เมื่อผู้ชายหันมาใช้กระเป๋าผู้หญิง: ปรากฏการณ์ที่กำลังสั่นคลอนมายาคติเรื่องเพศในโลกแฟชั่น
“สำหรับผม ไม่มีหรอกว่าเสื้อผ้านี้เป็นของผู้ชายหรือของผู้หญิง สิ่งที่ผมเห็นมีแค่คนที่กล้าสนุกกับแฟชั่น และคนที่ยังกลัวมันเท่านั้นเอง”
นี่คือมุมมองในเรื่องเพศและแฟชั่นของ เจเดน สมิธ (Jaden Smith) นักแสดงและศิลปินชายคนแรกที่ขึ้นเป็นพรีเซนเตอร์แคมเปญเสื้อผ้าผู้หญิงของ Louis Vuitton เมื่อปี 2016
เหตุผลที่ต้องยกคำกล่าวนี้ขึ้นมา เพราะมันเป็นหนึ่งในประโยคที่สะท้อนภาพความเปลี่ยนผ่านของโลกแฟชั่นในช่วงที่ผ่านมาได้ดีที่สุด หากถอยกลับไปสักประมาณ 10-20 ปีก่อนหน้า ผู้ชายจะต้องใส่แค่เสื้อผ้าของผู้ชาย และผู้หญิงจะต้องใส่แค่เสื้อผ้าผู้หญิง การสวมเสื้อผ้าที่ข้ามกรอบบรรทัดฐานทางเพศจะถูกมองเป็นความลักลั่นไปโดยปริยาย
ก่อนหน้านี้ แม้แนวคิดแบบ unisex จะเริ่มปรากฏในอุตสาหกรรมแฟชั่นมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1960-1970 ผ่านศิลปินอย่าง เดวิด โบวี่ (David Bowie), มิค แจกเกอร์ (Mick Jagger) และ จิมี เฮนดริกซ์ (Jimi Hendrix) แต่ก็ยังเป็นเพียงกระแสในวงจำกัด และยังไม่ก้าวขึ้นมาเป็นแนวคิดหลักของโลกแฟชั่น กระทั่งในช่วงไม่ถึงสิบปีที่ผ่านมา เมื่อสังคมเปิดรับความหลากหลายทางเพศมากขึ้น วงการแฟชั่นก็เริ่มลดทอนการแบ่งแยกเสื้อผ้าและเครื่องประดับตามเพศ จนเส้นแบ่งระหว่าง ‘แฟชั่นผู้ชาย’ และ ‘แฟชั่นผู้หญิง’ ค่อยๆ เลือนรางลง
ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเห็นได้ชัดจากปรากฏการณ์ที่ผู้ชายจำนวนมาก โดยเฉพาะคนดังและศิลปิน หันมาถือหรือสะพายกระเป๋าจากคอลเล็กชันผู้หญิงในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น เจคอบ เอลอร์ดี (Jacob Elordi), เอแซป ร็อคกี (A$AP Rocky) หรือ แฮร์รี สไตลส์ (Harry Styles) การเลือกใช้ไอเท็มเหล่านี้ไม่เพียงสะท้อนรสนิยมด้านแฟชั่น หากยังชวนให้ตั้งคำถามต่อภาพจำเดิมที่ผูกกระเป๋าบางประเภทไว้กับผู้หญิงเพียงเพศเดียว
นอกจากอุตสาหกรรมบันเทิงแล้ว บรรดาผู้ชายจากแวดวงอื่นๆ ก็เริ่มหันมาหยิบกระเป๋าที่เดิมถูกทำตลาดสำหรับผู้หญิงมาสะพายข้างตัวกันมากขึ้น กระนั้น คงไม่มีอุตสาหกรรมไหนที่ทำให้เราสะดุดตาไปมากกว่าวงการฟุตบอล โดยเฉพาะในช่วงก่อนการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ที่ปรากฏภาพของนักฟุตบอลจำนวนมากหิ้วกระเป๋าผู้หญิง จนดูเป็นเรื่องปกติ ทั้งที่ภาพเช่นนี้แทบไม่เคยพบเห็นในวงการฟุตบอลมาก่อน เพราะอย่างที่รู้กันว่า วงการฟุตบอลคือพื้นที่ของผู้ชายมาโดยตลอด การแสดงออกที่ก้าวข้ามกรอบความเป็นชายแบบดั้งเดิมเช่นนี้ จึงไม่ใช่ภาพที่เราคุ้นตานัก
