นายกธงชัยที่ผมเคยพบ

1

ก่อนเที่ยงของวันที่ 10 สิงหาที่ผ่านมา ผมไม่เป็นอันทำงานตั้งแต่เห็นเพื่อนคนหนึ่งแชร์โพสต์จากเพจ Naewnanews – แนวหน้าออนไลน์ โดยมีแคปชั่นทำนองว่านนทบุรีอีกแล้ว หลังเพิ่งเกิดเหตุสังหารหมู่ในโรงเรียนไปเมื่อ 3 วันก่อน

“ด่วน! ฉลอง เรี่ยวแรง อดีต สส.นนทบุรี บุกยิง พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายก อบจ.นนทบุรีเสียชีวิต ในที่ทำการ อบจ.”

ผมพยายามเช็คข่าวจากแหล่งอื่นอยู่นานร่วมก็หาไม่เจอสำนักข่าวไหนรายงานเรื่องนี้ ใจยังแอบคิดขอให้เป็นเฟคนิวส์ มารู้ทีหลังว่าแนวหน้านำเสนอข่าวนี้ได้เร็วเป็นที่แรก เพราะผู้ก่อเหตุโทรเข้าไปแจ้งในรายการสดของแนวหน้าด้วยตัวเองก่อนถูกเจ้าหน้าที่จับกุม ข้อมูลแรกจึงคลาดเคลื่อนไป ทั้งเรื่องการเสียชีวิต (ยังไม่เสียชีวิตในทันที) และจุดเกิดเหตุ (เป็นลานจอดรถ)

2

พันตำรวจเอกธงชัย เย็นประเสริฐ เป็นนายก อบจ. คนที่ 9 ที่ถูกยิงเสียชีวิตขณะดำรงตำแหน่ง เป็นเรื่องน่าเศร้าที่การใช้ความรุนแรงยังคงไม่หมดไปจากการเมืองท้องถิ่นไทย ทั้งที่นายก อบจ. คนหลังสุดที่เสียชีวิตด้วยสาเหตุนี้ต้องย้อนไปเมื่อกว่า 15 ปีก่อน คือ นายก อบจ.สมุทรสาคร[1] ซึ่งผู้ก่อเหตุเป็นถึง สส. เหมือนกัน อย่างน้อยพอชี้ให้เราเห็นว่าการเมืองท้องถิ่นระดับจังหวัดกับการเมืองระดับชาติแยกกันไม่ออก

3

หนึ่งปีก่อนหน้า หลังการเลือกตั้ง อบจ. ครั้งใหญ่ สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) โดยการสนับสนุนของมูลนิธิคอนราด อาเดนาว (Konrad Adenauer Stiftung) ได้จัดสัมมนาวิชาการเรื่อง ‘การเลือกตั้ง อบจ. 1 กุมภาพันธ์: จุดแข็ง ปัญหา และข้อเสนอแนะ’ โดยงานดังกล่าวจัดขึ้นในวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ.2568

ช่วงบ่ายเป็นเวทีเสวนาว่าด้วยการถอดบทเรียนการกระจายอำนาจในประเทศไทย ซึ่งได้เชิญนายก อบจ.นนทบุรีมาเป็นวิทยากร ในฐานะผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเจ้าของพื้นที่ (มสธ.ตั้งอยู่ที่ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี) นั่นเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่ผมได้มีโอกาสพบและร่วมแลกเปลี่ยนกับ พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายก อบจ.นนทบุรี 5 สมัย

พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ วิทยากร กับ ศ.ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง ผู้ดำเนินรายการ
เวทีเสวนาว่าด้วยการถอดบทเรียนการกระจายอำนาจในประเทศไทยที่ มสธ. (3 ก.ค. 68)

4

“ผมไม่ใช่บ้านใหญ่”

เป็นประโยคแนะนำตัวประโยคแรกที่เอ่ยบอกกับเรา (เหมือนอ่านใจผู้เข้าร่วมซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักวิชาการออกว่าคงจะตั้งแง่กับตัวแกเช่นนั้น) ก่อนจะเริ่มเล่าประวัติชีวิตแบบย่อ

