลดล็อกชีวิตเลย”
“โชคดีที่มีกัลยาณมิตร คือ ‘พี่ยุง’ ซึ่งเป็นหัวหน้าเก่าของบีบอกว่า ‘ให้การทำงานเป็นเครื่องพิสูจน์ตัวตน'”
‘พี่ยุง’ ท่านนี้คือ คุณพยุง วงษ์น้อย ปัจจุบันเป็นนักโบราณคดีทรงคุณวุฒิ ข้าราชการบำนาญกรมศิลปากร
กรรณิการ์เล่าถึงความเชื่อส่วนตัวว่า ก่อนเจอปังปอนด์ เธอฝันว่ามีผู้หญิงมาบอกว่าอีก 2 วันจะเจอโครงกระดูก ที่น่าสนใจคือ จุดที่เธอเลือกขุดคือชิดผนังถ้ำ ซึ่งไม่ใช่ตำแหน่งที่นักโบราณคดีให้ความสำคัญในอันดับแรก นักโบราณคดีด้วยกันเองยังตั้งคำถามเลยว่าคิดยังไงไปขุดตรงนั้น แม้แต่ครูอิ๋ว (ศาสตราจารย์ ดร.รัศมี ชูทรงเดช) ก็บอกว่าปกติขุดในถ้ำมักจะขุดตรงกลาง
เธออธิบายว่า “บีขุดชิดผนังถ้ำ เหตุผลคือเพราะตรงนั้นมีภาพเขียนสี มีดินเผาไฟ บีอยากหาอายุภาพเขียนสี”
ด้วยความมุ่งมั่นและความกล้าคิดนอกกรอบ ทำให้เธอค้นพบหลักฐานชิ้นสำคัญคือ ‘ปังปอนด์’
เช่นเดียวกับที่ดอนยายทอง เดิมทีโครงการจะจบแค่การกู้กลองมโหระทึก แต่ด้วยความใส่ใจ เธอมองเห็นเศษกลองที่ติดอยู่กับดิน และเกรงว่าหากปล่อยทิ้งไว้ น้ำฝนและงานเกษตรกรรมของชาวบ้านจะทำให้หลักฐานรุ่ยสลายไปหมด เธอจึงขอขุดกู้ชิ้นส่วนที่เหลือขึ้นมาให้สมบูรณ์ที่สุด
“เจตนาบีมีแค่นี้เลย บีไม่รู้หรอกว่าจะเจออะไร เพราะไม่เคยขุดกลองมโหระทึกมาก่อน”
การทำงานขุดค้นแต่ละแห่งมีความยากต่างกัน หากเปรียบเทียบสองแห่งคือ ถ้ำดินกับดอนยายทอง กรรณิการ์อธิบายว่า
“ที่ถ้ำดิน ต้องเดินขึ้น-ลงเขาทุกวัน ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก คนทำงานต้องสวมถุงมือ และใส่หน้ากาก N95 ตอนปี 2566 บีเคยขุด แล้วป้องกันไม่ดี ทำให้คอแห้งเจ็บ คงเป็นเพราะฝุ่นเข้าไป แล้วถ้ำดินนี่บีกลัวเรื่องสัตว์ป่าตกลงไปในหลุมที่เราขุดไว้”
“แต่ที่ดอนยายทอง มีปัญหาเรื่องการบริหารจัดการ คือคนมาเยี่ยมชมอยู่เรื่อยๆ ไม่สามารถหยุดงานได้”
ความเป็นห่วงไซต์งานทำให้เธอหยุดพักไม่ได้ จิตใจพะวงกับงาน ฝันถึงบ่อยๆ และบางครั้งตื่นขึ้นมากลางดึกในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมานี้ ยิ่งใกล้วันยกแท่น (ศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม 2569) ก็ฝันว่ายกแท่น บางทีฝันว่ากำลังขุดอยู่ บางทีก็ฝันว่าเจอทอง”
เมื่อถามคำถามสุดท้ายว่า “ความหวังของบีเกี่ยวกับโบราณคดีในสังคมไทย คืออะไร?”
กรรณิการ์ถอนหายใจยาว ก่อนสะท้อนปัญหาใกล้ตัวที่เธอพบเจอจากไซต์งานดอนยายทอง
“สิ่งที่บีนึกได้ คือเรื่องการกวดขันไม่ให้มีการลักลอบหาโบราณวัตถุแล้วนำมาซื้อขายกัน เพราะนั่นคือการได้โบราณวัตถุมาโดยมิชอบ”
“แทบทุกคนมองว่า การใช้เครื่องตรวจหาโลหะเพื่อหาของโบราณเป็นเรื่องธรรมดา พวกที่ใช้เครื่องตรวจหาโลหะก็บอกว่า ถ้าไม่ทำอย่างนั้นก็จะไม่รู้ว่าตรงนี้มีแหล่ง คนซื้อก็อ้างว่าถ้าไม่ซื้อเอาไว้ ก็จะทำให้ของตกไปอยู่ต่างประเทศ แต่นั่นเป็นความเข้าใจของคนที่เข้าข้างตัวเองนะ ถ้าไม่มีใครไปขุดขึ้นมา โบราณวัตถุก็ยังคงปลอดภัยอยู่ในดิน” เธอยังเสริมด้วยว่า “ดูง่ายๆ อย่างเว็บไซต์ขายลูกปัดเยอะแยะไปหมด”
จากเด็กสาวบ้านแหลมที่ไม่เคยรู้จักโบราณคดีในวันนั้น สู่ ‘กรรณิการ์ เปรมใจ’ ผู้ที่สามารถเรียกตนเองว่าเป็น ‘นักโบราณคดี’ อย่างเต็มภาคภูมิในวันนี้ ผลงานที่ผ่านมาของเธอเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่า โบราณคดีไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องราวเกี่ยวกับอดีต แต่ยังเป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องใส่ใจในปัจจุบัน เพื่อส่งต่อคุณค่าและความหมายของความเป็นมนุษย์สู่อนาคต