มีนักฟุตบอลจำนวนไม่น้อยเป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์ในครั้งนี้ อาทิ เออร์ลิง ฮาแลนด์ (Erling Haaland) กับ Hermès HAC Birkin 50 ‘Endless Road’ คีเลียน เอ็มบัปเป (Kylian Mbappé) กับ Dior Meidum Normandie Tote Bag ทาเคฟุซะ คุโบะ (Takefusa Kubo) กับ Bottega Veneta Hobo Bag หรือแม้กระทั่ง คริสเตียโน โรนัลโด (Cristiano Ronaldo) ก็ยังหิ้วกระเป๋าทรงผู้หญิง อย่าง Gucci Mega Web Trademark Large Duffle Bag ไว้ข้างตัว
การที่ผู้ชายจำนวนมากเลือกหันมาใช้กระเป๋าผู้หญิงกันมากขึ้น อาจไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงของเทรนด์การแต่งตัวเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณของการแปรเปลี่ยนของค่านิยมบางอย่างในโลกแฟชั่น ซึ่งกำลังทำให้เส้นแบ่งระหว่าง ‘สิ่งของสำหรับผู้ชาย’ กับ ‘สิ่งของสำหรับผู้หญิง’ ไม่ชัดเจนเหมือนเดิมอีกต่อไป
กระเป๋าถือเป็นของผู้หญิงตั้งแต่เมื่อไหร่?
หากพูดแค่คำว่า ‘กระเป๋า’ เฉยๆ เราก็อาจยังไม่นำไปยึดโยงกับเพศใดเพศหนึ่งเป็นพิเศษ แต่เมื่อเปลี่ยนเป็น ‘กระเป๋าถือ’ (ในภาษาอังกฤษใช้ handbag หรือ purse) เมื่อไหร่ ความคิดของหลายคนน่าจะเริ่มเชื่อมโยงสิ่งของชิ้นนี้เข้ากับความเป็นหญิงแทบจะในทันที เพราะตลอดช่วงเวลากว่าหลายร้อยปีที่ผ่านมา กระเป๋าถือค่อยๆ ถูกทำให้เป็นสินค้าที่ผูกโยงกับผู้หญิง ทั้งผ่านการออกแบบ การตลาด และอุตสาหกรรมแฟชั่น จนหลายคนแทบมองว่าสิ่งของชิ้นนี้เป็นของผู้หญิงโดยธรรมชาติ
ทว่า ในอดีตกระเป๋าไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นเครื่องประดับสำหรับผู้หญิงมาแต่แรก ในยุคกลาง (Medieval Age) กระเป๋าคือสิ่งที่ทั้งผู้ชายและผู้หญิงใช้ติดตัว โดยมักจะเป็นถุงเล็กๆ ผูกติดไว้บริเวณเอว สำหรับใส่ของกระจุกกระจิกพกติดตัวเท่านั้น
