ครม. เห็นชอบปฏิญญาด้านกำลังคนสุขภาพ หนุนกระจายแพทย์เฉพาะทางสู่พื้นที่ห่างไกล

1 ก.ย.2569-นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่างปฏิญญาระดับรัฐมนตรีว่าด้วยกำลังคนด้านสุขภาพ: ความเสมอภาคในการเข้าถึงบริการสุขภาพเฉพาะทาง (Dili Declaration on Human Resources for Health: Equity in Specialized Care) เพื่อร่วมผลักดันการกระจายบุคลากรทางการแพทย์เฉพาะทาง ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับพื้นที่ชนบทและห่างไกล พร้อมนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการวินิจฉัยและรักษาได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น

ปัจจุบันประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญทั้งการเข้าสู่สังคมสูงวัย ภาระโรคที่ซับซ้อนขึ้น การขาดแคลนบุคลากรเฉพาะทาง รวมถึงการกระจายตัวของบุคลากรที่ไม่เท่าเทียมระหว่างเมืองกับชนบท จึงจำเป็นต้องพัฒนากำลังคนและระบบบริการ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการเฉพาะทางได้อย่างเสมอภาคมากขึ้น

สาระสำคัญของปฏิญญาฯ มุ่งให้ประเทศสมาชิกวางแผนกำลังคนทางการแพทย์ให้สอดคล้องกับความต้องการของประชากร พร้อมสร้างแรงจูงใจทั้งด้านการเงินและไม่ใช่การเงิน เพื่อดึงดูดและรักษาบุคลากรเฉพาะทางให้อยู่ในระบบสาธารณสุขภาครัฐและพื้นที่ห่างไกล รวมถึงพัฒนารูปแบบบริการ เช่น การทำงานเป็นทีมสหวิชาชีพ การกระจายและมอบหมายภารกิจ การจัดหน่วยแพทย์เฉพาะทางเคลื่อนที่ และการหมุนเวียนบุคลากรลงพื้นที่

อีกแนวทางสำคัญคือการนำเทคโนโลยีดิจิทัลด้านสุขภาพมาใช้มากขึ้น ทั้งโทรเวชกรรม หรือ Telemedicine ระบบตรวจวินิจฉัยระยะไกล ระบบส่งต่อผู้ป่วยอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจทางคลินิก ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ชนบทและห่างไกลเข้าถึงบริการเฉพาะทางได้สะดวกขึ้น

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบส่งต่อที่เชื่อมโยงกับบริการปฐมภูมิ และเพิ่มความเข้มแข็งในการดูแลโรคเฉพาะทางที่มีความสำคัญ เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง การบาดเจ็บ รวมถึงการดูแลแม่และเด็ก ตลอดจนบูรณาการการดูแลแบบประคับประคอง หรือ Palliative Care เข้ากับบริการทุกระดับ

“เป้าหมายสำคัญคือทำให้สถานที่อยู่อาศัยไม่เป็นข้อจำกัดในการเข้าถึงแพทย์เฉพาะทาง ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลควรมีโอกาสได้รับบริการที่มีคุณภาพเช่นเดียวกับประชาชนในเมือง ทั้งการกระจายบุคลากร การหมุนเวียนแพทย์เฉพาะทาง และการใช้ Telemedicine หรือเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วย จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดช่องว่างด้านบริการสุขภาพ” นางสาวลลิดา กล่าว

ปฏิญญาดังกล่าวมีกำหนดเสนอเพื่อการรับรองในการประชุมคณะกรรมการองค์การอนามัยโลกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สมัยที่ 79 (RC79) ซึ่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเตเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 7–10 กันยายน 2569 โดยคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย เป็นผู้รับรองร่างปฏิญญาฯ

ทั้งนี้ ปฏิญญาดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองเพื่อส่งเสริมการเข้าถึงบริการสุขภาพเฉพาะทางอย่างเท่าเทียม และไม่ก่อให้เกิดพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยกรอบดังกล่าวจะสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนากำลังคน ระบบบริการสุขภาพ และมาตรการรักษาบุคลากรเฉพาะทางให้อยู่ในระบบภาครัฐและพื้นที่ขาดแคลน เพื่อสนับสนุนเป้าหมายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประเทศไทยต่อไป.

เพิ่มเพื่อน