ทรัมป์โพสต์ "ฮอร์มุซ" ดินแดนใหม่สหรัฐฯ เตหะรานสวนกลับ "ไม่มีสิทธิ์"
วันนี้ (19 ส.ค.2569) The Guardian รายงานสถานการณ์ความขัดแย้ง ในภูมิภาคตะวันออกกลางและยุทธศาสตร์การเมืองโลก ทวีความตึงเครียดขึ้นอีกระดับ เมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา กล่าวระหว่างการปราศรัย ต่อหน้าสถาบันตำรวจบนเกาะลองไอส์แลนด์ นครนิวยอร์ก โดยส่งสัญญาณขู่ว่าจะทำการประกาศให้ "ช่องแคบฮอร์มุซ" ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางทะเลที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ให้กลายเป็น "ดินแดนของสหรัฐอเมริกา" ในอีกไม่นานนี้
และเมื่อวันที่ 18 ส.ค. ผู้นำสหรัฐฯ โพสต์รูปภาพผ่านทรูธโซเชียล แผนที่ช่องแคบฮอร์มุซและวงกลม พร้อมข้อความในภาพ "ดินแดนใหม่ของสหรัฐฯ"
ทรัมป์โพสต์ "ฮอร์มุซ" ดินแดนใหม่สหรัฐฯ เตหะรานสวนกลับ "ไม่มีสิทธิ์"
การออกมาแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าวของผู้นำสหรัฐฯ มีขึ้นในขณะที่รัฐบาลวอชิงตัน กำลังเผชิญความยากลำบากอย่างหนัก ในการหาทางลงหรือสรุปผลสงครามกับอิหร่าน หลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดฉากปฏิบัติการทางทหารเข้าใส่อิหร่านมาตั้งแต่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา
โดยทรัมป์อ้างว่า สหรัฐฯ ทำการปิดล้อมทางทะเลไว้ทั้งหมดแล้ว และไม่มีเรือลำใดสามารถผ่านเข้าออกช่องแคบดังกล่าวได้ หากสหรัฐฯ ไม่ยินยอม พร้อมระบุว่าข้อเท็จจริงในขณะนี้ สหรัฐฯ คือผู้ที่กุมการควบคุมทางกายภาพเหนือเส้นทางน้ำดังกล่าวอย่างสมบูรณ์
อิหร่านยันอำนาจอธิปไตยเหนือฮอร์มุซ
ด้านรัฐบาลเตหะราน ออกมาตอบโต้อย่างทันควัน ต่อถ้อยแถลงของผู้นำสหรัฐฯ โดย คาเซม การิบบาบาดี รอง รมต.ต่างประเทศของอิหร่าน เปิดเผยผ่าน X ยืนยันหนักแน่นว่า อิหร่านจะไม่ยอมตกอยู่ภายใต้การข่มขู่หรือการแสดงกำลังอำนาจของสหรัฐฯ อย่างเด็ดขาด และอำนาจในการสั่งเปิดหรือปิดช่องแคบฮอร์มุซนั้น ถือเป็นสิทธิเด็ดขาด และอยู่ภายใต้ขอบเขตอำนาจอธิปไตยของอิหร่านเพียงผู้เดียวเท่านั้น
ขณะเดียวกัน อับบาส อารักชี รมต.ต่างประเทศของอิหร่าน ให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่น Shahrara News และถูกนำมารายงาน โดยสำนักข่าวรอยเตอร์ โดยระบุว่า อิหร่านยังไม่มีการตัดสินใจที่จะฟื้นฟูการเจรจาโดยตรงกับสหรัฐฯ แต่อย่างใด
และการส่งผ่านข้อความทางการทูตผ่านประเทศตัวกลางอย่างกาตาร์และปากีสถานนั้น ไม่สามารถนับได้ว่าเป็น "กระบวนการเจรจา" สำหรับการพูดคุยกับโอมานที่มีขึ้นในขณะนี้ มีวัตถุประสงค์เพียง เพื่อหารือเกี่ยวกับการกำหนดเส้นทางเดินเรือทางทะเลเฉพาะกิจในฮอร์มุซเท่านั้น
"ทรัมป์" ยันไม่ขอโทษประชาชน แม้ราคาน้ำมันพุ่ง
ผลกระทบจากสงครามและการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาน้ำมันขายปลีกในสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนชาวอเมริกันอย่างหนัก นับตั้งแต่สงครามเปิดฉากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ กล่าวถึงประเด็นนี้โดยไม่มีท่าทีอ่อนข้อ โดยระบุว่า ชาวอเมริกันที่ต้องจ่ายค่าน้ำมันแพงขึ้นในระดับ 4 ดอลลาร์/แกลลอน ควรตระหนักว่าเป็นการเสียสละ เพื่อเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่า ในการยับยั้งไม่ให้ประเทศที่สหรัฐฯ ระบุว่าเป็น "รัฐที่สนับสนุนการก่อการร้ายอันดับ 1 ของโลก" อย่างอิหร่าน สามารถครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้ พร้อมยืนยันว่า จะไม่ขอโทษต่อการตัดสินใจดังกล่าว เนื่องจากเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว
แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะพยายามประกาศชัยชนะและอ้างมาโดยตลอดตลอดช่วง 6 เดือนของสงครามว่า อิหร่านกำลังพ่ายแพ้อย่างหนัก และพยายามเว้าวอนขอตกลงเรื่องสันติภาพ แต่ในทางปฏิบัติต่างฝ่ายต่างยังคงถือไพ่ต่อรอง และไร้แนวโน้มที่จะบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้ในเร็ววัน
ทางการอิหร่านยังคงยึดมั่นในจุดยืนอันแข็งกร้าว โดยระบุชัดเจนว่า จะไม่มีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ให้กลับมาใช้งานเป็นปกติอย่างเด็ดขาด จนกว่าสหรัฐฯ จะยอมรับและปฏิบัติตามข้อเรียกร้อง 4 ประการ ได้แก่
- สหรัฐฯ ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและท่าทีทหารในภูมิภาค
- สหรัฐฯ ต้องชดเชยค่าเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากสงครามให้แก่อิหร่านอย่างเต็มจำนวน
- สหรัฐฯ ต้องยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจทั้งหมด
- สหรัฐฯ ต้องทำการปลดอายัดทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัดไว้ทั่วโลกอย่างไม่มีเงื่อนไข
ซึ่งท่าทีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า วิกฤตการณ์ทางยุทธศาสตร์ในช่องแคบฮอร์มุซยังคงยากที่จะหาจุดลงเอยในระยะเวลาอันใกล้
อ่านข่าว :
ชาวไร่มัน-อ้อย จี้รัฐสร้างตลาดใหม่ หวั่นหมดมาตรการชดเชยฉุดเอทานอลร่วง
"ยศชนัน" สั่งด่วน 3 จังหวัดเหนือ กำชับ 8 มาตรการรับมือน้ำท่วม-น้ำป่า
สว.สำรองบุก DSI จี้เร่งส่งฟ้อง ฮั้ว สว. ไม่รอผลไต่สวน กกต.
หญิงคนแรก บอร์ด กกท.เลือก "โปรดปราน" ผู้ว่าการ กกท.คนที่ 14