ตั้งแต่ยุคกลางเป็นต้นมาผู้หญิงไม่ค่อยนิยมถือกระเป๋าแบบที่เราคุ้นตากันในปัจจุบัน พวกเธอมักเก็บสัมภาระไว้ในกระเป๋าลับที่เย็บซ่อนไว้ใต้กระโปรง หรือใช้กระเป๋าผูกเอวในลักษณะเดียวกับยุคก่อนหน้า แต่ไม่ว่าจะกระเป๋าแบบไหน ก็จะถูกซ่อนไว้ภายในเสื้อผ้าเสมอ กระนั้น ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ถึงต้นศตวรรษที่ 19 ผู้หญิงเริ่มใช้กระเป๋าถือขนาดเล็กบ้างแล้ว แต่จะนิยมใช้เฉพาะในงานกลางคืนเป็นส่วนใหญ่ โดยกระเป๋าในลักษณะนี้จะเรียกว่า ‘reticule’ มีลักษณะเป็นกระเป๋าใบเล็กที่ทำมาจากผ้าไหมหรือกำมะหยี่ แล้วปักด้วยลูกปัด
ตรงกันข้ามกับผู้ชายที่คุ้นเคยกับการใช้กระเป๋ามาเป็นเวลานาน เพราะพวกเขาจำเป็นต้องพกพาสิ่งของสำคัญติดตัวอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเอกสาร จดหมาย หนังสือ หรืออุปกรณ์ทางศาสนา จึงเกิดกระเป๋าหลากหลายรูปแบบขึ้นเพื่อตอบโจทย์การใช้งาน ตั้งแต่ถุงผ้าเชือกรูดสำหรับใส่เงิน กระเป๋าหนังสะพายข้าง ไปจนถึงกระเป๋าใบใหญ่ที่มีตัวล็อกโลหะสำหรับเก็บของมีค่า หนึ่งในหลักฐานที่สะท้อนว่าการใช้กระเป๋าเป็นเรื่องปกติของผู้ชายมาตั้งแต่อดีต คือ As You Like It บทละครของ วิลเลียม เชกสเปียร์ (William Shakespeare) ซึ่งกล่าวถึงเด็กนักเรียนที่สะพาย ‘satchel’ หรือกระเป๋าสะพายสำหรับพกพาสิ่งของ แสดงให้เห็นว่าภาพของผู้ชายกับการสะพายกระเป๋าเป็นเรื่องธรรมดาในสังคมยุโรปมาหลายร้อยปีแล้ว
จุดเปลี่ยนสำคัญที่กระเป๋าเริ่มย้ายมาเป็นของเคียงคู่สุภาพสตรี คือช่วงศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา เสื้อผ้าของผู้ชายเริ่มมีการออกแบบกระเป๋าฝังเข้าไปในกางเกงและเสื้อโค้ท ทำให้พวกเขาสามารถพกพาของใช้ส่วนตัวได้เลยโดยไม่ต้องถือให้ยุ่งยาก ส่วนเสื้อผ้าของผู้หญิงเริ่มมีทรงที่ได้สัดส่วนและเข้ารูปมากขึ้น จึงไม่มีพื้นที่สำหรับซ่อนกระเป๋าไว้ด้านในชุด ส่งผลให้ผู้หญิงหันมาใช้กระเป๋าถือแยกต่างหากเพื่อบรรจุของจุกจิก
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา กระเป๋าถือจึงเริ่มถูกพัฒนาขึ้นโดยอ้างอิงจากความต้องการของผู้หญิงเป็นหลัก โดยจะไม่ได้ออกแบบผ่านแค่จุดประสงค์การใช้งานเท่านั้น แต่จะเริ่มหยิบเอาแง่มุมทางศิลปะและความสวยงามมาใช้เป็นแนวคิดพื้นฐานในการออกแบบมากขึ้น เพราะกระเป๋าเริ่มกลายเป็นสัญลักษณ์ในการสะท้อนตัวตนของผู้ใช้งาน กระเป๋าทรงที่หลายคนนิยามว่าเป็นของผู้หญิง อย่าง กระเป๋าสะพายแบบควิลต์ กระเป๋าลายโมโนแกรม และกระเป๋าทรงมีหูจับด้านบน จึงเริ่มถือกำเนิดขึ้นมา
