ถอดรหัส "ทรัมป์" ปรับแผนซ้อมรบเกาหลีใต้ ปูทางดึง "คิม จองอึน" เจรจาสันติภาพ

การฝึกซ้อมทางทหารระหว่างสหรัฐอเมริกาและเกาหลีใต้ เป็นกิจกรรมที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่การหยุดยิงในสงครามเกาหลีเมื่อปี พ.ศ.2496 โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อรักษาความพร้อมรบและความสามารถในการปฏิบัติการร่วมกัน หากเกิดวิกฤตบนคาบสมุทรเกาหลี

ขณะที่การฝึก Freedom Shield ซึ่งจัดขึ้นในเดือนมีนาคม และ Ulchi Freedom Shield ซึ่งจัดขึ้นในเดือนสิงหาคม ถือเป็นการฝึกสำคัญประจำปีของพันธมิตร ที่ทั้ง 2 ฝ่ายยืนยันมาโดยตลอดว่า การฝึกมีลักษณะเชิงป้องกันและมุ่งเสริมความพร้อมของกองกำลังพันธมิตร

แต่ปี 2569 นี้ โลกเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน เมื่อการฝึก Freedom Shield ในเดือนมีนาคมมีการฝึกภาคสนาม 22 ครั้ง ลดลงอย่างมากจาก 51 ครั้งจากปีที่แล้ว แม้จำนวนกำลังพลที่เข้าร่วมการฝึกโดยรวมยังอยู่ในระดับใกล้เคียงเดิม ทำให้นักวิเคราะห์มองว่าการลดความเข้มข้นของการฝึก อาจเป็นสัญญาณที่ช่วยสร้างบรรยากาศเอื้อต่อการเปิดช่องทางเจรจากับเกาหลีเหนือ

ถอดรหัส "ทรัมป์" ปรับแผนซ้อมรบเกาหลีใต้ ปูทางดึง "คิม จองอึน" เจรจาสันติภาพ

ถอดรหัส "ทรัมป์" ปรับแผนซ้อมรบเกาหลีใต้ ปูทางดึง "คิม จองอึน" เจรจาสันติภาพ

ล่าสุด ประธานาธิบดีทรัมป์ ยังตอกย้ำแนวความคิดเจรจากับโสมแดง ด้วยการสั่งให้กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ลดการมีส่วนร่วมในการฝึก Ulchi Freedom Shield อีก แม้การฝึกจะยังเริ่มต้นตามกำหนดเดิม และสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้ยังคงประสานงานด้านความมั่นคงร่วมกันต่อไปก็ตาม

โดยให้เหตุผลเกี่ยวกับต้นทุนของการฝึก การตัดพ้อเรื่องความไม่ช่วยเหลือของเกาหลีใต้ปมสงครามตะวันออกกลาง และมุมมองว่าการซ้อมรบดังกล่าวอาจสร้างแรงกดดันต่อเกาหลีเหนือ มากไปกว่านั้น ทรัมป์ยังย้ำถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเขากับ "คิม จอง อึน" ผู้นำเกาหลีเหนือ อีกด้วย

สหรัฐฯ ปรับกลยุทธ์การทูต รางวัลล่วงหน้า-ลดแรงตึงเครียด

ดร.ไพบูลย์ ปีตะเสน ประธานศูนย์เอเชียศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์เจาะลึกถึงปรากฏการณ์นี้ว่า การลดระดับการซ้อมรบของสหรัฐฯ ไม่ใช่เพียงเรื่องของการลดภาระค่าใช้จ่ายทางการทหารตามที่ประธานาธิบดีทรัมป์หยิบยกมาอ้างต่อสาธารณชนเท่านั้น แต่เป็น "กลยุทธ์ทางการทูตเชิงรุก" ที่ถูกวางแผนไว้อย่างแยบยล

ดร.ไพบูลย์ ปีตะเสน ผู้เชี่ยวชาญด้านเกาหลีศึกษา ปธ.ศูนย์เอเชียศึกษา มธ.

ดร.ไพบูลย์ ปีตะเสน ผู้เชี่ยวชาญด้านเกาหลีศึกษา ปธ.ศูนย์เอเชียศึกษา มธ.