ผมเป็นลูกชาวนา พ่อเป็นผู้ใหญ่บ้าน จบนิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง (ทราบภายหลังว่าท่านเป็นชาวตำบลท่าอิฐ อำเภอปากเกร็ด เกิดปี 2498 ชื่อเล่นนายกเด) สอบเข้าเป็นนายร้อยตำรวจ (พิเศษ) และรับราชการตำรวจอยู่กว่า 20 ปี โดยเฉพาะในพื้นที่นนทบุรี และตำแหน่งสุดท้ายคือผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอปากเกร็ด

พ.ต.อ.ธงชัยเล่าว่าคิดหนักตอนจะลงสมัครรับเลือกตั้งสมัยแรก เพราะอายุราชการยังเหลืออีก 12 ปี ความหวังของพ่อคืออยากเห็นลูกชายติดยศนายพล ครอบครัวก็ไม่เห็นด้วย บอกให้คิดถึงลูกๆ กลัวจะเอาเงินที่ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (บ้านจัดสรร) มาหมดกับการเมือง

อย่างไรก็ดี ด้วยแรงสนับสนุนจากสาม สส.นนทบุรี (หนึ่งในนั้นคือนายฉลอง เรี่ยวแรง – ระบุโดยผู้เขียน) คนละขั้วกับพรรคไทยรักไทยซึ่งกุมอำนาจรัฐบาลขณะนั้น เพราะเห็นว่าผลงานเรื่องยาเสพติดของเราได้ใจชาวบ้าน น่าจะพอสู้ได้ ประกอบกับเป็นการเลือกตั้งนายก อบจ.โดยตรงครั้งแรก ทำให้ไม่ต้องพึ่งเสียง สจ. (สมาชิกสภา อบจ.) ในสภา ขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้งจากประชาชน จึงตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งในปี 2547

ในการเลือกตั้งทุกครั้ง ตนไม่มีสังกัดพรรคการเมือง ตั้งกลุ่มการเมืองของตัวเองใช้ชื่อกลุ่มผึ้งหลวง ได้รับความไว้วางใจจากชาวนนทบุรีเสมอมา (2547, 2551, 2555, 2564, 2568) ดำรงตำแหน่งมายาวนาน 21 ปี พร้อมย้ำ “สมัยนี้คือสมัยสุดท้าย”[2]

“..งานศพ งานบวช งานประชุมผู้ปกครอง ฯลฯ ผมไปเองทุกครั้ง คนเลือกผมเพราะตรงนี้ด้วย แต่ในหมู่บ้านจัดสรร คอนโดฯ ผมแพ้ทุกที่ เพราะคนเขาไม่รู้จักผม ต้องอย่าลืม สส.นนทบุรี 8 คนเป็นของพรรคประชาชนยกจังหวัด กว่าจะชนะรอบนี้ได้ไม่ง่าย..”

5

ตลอดหลายวันหลังเหตุการณ์ อัลกอริทึมใน Facebook แสดงผลให้ผมเห็นคำอาลัยจำนวนมากที่มีต่อ พ.ต.อ.ธงชัย ส่วนใหญ่เป็นของสถานศึกษา บุคลากรทางการศึกษา นักเรียน รวมถึงผู้ปกครอง

“นายเคยบอก…จับผู้ร้ายมาก็ไม่หมดไม่สิ้น ต้องแก้ไขตั้งแต่ต้นเหตุจึงตัดสินใจลาออกจากตำรวจมาพัฒนาบ้านเมือง ปลูกฝังคุณลักษณะที่ดีแก่พวกเขาตั้งแต่เด็ก ๆ ต้องแก้ตั้งแต่รากฐาน พวกเขาจะได้เป็นผู้ใหญ่ที่ดีช่วยกันพัฒนาชาติบ้านเมืองให้ก้าวหน้านำชาติอื่น ๆ เขา” (เฟสบุ๊คคุณ Beer Wareewat)