ในช่วงเวลานี้ กระเป๋าถือไม่ได้เป็นเพียงของใช้สำหรับพกพาสิ่งของอีกต่อไป แต่ถูกยกระดับให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นหญิง ขณะเดียวกัน วงการภาพยนตร์ วงการแฟชั่น และวัฒนธรรมคนดัง ยังมีส่วนในการช่วยตอกย้ำภาพจำนี้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กระเป๋าถือค่อยๆ ถูกทำให้เชื่อว่าเป็นเครื่องแต่งกายสำหรับผู้หญิงไปโดยปริยาย
เมื่อผู้ชายใช้กระเป๋าผู้หญิง ค่านิยมบางอย่างจึงเริ่มถูกทำลาย
จากประวัติศาสตร์ที่หล่อหลอมการแบ่งประเภทกระเป๋าตามเพศ จนฝังรากลึกเป็นชุดความคิดของสังคมมาอย่างยาวนาน ปรากฏการณ์ที่ผู้ชายเริ่มหันมาถือกระเป๋าจากคอลเล็กชันผู้หญิงมากขึ้น จึงไม่น่าจะเป็นเพียงกระแสที่เกิดขึ้นแล้วเลือนหายไปเหมือนเทรนด์แฟชั่นอื่นๆ หากแต่กำลังสั่นคลอนวิธีที่ผู้คนมองความสัมพันธ์ระหว่างเพศกับแฟชั่น และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของบรรทัดฐานในอุตสาหกรรมแฟชั่นในระยะยาว
หากพิจารณาจากประวัติศาสตร์ของการใช้งานกระเป๋าของมนุษย์แล้ว เห็นได้ว่ากระเป๋าล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีเพศมาตั้งแต่แรก ทว่าเป็นมนุษย์เองนี่แหละที่เข้ามาจัดว่าแบบไหนของผู้ชาย แล้วแบบไหนที่เป็นของผู้หญิง โดยนักวิชาการด้านแฟชั่นหลายคนเสนอว่า เสื้อผ้า สีสัน และเครื่องแต่งกายไม่ได้มีความเป็นชายหรือหญิงโดยธรรมชาติ แต่ถูกทำให้มีเพศผ่านบรรทัดฐานทางสังคม การตลาด และการจัดหมวดหมู่ในวงการแฟชั่น จนผู้คนค่อยๆ ซึมซับโดยไม่รู้ตัว
ในโลกที่ปิตาธิปไตยเบ่งบานเช่นนี้ ความเป็นชายจึงไม่ต่างอะไรจากระดับคะแนนทางสังคม เพราะผู้ชายไม่ได้ถูกคาดหวังเพียงให้ ‘เป็นผู้ชาย’ เท่านั้น แต่ยังต้องแสดงออกถึงความเป็นชายอยู่ตลอดเวลา หากเราแสดงพฤติกรรมที่ขัดต่อความเป็นชายตามนิยามของกรอบคิดชายเป็นใหญ่มากเท่าไหร่ คะแนนนี้ก็จะถูกตัดออกลงเรื่อยๆ ฉะนั้นกระเป๋าที่ไม่ได้มีหน้าที่แค่ไว้ใส่ของ แต่ยังเป็นอุปกรณ์เสริมบนร่างกายที่ช่วยสะท้อนบุคลิกภาพและตัวตนของผู้ใช้งาน จึงต้องถูกหยิบมาใช้อย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันไม่ให้อุปกรณ์เสริมชิ้นนี้ลดทอนระดับคะแนนความเป็นชายของตัวเองลง