การซ้อมรบร่วมระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ ซึ่งดำเนินมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่การพักรบในสงครามเกาหลีเมื่อปี พ.ศ.2496 (ค.ศ. 1953) ถือเป็นหนามยอกอกและจุดยั่วเย้าสำคัญที่สร้างความโกรธแค้น ตลอดจนความหวาดระแวงแก่รัฐบาลเปียงยางมาโดยตลอด เกาหลีเหนือมองว่าการซ้อมรบดังกล่าวคือการจำลองสถานการณ์เพื่อยึดครองและล้มล้างระบอบการปกครองของตน

แต่การที่สหรัฐฯ ยอมอ่อนข้อด้วยการลดกิจกรรมทางทหารลงก่อน จึงเปรียบเสมือนการส่ง "ข้อเสนอไมตรีล่วงหน้า" เพื่อลดแรงตึงเครียด สร้างบรรยากาศแห่งความไว้เนื้อเชื่อใจ และสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการดึงตัว "คิม จองอึน" ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ให้ยินยอมกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาอีกครั้ง

คิม จองอึน "เนื้อหอม" เกาหลีเหนือในยุคที่เลือกได้

อย่างไรก็ตาม ดร.ไพบูลย์ ชี้ให้เห็นว่า บริบทการเมืองโลกและดุลอำนาจในคาบสมุทรเกาหลีในปัจจุบัน ได้เปลี่ยนแปลงไปจากยุค ทรัมป์1.0 ที่เคยพบกับผู้นำคิม ในช่วงปี 2561-2562 ที่ สิงคโปร์ เวียดนาม และ เขตปลอดทหารบริเวณพรมแดนเกาหลีใต้-เกาหลีเหนือ อย่างสิ้นเชิง

ในเวลานี้ สถานะทางการเมืองและอำนาจการต่อรองของเกาหลีเหนือพุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในสายตาของประเทศมหาอำนาจ ปัจจัยชี้ขาดสำคัญมาจากวิกฤตสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ซึ่งเกาหลีเหนือได้ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในฐานะ "พันธมิตรยุทธศาสตร์" ของมอสโก ด้วยการส่งกำลังพลทหาร อาวุธ ยุทโธปกรณ์ และกระสุนปืนใหญ่จำนวนมหาศาลเพื่อสนับสนุนกองทัพรัสเซียอย่างต่อเนื่อง

ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างเปียงยางและมอสโกแนบแน่นลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยรัสเซียได้ตอบแทนเกาหลีเหนือด้วยการส่งมอบเทคโนโลยีด้านความมั่นคงขั้นสูง ทั้งเทคโนโลยีดาวเทียมสอดแนม ขีปนาวุธ และความช่วยเหลือด้านพลังงานและอาหาร

นอกจากนี้ การเคลื่อนไหวทางการทูตของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ที่ได้เดินทางไปเยือนเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการด้วยตนเอง เมื่อวันที่ 8–9 มิ.ย.2569 ยังเป็นดัชนีชี้วัดถึงการให้เกียรติ ยอมรับ และยกย่องบทบาทของ ผู้นำเกาหลีเหนือ ในฐานะผู้เล่นหลักบนเวทีความมั่นคงระดับภูมิภาค เมื่อประกอบกับการที่เกาหลีเหนือประสบความสำเร็จในการเร่งพัฒนาขีดความสามารถด้านขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) อย่างก้าวกระโดดตลอด 7 ปีที่ผ่านมา

ทำให้ คิม จองอึน ในวันนี้ กุมความเหนือกว่าในเกมการต่อรองอย่างสมบูรณ์ และดูเหมือนว่าไม่มีความจำเป็นต้องรีบร้อนตอบรับการเจรจาตามเสียงเรียกร้องของสหรัฐฯ หากข้อเสนอของฝ่ายสหรัฐฯ ไม่น่าดึงดูดใจหรือคุ้มค่าพอ

ถอดรหัส "ทรัมป์" ปรับแผนซ้อมรบเกาหลีใต้ ปูทางดึง "คิม จองอึน" เจรจาสันติภาพ

ถอดรหัส "ทรัมป์" ปรับแผนซ้อมรบเกาหลีใต้ ปูทางดึง "คิม จองอึน" เจรจาสันติภาพ

เปลี่ยนผ่านนโยบาย จาก "ปลดอาวุธ" สู่ "ควบคุมอาวุธ"