“..ขอบคุณท่านจากหัวใจ แม้ว่าวันนี้ท่านอาจจะไม่ได้รับรู้แล้วก็ตามจากเด็กน้อยคนหนึ่งที่เติบโตมากับโรงเรียนในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี เป็นเด็ก อบจ.นนทบุรี ตั้งแต่ ป.1 จนถึงวันนี้ รวมระยะเวลากว่า 18 ปี และวันนี้หนูได้เติบโตมาเป็นบุคลากรทางการศึกษาของ อบจ.นนทบุรีแห่งนี้ สิ่งหนึ่งที่หนูอยากขอบพระคุณท่านมากที่สุดคือ โอกาสทางการศึกษาที่ท่านมอบให้กับเด็กนนท์เสมอมา การศึกษาที่ดี การเรียนฟรี ทุนการศึกษา และโอกาสต่าง ๆ ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงมัธยมศึกษา สิ่งเหล่านี้อาจเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับใครบางคน แต่สำหรับครอบครัวของหนู มันมีความหมายมากจริง ๆ เพราะการที่ไม่ต้องแบกรับค่าเทอม ทำให้ครอบครัวของหนูพอมีเงินเก็บ มีโอกาสลืมตาอ้าปาก และมีชีวิตที่ดีขึ้นได้..” (เฟสบุ๊คคุณ Siraprapa Nahom)

ข้างต้นคือตัวอย่างแค่บางส่วน

ยิ่งไปกว่านั้น ยังทำให้รู้ว่า พ.ต.อ.ธงชัยนำเงินเดือนที่ได้รับไปมอบเป็นทุนการศึกษาให้เด็กนักเรียนที่ขาดทุนทรัพย์ จนยากปฏิเสธ ผลงานโดดเด่นที่สุดของนายก อบจ.คนนี้คือ ‘งานด้านการศึกษา’

แน่นอน แม้นท้องถิ่นมีหน้าที่ภารกิจรอบด้าน ทว่าสุดท้ายย่อมขึ้นอยู่กับความสนใจของนักการเมืองที่เป็นผู้บริหารรายคน บางคนชอบจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว (กีฬา, คอนเสิร์ต, เทศกาล) บางคนสนใจแต่โครงสร้างพื้นฐาน (โดยเฉพาะถนน) บางคนอยากทำขนส่งมวลชน (รถเมล์ EV) ฯลฯ ท่ามกลางเป้าหมายอันหลากหลาย พ.ต.อ.ธงชัยให้ความสำคัญเรื่องการศึกษาเป็นที่สุด

นโยบายเรื่องการศึกษาที่กำลังพูดถึง ครอบคลุมทั้งในแง่ของการสร้างโอกาสการเข้าถึงการศึกษา (เรียนฟรี, จัดรถรับ-ส่ง) การพัฒนาคุณภาพการศึกษา (หลักสูตร English Program: EP) สนับสนุนทรัพยากร (อาคาร ห้อง อุปกรณ์เทคโนโลยี) พัฒนาบุคลากร (ดูแลสวัสดิการครู ใช้ครูต่างชาติ)

อีกทั้งยังได้ขยายความช่วยเหลือไปยังสถานศึกษานอกสังกัดอีกด้วย เช่น สนับสนุนให้นักเรียนห้อง EP ในโรงเรียนของ สพฐ. 7 แห่งให้ได้เรียนฟรีโรงเรียนละ 30 คน กระจายหลายอำเภอทั่วจังหวัด

6

“อยากเห็นการกระจายอำนาจที่มากกว่านี้.. ดูเหมือนเขาไม่อยากให้ท้องถิ่นโต อยากเห็นท้องถิ่นอ่อนแอ”

วันนั้น พ.ต.อ.ธงชัยเล่าให้ฟังถึงความลำบากและความสำเร็จในการผลักดันนโยบายการศึกษา

“..ก่อนผมเข้ามา อัตรากำลังของครูทั้งจังหวัดขาดกว่า 1,300-1,400 ตำแหน่ง พอผมเข้ามาก็อุดหนุนเงินให้ สพฐ. (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน) แต่ละเขตพื้นที่เอาไปจ้างครู โดยทำ MOU ระหว่างกัน ซึ่ง สตง.เคยทักท้วง บอกให้เลิกทำ แต่ผมไม่ยอม เพราะกฎหมายเขียนให้อำนาจ อบจ.จัดการศึกษาได้..”