การมีกระเป๋าผู้หญิงอยู่ข้างตัว กระทบความเป็นชายขนาดไหน สำหรับแฟนซิตคอมเรื่อง Friends อาจลองนึกถึงตอน ‘The One With Joey’s Bag’ ซีซั่น 5 ฉากที่โจอี้เดินเข้ามาในบาร์พร้อมกระเป๋าถือของเรเชล ซึ่งเขาตั้งใจจะนำไปใช้ในการออดิชั่น แต่แทนที่จะได้รับคำชม เขากลับถูกรอสส์และแชนด์เลอร์แซวทันทีว่า “ว้าว… คุณดูเหมือนลูกชายคุณเลย คุณนายทริบิอานี (แม่ของโจอี้)”
และแม้โจอี้จะพยายามโน้มน้าวให้ทั้งคู่เห็นว่า กระเป๋าใบนี้มันใช้งานได้จริงขนาดไหน ด้วยการพูดว่า “พวกนายดูสิ กระเป๋าใบนี้มันดูดีมากเลยนะ แถมยังใช้งานได้หลากหลายอีกต่างหาก ใส่ได้ทั้ง กระเป๋าสตางค์ กุญแจ สมุดรายชื่อ” ถึงกระนั้นอีกฝั่งก็ยังถากถางดังเดิมว่า “…และเครื่องสำอางของนายน่ะเหรอ”
ย้อนกลับไปสมัยเด็กที่เราชมซิตคอมเรื่องนี้ครั้งแรก เราอาจเห็นด้วยไปกับแชนด์เลอร์และรอสส์ เพราะนั่นคือกระเป๋าของผู้หญิง โจอี้ซึ่งเป็นผู้ชายก็ไม่ควรใช้กระเป๋าผู้หญิงสิ ทว่าเมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไป เราคงต้องย้อนกลับไปตั้งคำถามถึงตัวละครเพื่อนสองคนนั้นมากกว่าว่า ทำไมพวกเขาถึงพูดจาบั่นทอนอีกฝ่าย แทนที่จะให้กำลังใจโจอี้ในการออดิชั่น ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่น่ากังวลกว่าการที่เจ้าตัวสะพายกระเป๋าของผู้หญิงเสียอีก โดยสิ่งที่พวกเขาทำไม่ต่างจากการทำตัวเป็นตำรวจตรวจความเป็นชาย (Masculinity Policing) ที่คอยจับตาและตรวจสอบผู้ชายที่แสดงพฤติกรรมไม่ตรงกับบรรทัดฐานความเป็นชายแบบดั้งเดิม ซ้ำยังทำหน้าที่กดดัน ลงโทษ ตลอดจนล้อเลียนกลุ่มคนตกบรรทัดฐานเหล่านี้ไปพร้อมกันด้วย
เหตุการณ์ในซิตคอม คือภาพสะท้อนของโลกความเป็นจริงที่ถูกครอบงำโดยระบบปิตาธิปไตย ความเป็นชายคือสิ่งที่ล้ำค่าและควรรักษาไว้ อันเป็นที่มาว่าทำไมผู้ชายไม่ควรใช้ของผู้หญิง เพราะมันจะลดทอนคุณค่าความเป็นชายลง ทั้งที่ความเป็นจริงคุณค่าดังกล่าวก็ไม่ต่างอะไรจากการแปะป้ายเพศให้แก่สิ่งของ มันไม่ได้มีอยู่มาแต่แรก ทั้งหมดเป็นเพียงมายาคติที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจัดระเบียบให้ผู้คนดำรงชีวิตไปตามครรลองของระบบ
ตามที่กล่าวไปแล้ว ว่าเครื่องแต่งกายถูกใช้เป็นตัวแทนในการนำเสนอตัวตนของผู้คน ในทำนองเดียวกันนี้เอง ผู้คนจึงมักตัดสินตัวตนของคนอื่นผ่านเครื่องแต่งกายไปด้วยเช่นกัน เวลาเห็นผู้ชายสักคนถือกระเป๋าผู้หญิง หลายคนไม่ได้มองแค่ว่า ‘เขาถือกระเป๋า’ หากแต่จะเริ่มตีความต่อว่าเขาอาจ ‘ไม่เป็นชายพอ’