ประธานศูนย์เอเชียศึกษา มธ. วิเคราะห์ต่อว่า หากกระบวนการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือสามารถฟื้นคืนกลับมาได้จริง ปรากฏการณ์นี้จะสะท้อนถึง "จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง" ของนโยบายการต่างประเทศสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกอย่างแท้จริง

จากเดิมที่สหรัฐฯ เคยยึดมั่นในนโยบายการปลดอาวุธนิวเคลียร์อย่างสมบูรณ์ (Denuclearization Policy) ซึ่งเป็นเงื่อนไขสุดโต่งที่เกาหลีเหนือไม่มีวันยอมรับ เนื่องจากอาวุธนิวเคลียร์คือหลักประกันความอยู่รอดสูงสุดของระบอบคิม แต่ขณะนี้ สหรัฐฯ กำลังถูกบีบให้ต้องยอมรับความเป็นจริงทางยุทธศาสตร์ และปรับเปลี่ยนเข้าสู่นโยบาย "การควบคุมอาวุธ" (Arms Control Policy) แทน

การเปลี่ยนผ่านสู่นโยบายการควบคุมอาวุธ หมายถึงการยอมรับโดยปริยายว่าเกาหลีเหนือได้กลายเป็น "รัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์" แต่เป้าหมายของการเจรจาจะเปลี่ยนเป็นการกำหนดกรอบความตกลงเพื่อจำกัดจำนวนหัวรบนิวเคลียร์ ห้ามการทดลองพิสัยไกลเพิ่มเติม ควบคุมการพิสูจน์แผ่ขยายอาวุธ และห้ามมิให้นำออกมาใช้งานจริง

ซึ่งหากแนวคิดนี้ได้รับการผลักดันอย่างเป็นรูปธรรม จะนำไปสู่กรอบการเจรจาที่แบ่งออกเป็นหลายขั้นตอน เริ่มจากการเจรจาทวิภาคีระดับท็อประหว่างสหรัฐฯ-เกาหลีเหนือ เพื่อวางกรอบความตกลงหลัก จากนั้นจึงขยายผลไปสู่การเจรจาระหว่างเกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้

จนนำไปสู่การฟื้นฟูกลไกการเจรจา 6 ฝ่าย ซึ่งประกอบด้วย สหรัฐฯ, เกาหลีเหนือ, เกาหลีใต้, จีน, รัสเซีย และญี่ปุ่น เพื่อร่วมกันจัดทำ "สัญญาสันติภาพ" มาแทนที่ข้อตกลงหยุดยิงเดิม ซึ่งอาจจะช่วยยุติสภาวะสงครามบนคาบสมุทรเกาหลีที่ยืดเยื้อมานานกว่า 70 ปีอย่างเป็นทางการ

ถอดรหัส "ทรัมป์" ปรับแผนซ้อมรบเกาหลีใต้ ปูทางดึง "คิม จองอึน" เจรจาสันติภาพ

ถอดรหัส "ทรัมป์" ปรับแผนซ้อมรบเกาหลีใต้ ปูทางดึง "คิม จองอึน" เจรจาสันติภาพ

สอดรับ "อี แจมยอง" อยากยุติสงคราม

ทิศทางนโยบายใหม่ของสหรัฐฯ ยังมีความสอดคล้องอย่างแนบเนียนกับแนวคิดของ ประธานาธิบดีอี แจมยอง ผู้นำเกาหลีใต้คนปัจจุบัน ซึ่งมาจากพรรคเสรีนิยมและมีจุดยืนด้านสิทธิมนุษยชนรวมถึงการส่งเสริมสันติภาพอย่างชัดเจน เขาแตกต่างจากอดีตประธานาธิบดียุน ซอกยอล สายอนุรักษ์นิยมที่มีนโยบายแข็งกร้าวตอบโต้เกาหลีเหนือแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน

โดยประธานาธิบดีอี แจมยอง ได้แสดงเจตนารมณ์ในการเคารพรูปแบบการปกครองของเกาหลีเหนือ หลีกเลี่ยงการยั่วยุทางการทหารตามแนวชายแดน และพร้อมที่จะเปิดประตูความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการทูต เพื่อสร้างมรดกทางการเมืองในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนบนคาบสมุทรเกาหลี อันเป็นความฝันสูงสุดที่ผู้นำเกาหลีใต้แต่ละคนหวังให้เกิดขึ้นจริงในยุคการปกครองของตนเอง