ในปัจจุบัน (หมายถึงปีที่ผ่านมา) งบประมาณของ อบจ.นนทบุรีที่ใช้ด้านการศึกษาอยู่ที่ปีละ 600 ล้านบาท (450 ล้านอุดหนุนให้ สพฐ.เขตพื้นที่ 1-3) มีโรงเรียนในสังกัด อบจ. 33 แห่ง[3] ปัจจุบันมีนักเรียนของโรงเรียนในสังกัด อบจ.นนทบุรีราว 18,000-20,000 คน

สำหรับบางพื้นที่เห็นผลชัดเจน นักเรียนสังกัด อบจ. เพิ่มขึ้น ขณะที่นักเรียนฝั่งโรงเรียน สพฐ.ลดลง โดยยกตัวอย่างโรงเรียนวัดบางรักน้อยกับโรงเรียนชุมชนวัดไทรม้า

ในปีการศึกษา 2569 อบจ.นนทบุรีตั้งโรงเรียนใหม่เป็นลำดับที่ 34 ได้แก่ โรงเรียนนนทบุรี แมกเน็ต (Nonthaburi Magnet School: English Program) หวังให้เป็นต้นแบบโรงเรียนแห่งอนาคต เปิดการเรียนการสอนหลักสูตรภาษาอังกฤษ และการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นภาษา เทคโนโลยี และทักษะแห่งอนาคต ถือเป็นโรงเรียนของตัวเองแห่งแรก เนื่องจากโรงเรียนในสังกัด 33 แห่งก่อนนี้มาจากการรับถ่ายโอนมาทั้งสิ้น ช่วงระหว่างปี 2549-2553[4]

เพราะระยะหลังยิ่งเจอเงื่อนไขสกัดกั้นมิให้มีการถ่ายโอนโรงเรียนได้ง่ายเหมือนกับอดีตยุคกระจายอำนาจ

7

การสูญเสีย พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนผ่านสำคัญของ อบจ.นนทบุรี เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงผู้นำสูงสุดครั้งแรกในรอบกว่าสองทศวรรษ ซึ่งย่อมส่งผลสะเทือนต่อองค์กรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ ตลอดจนบารมีที่ท่านสั่งสมมาอย่างยาวนานนั้น เป็นคุณลักษณะเฉพาะตัวบุคคลที่ไม่ใช่ใครจะก้าวเข้ามาแทนที่ได้ในทันที


[1] ข้อมูลนายก อบจ.ที่ถูกลอบสังหารขณะตำแหน่งอีก 8 ราย ดู ณัฐกร วิทิตานนท์, “ย้อนรอยสองทศวรรษ อบจ. เปลี่ยนการเมืองไทยอย่างไร,” the101.world (8 ธันวาคม 2563), จาก https://www.the101.world/provincial-administrative-organization/

[2] บริบทตอนนั้น กฎหมายยังคงจำกัดวาระผู้บริหารท้องถิ่นให้ดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน (วาระละ 4 ปี รวมไม่เกิน 8 ปี)

[3] อบจ.นนทบุรีถือเป็น อบจ.ที่มีโรงเรียนในสังกัดมากติดลำดับต้นๆ ประเทศ โดยอยู่ในอันดับที่ 3, ณัฐกร วิทิตานนท์, “โรงเรียน อบจ.ทำได้: บทสำรวจความเป็นไปของการถ่ายโอนภารกิจการศึกษาให้ท้องถิ่น,” the101.world (3 พฤษภาคม 2569), จาก https://www.the101.world/pao-school/

[4] ดู เรื่องเดียวกัน.

ธงชัย เย็นประเสริฐ ฉลอง เรี่ยวแรง ณัฐกร วิทิตานนท์ อบจ. นายก อบจ. ไทยไม่ใช่กรุงเทพฯ ไทยไม่ใช่กรุงเทพ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นนทบุรี