ทว่า จุดเปลี่ยนที่เริ่มทำให้เห็นว่าเส้นแบ่งระหว่างความเป็นชายกับความเป็นหญิงในโลกแฟชั่นเบาบางลง เห็นจะเริ่มตั้งแต่ทศวรรษ 2010 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้มีอิทธิพลในโลกแฟชั่น หลายคนยกให้เป็นช่วงเวลาที่ผู้ชายเริ่มหันมาสนใจเสื้อผ้าและเครื่องประดับของผู้หญิงกันมากขึ้น โดยจุดเริ่มต้นมาจาก อเล็ซซานโดร มิเคเล่ (Alessandro Michele) ที่เพิ่งเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของ Gucci ได้นำเสนอคอลเล็กชั่น Autumn/Winter 2015 ที่มีการผสมผสานความเป็นชายและหญิงเข้าไว้ด้วยกัน อย่างเช่น ชุดแรกของโชว์ นายแบบสวมเสื้อไหมสีแดงผูกโบว์ที่คอ (pussy-bow blouse) ที่มีลักษณะของความเป็นผู้หญิงชัดเจน ด้วยเหตุนี้เอง ทั้งสื่อด้านแฟชั่น ตลอดจนเหล่าคนในอุตสาหกรรมจึงยกให้เป็นครั้งแรกที่ความเป็นแฟชั่นไร้เพศ (genderless fashion) เริ่มกลายเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของวงการ
อย่างไรก็ตาม แนวคิดเพียงอย่างเดียวคงไม่สามารถทำให้ผู้ชายหันมาถือกระเป๋าจากคอลเล็กชันผู้หญิงได้ หากพฤติกรรมของผู้บริโภคไม่เปลี่ยนตาม โดยช่วงปลายทศวรรษ 2010 ถึงต้นทศวรรษ 2020 อันเป็นช่วงที่ผู้คนในแวดวงแฟชั่นมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนผ่านของพฤติกรรมการใช้งานกระเป๋าผู้ชายอย่างแท้จริง ทอม เชอร์เดล (Thom Scherdel) หัวหน้าฝ่ายเสื้อผ้าบุรุษของ Browns Fashion มองว่าปรากฏการณ์ที่ผู้ชายถือกระเป๋าสำหรับผู้หญิง อาจเริ่มมาจากกระแสความนิยมของกระเป๋าสะพายคาดลำตัว (crossbody bag) ราวปี 2018 ซึ่งเป็นผลพวงจากกระแสการสวมเสื้อผ้าแนวสตรีทในหมู่ผู้ชาย โดยมันเป็นช่วงเวลาที่ผู้ชายเริ่มให้ความสำคัญกับกระเป๋าในฐานะเครื่องประดับมากขึ้น ต่างจากเดิมที่พวกเขามองกระเป๋าเป็นเพียงสิ่งของสำหรับใช้งาน และเมื่อเป็นเช่นนี้ การเปิดรับกระเป๋าทรงอื่นที่เคยถูกมองเป็นของผู้หญิงจึงเริ่มเกิดขึ้นตามมา
นอกจากนี้ยังมีข้อมูลจากบริษัทวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภค Circana ที่ระบุว่า ตลาดกระเป๋าสำหรับผู้ชายเติบโตขึ้น 7% ในช่วง 12 เดือน (สำรวจถึงมกราคม 2023) โดยกระเป๋าสะพายคาดลำตัว และกระเป๋าโท้ต (tote) เป็นประเภทที่เติบโตเร็วที่สุด ขณะที่กระเป๋าแบรนด์เนมมีสัดส่วนคิดเป็น 15% ของยอดขายกระเป๋าผู้ชาย เพิ่มขึ้นจากปี 2020 ถึง 5% ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ช่วยตอกย้ำให้เห็นว่า ผู้ชายเริ่มเปลี่ยนมุมมองต่อการใช้งานกระเป๋ามากขึ้น และเมื่อกระเป๋าถือกลายเป็นส่วนหนึ่งของการแต่งตัว การคำนึงถึงเรื่องเพศของกระเป๋าจึงลดลงเวลาผู้ชายจะเลือกหยิบกระเป๋ามาใช้สักใบ