ถอดรหัส "ทรัมป์" ปรับแผนซ้อมรบเกาหลีใต้ ปูทางดึง "คิม จองอึน" เจรจาสันติภาพ

ถอดรหัส "ทรัมป์" ปรับแผนซ้อมรบเกาหลีใต้ ปูทางดึง "คิม จองอึน" เจรจาสันติภาพ

อย่างไรก็ดี การปรับเปลี่ยนดุลอำนาจและการปรับทิศทางของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ อาจสร้างความวิตกกังวลและรอยแตกร้าวเชิงยุทธศาสตร์ในกลุ่มพันธมิตรเดิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นและกลุ่มอนุรักษ์นิยมในเกาหลีใต้ ที่มองว่าการที่สหรัฐฯ ยอมรับนโยบายควบคุมอาวุธแทนปลดอาวุธ เท่ากับเป็นการลอยแพความมั่นคงของพันธมิตร และหากประธานาธิบดีทรัมป์ตัดสินใจลดขนาดหรือถอนกำลังทหารสหรัฐฯ จำนวน 28,500 นายที่ประจำการอยู่ในเกาหลีใต้เพื่อแลกกับการบรรลุข้อตกลงกับคิม จองอึน ก็อาจกดดันให้ทั้งเกาหลีใต้และญี่ปุ่นต้องทบทวนนโยบายความมั่นคงครั้งใหญ่ รวมถึงอาจถูกบีบให้ต้องเร่งพัฒนาหรือครอบครองอาวุธนิวเคลียร์เป็นของตนเองเพื่อการป้องปรามในอนาคต

หากเจรจาสำเร็จ อาจปลดล็อกค้าขายเอเชีย

ดร.ไพบูลย์ มองว่า การที่สหรัฐฯ เปลี่ยนแปลงนโยบายต่อเกาหลีเหนือยังอาจมีผลต่อประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไทย เนื่องจากที่ผ่านมาแรงกดดันจากสหรัฐฯ และมาตรการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือ ทำให้หลายประเทศจำกัดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการทูตกับเกาหลีเหนือ

แต่หากกระบวนการเจรจาสันติภาพภายใต้การนำของ ทรัมป์ 2.0 ประสบความสำเร็จ ก็อาจนำไปสู่การผ่อนคลายมาตรการต่าง ๆ ได้มากขึ้น ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยปลดล็อกข้อจำกัดต่าง ๆ ทำให้สามารถกลับมารื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า และการแลกเปลี่ยนในมิติต่าง ๆ กับเกาหลีเหนือได้อย่างเป็นปกติอีกครั้ง

ถอดรหัส "ทรัมป์" ปรับแผนซ้อมรบเกาหลีใต้ ปูทางดึง "คิม จองอึน" เจรจาสันติภาพ

ถอดรหัส "ทรัมป์" ปรับแผนซ้อมรบเกาหลีใต้ ปูทางดึง "คิม จองอึน" เจรจาสันติภาพ

ในวันที่สหรัฐฯ สูญเสียความชอบธรรมในตะวันออกกลางและยังถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการแทรกแซงประเทศอื่น ทรัมป์จึงอาจต้องการใช้คาบสมุทรเกาหลีเป็นเวทีสร้างบทบาท "พระเอก" หรือ "ฮีโร่" ผู้ยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 70 ปี หากเขาสามารถจูงมือเกาหลีเหนือและใต้มาจับมือกันได้จริง ทรัมป์จะถูกจารึกในฐานะผู้นำที่เปลี่ยนโลกด้วยวิธีคิดนอกกรอบที่ไม่มีประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนไหนเคยกล้าทำมาก่อนเลยก็ได้ ดร.ไพบูลย์ กล่าวปิดท้าย

อ่านข่าว :

น่านฝนถล่ม น้ำทะลักท่วมปัว ฝนสะสม 24 ชม. วัดได้ 339.6 มม.

ฝนตกหนักทำน้ำป่าหลากท่วม "ปัว" จ.น่าน ถนนบางจุดรถผ่านไม่ได้

แผ่นดินไหวอินโดฯ เซ่นแล้ว 70 ศพ - สเปนเจอขนาด 5.0 รุนแรงสุดรอบ 70 ปี