ฉะนั้น ปรากฏการณ์ที่ศิลปิน ดารา กระทั่งนักฟุตบอล หันมาใช้กระเป๋าที่แสดงออกถึงความเป็นหญิง จึงเป็นเหมือนการท้าทายค่านิยมและความเชื่อของสังคม โดยอาจกระทบไปถึงระบบการจัดแบ่งประเภท ซึ่งมีอยู่มาอย่างนมนานในวงการแฟชั่น เพราะตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา อุตสาหกรรมแฟชั่นไม่ได้เพียงแบ่งเสื้อผ้าและเครื่องประดับด้วยการใช้คำว่าของผู้ชายและของผู้หญิงเท่านั้น แต่การจัดหมวดหมู่นี้ยังทำให้ผู้คนรู้สึกเป็น ‘ธรรมชาติ’ เมื่อสวมใส่หรือใช้งานมันด้วย ทั้งที่แท้จริงแล้ว ความเป็นธรรมชาติที่เราเชื่อกันนี้ ก็คือผลพวงหนึ่งของมายาคติที่คลุมสังคมมาแต่แรก
กระเป๋าผู้หญิงกำลังกลายเป็นกระเป๋าสำหรับทุกเพศ?
ถ้าเป็นเมื่อหลายสิบปีก่อน ผู้ชายที่ถือกระเป๋าผู้หญิงอาจถูกตั้งคำถามถึงความเป็นชาย แต่ในปัจจุบัน ภาพเช่นนี้กลับพบเห็นได้บ่อยขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มกลายเป็นสิ่งที่ผู้คนแทบไม่รู้สึกแปลกตาอีกต่อไป การเปลี่ยนแปลงนี้อาจดูเป็นเพียงรายละเอียดเล็กๆ ในโลกแฟชั่น ทว่าแท้จริงแล้วมันกำลังสร้าง ‘ความปกติชุดใหม่’ ขึ้นมา แทนที่ความเชื่อเดิมที่เคยมองว่าเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับ จำเป็นต้องถูกแบ่งออกเป็นของผู้ชายและของผู้หญิงอย่างชัดเจน
เมื่อค่านิยมเรื่องเพศกับแฟชั่นเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ผู้ผลิตเองก็ทยอยปรับตัวตาม เพราะท้ายสุดแล้ว แฟชั่นก็ยังเป็นอุตสาหกรรมที่ตอบสนองต่อผู้บริโภคอยู่ดี แม้มันจะดูเหมือนอุตสาหกรรมที่ดูจะควบคุมกระแสความคิดของผู้คนในสังคมมากกว่าจะคล้อยตามก็เถอะ
ที่ผ่านๆ มา เราก็จะได้เห็นความเคลื่อนไหวของวงการแฟชั่นต่อการสร้างแฟชั่นไร้เพศ (genderless fashion) มาพอสมควร ทั้ง Le Smoking หรือ ทักซิโดที่ออกแบบมาสำหรับสรีระของผู้หญิง ของ Yves Saint Laurent กระทั่งตามที่กล่าวไปแล้วถึง อเล็ซซานโดร มิเคเล่ ผู้ปฏิวัติเรื่องเพศในวงการแฟชั่นผ่านการผสมผสานลูกไม้ ระบาย เสื้อเบลาส์ และผ้าโปร่งบางเบาเข้ากับคอลเลกชันเสื้อผ้าผู้ชาย ซึ่งถือเป็นความแปลกใหม่อย่างมากในสมัยนั้น
ถึงอย่างนั้น มันก็อาจมีความแตกต่างจากปรากฏการณ์ในครั้งนี้อยู่เล็กน้อย เนื่องจากภาพการสร้างแฟชั่นไร้เพศในช่วงยุคก่อนหน้าคือการนำสิ่งที่ควรจะเป็นของอีกเพศมาปรับให้กลายเป็นของอีกเพศหนึ่ง ทว่าปรากฏการณ์การใช้กระเป๋าถือผู้หญิงนี้ คือการหยิบเอาเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายของฝ่ายตรงข้ามมาใช้ โดยไม่ได้ปรับแต่งอะไร ซึ่งก็มองได้ว่าหลังจากนี้ต่อไป แฟชั่นอาจไม่ได้ไร้เพศแค่จากการผสมผสาน แต่อาจไร้เพศด้วยการรื้อและสร้างความหมายของแฟชั่นขึ้นมาใหม่เสียมากกว่า
ปรากฏการณ์นี้จึงกำลังพาโลกแฟชั่นก้าวไปอีกขั้น เพราะสิ่งที่กำลังเปลี่ยนแปลงไม่ใช่แค่พฤติกรรมการแต่งตัวของผู้คน หากแต่เป็นวิธีคิดที่ใช้จำแนกแฟชั่นด้วยเพศ เมื่อผู้ชายสามารถใช้กระเป๋าที่เคยถูกนิยามว่าเป็นของผู้หญิงได้โดยไม่ต้องให้เหตุผล นั่นย่อมหมายความว่าความเป็นผู้หญิงของกระเป๋ากำลังถูกตั้งคำถาม และหากคำถามนี้เกิดขึ้นซ้ำๆ ในวงกว้าง มันก็อาจนำไปสู่การรื้อถอนระบบการแบ่งประเภทแฟชั่นด้วยเพศที่ดำรงอยู่มาอย่างยาวนานไปพร้อมกัน
แถมการที่คนจากอุตสาหกรรมที่ขึ้นชื่อเรื่องความเป็นชาย อย่างฟุตบอล เริ่มหันมามองข้ามนิยามเพศแบบดั้งเดิมมากขึ้น ก็ยิ่งช่วยตอกย้ำภาพของการความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมแฟชั่น ซึ่งแม้ปัจจุบันจะยังมีทัศนคติเชิงลบ ถูกแสดงออกมาผ่านความคิดเห็นของสาธารณะชนอยู่บ้าง แต่นั้นก็อาจไม่ใช่ประเด็นสำคัญเท่าความเปิดกว้างของผู้ที่เป็นตัวแทนของอุตสาหกรรมนี้ อันจะช่วยปูทางสู่การสร้างค่านิยมใหม่ของสังคมได้
เป็นไปได้ว่า ปรากฏการณ์นี้อาจเป็นเพียงแรงกระเพื่อมหนึ่งต่อโลกแฟชั่น เพราะเมื่อผู้คนเริ่มตั้งคำถามต่อความสัมพันธ์ระหว่างเครื่องแต่งกายกับเพศแบบดั้งเดิมแล้ว กระเป๋าก็อาจไม่ใช่สิ่งสุดท้ายที่จะหลุดพ้นกรอบดังกล่าว เพราะหลังจากนี้ เราคงได้เห็นผู้คนมองเสื้อผ้า รองเท้า เครื่องประดับ หรือแม้กระทั่งสีสันที่เคยผูกติดไว้กับเพศใดเพศหนึ่งในฐานะของ ‘สิ่งของ’ มากกว่าจะเป็นของผู้ชายหรือของผู้หญิง
อ้างอิงจาก
https://www.lofficielibiza.com
https://digitalcommons.denison.edu
Genderless Fashion Masculinity กระเป๋า กระเป๋าผู้หญิง ความหลากหลายทางเพศ ความเป็นชาย บทบาททางเพศ ปิตาธิปไตย ฟุตบอล วรรธนันท์ อุตสาหกรรมแฟชั่น แฟชั่น แฟชั่นไร้เพศ