‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ แหล่งเก็บน้ำมันใกล้บ้านคุณ
ไฟฟ้า น้ำสะอาด และโครงข่ายไฟเบอร์อ็อปติก คือ สามปัจจัยสำคัญในการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ และนั่นอาจทำให้กรุงเทพมหานครกลายเป็นทำเลทองที่นักลงทุนหันมาให้ความสนใจ โดยข้อมูลบนเว็บไซต์ datacentermap ชี้ให้เห็นว่ามีดาต้าเซนเตอร์ในกทม. และพื้นที่ใกล้เคียงรวม 49 แห่ง แค่เฉพาะในย่านพระราม 9 ก็มีถึง 4 แห่งด้วยกัน
อาคารเหล่านี้อาจได้รับอนุญาตในฐานะ ‘คลังสินค้า’ หรือ ‘อาคารพาณิชย์’ และสามารถตั้งอยู่ใกล้ย่านที่อยู่อาศัยได้ ท่ามกลางความกังวลของสังคมในประเด็นผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมต่อชุมชนใกล้เคียง
The MATTER ได้พูดคุยกับ ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส. พรรคประชาชน ที่ก่อนหน้านี้ เขาเปิดเผยกรณีที่ดาต้าเซนเตอร์แห่งหนึ่งในซอยรามคำแหง 28 ที่ได้เก็บน้ำมันดีเซลสำหรับผลิตไฟฟ้าสำรองกว่า 4 แสนลิตร หรือใกล้เคียงกับการนำปั๊มน้ำมันขนาดใหญ่ 3-4 แห่งมาไว้รวมกัน ในวันที่รัฐบาลเปิดประตูอ้าแขนรับการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ กฎหมายไทยควบคุมได้แค่ไหนกัน
กฎหมายไทยมีนิยามถึงดาต้าเซ็นเตอร์แล้วหรือยัง
ดาต้าเซนเตอร์ คือ อาคารหรือพื้นที่ที่สำหรับติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์และจัดเก็บหรือประมวลผลข้อมูลบนโลกอินเทอร์เน็ต ซึ่งต้องทำงานต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง จึงต้องพึ่งพาไฟฟ้า ระบบหล่อเย็น อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และระบบผลิตไฟฟ้าสำรอง
อย่างไรก็ตาม ศุภณัฐระบุว่า ปัจจุบันทั้งกฎหมายควบคุมอาคารและผังเมืองยังไม่มีนิยามของ ‘ดาต้าเซนเตอร์’ โดยตรง ผู้ประกอบการจึงอาจขออนุญาตก่อสร้างโดยใช้นิยามของอาคารประเภทอื่นที่ใกล้เคียง เช่น คลังสินค้า สำนักงาน หรืออาคารพาณิชย์แทน
ปัญหาคืออาคารเหล่านี้ มีลักษณะการใช้งานไม่เหมือนดาต้าเซนเตอร์ ตัวอย่างเช่น คลังสินค้าอาจตั้งอยู่ในพื้นที่ชุมชนหรือเขตพาณิชยกรรมได้ แต่ดาต้าเซนเตอร์ที่ใช้ไฟฟ้าและน้ำจำนวนมากจะปล่อยความร้อนตามไปด้วย รวมถึงอาจมีการสำรองน้ำมันดีเซลจำนวนมาก กล่าวคือ หากควบคุมดาต้าเซ็นเตอร์บนหลักเกณฑ์เดียวกับคลังสินค้า ความเสี่ยงบางประการอาจถูกมองข้ามไป
ศุภณัฐยังระบุว่า ปัจจุบันดาต้าเซนเตอร์ไม่ได้ถูกกำหนดเป็นอาคารที่ต้องจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA โดยเฉพาะ นั่นก็เพราะเรายังไม่มีกฎหมายที่นิยามโดยตรง จึงยังไม่มีคำตอบว่า ดาต้าเซนเตอร์ขนาดเท่าใดบ้างที่จะต้องผ่านการประเมิน EIA ร่วมด้วย
ทำไมกรุงเทพฯ จึงเป็นทำเลทองของดาต้าเซนเตอร์
กรุงเทพฯ มีระบบไฟฟ้าที่ค่อนข้างเสถียร มีน้ำประปาเพียงพอ และโครงข่ายไฟเบอร์ออปติก ด้วยเหตุนี้ ดาต้าเซนเตอร์ขนาดกลางจึงสามารถตั้งอยู่ในเมืองได้ โดยไม่ต้องใช้พื้นที่มากเท่าศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก
ถึงอย่างนั้น อาคารเหล่านี้กลับใช้ไฟฟ้าและน้ำจำนวนมาก นำไปสู่การปล่อยความร้อนออกมาอย่างต่อเนื่อง สิ่งสำคัญอีกอย่างคือระบบผลิตไฟฟ้าสำรองและน้ำมันดีเซล เพราะหากไฟดับ ดาต้าเซนเตอร์ยังต้องทำงานต่อไป
เพราะเหตุนี้ การเลือกที่ตั้งอาคารจึงต้องดูด้วยว่าโครงสร้างพื้นฐานมีเพียงพอหรือไม่ จะเกิดการแย่งน้ำ แย่งไฟฟ้าใช้หรือไม่ ส่งผลกระทบทางเสียง ความร้อน และมลภาวะอื่นๆ ต่อชุมชนโดยรอบมากแค่ไหน เป็นต้น
ใครจะต้องกำกับดูแล
การกำกับดาต้าเซนเตอร์เกี่ยวข้องกับกฎหมายอย่างน้อยสามส่วน ได้แก่ กฎหมายควบคุมอาคาร กฎหมายผังเมือง และกฎหมายสิ่งแวดล้อม กฎหมายสองส่วนแรกอยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทยและกรมโยธาธิการและผังเมือง ขณะที่กรุงเทพมหานครสามารถออกข้อบัญญัติควบคุมอาคารและกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินในผังเมืองของตนเองได้
ศุภณัฐจึงเสนอให้ กทม. เริ่มจากศึกษาวิธีแบ่งขนาดดาต้าเซนเตอร์ โดยอาจพิจารณาจากปริมาณการใช้ไฟฟ้าและน้ำ การปล่อยความร้อน พื้นที่อาคาร ปริมาณน้ำมันสำรอง จากนั้นจึงกำหนดนิยามในข้อบัญญัติควบคุมอาคาร และพิจารณาว่าดาต้าเซนเตอร์แต่ละประเภทควรตั้งอยู่ในพื้นที่ใด
ขั้นตอนต่อมาคือการแก้ไขร่างผังเมืองกรุงเทพฯ เพื่อแยกดาต้าเซนเตอร์ออกจากหมวดคลังสินค้าหรืออาคารประเภทอื่นอย่างชัดเจน หากเป็นศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ รัฐอาจกำหนดโซนเฉพาะและจัดเตรียมไฟฟ้า ประปา ถนน และโครงข่ายไฟเบอร์ออปติกรองรับ แทนการปล่อยให้กระจายตัวอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ของเมือง
ส่วนการกำหนดว่าดาต้าเซนเตอร์ขนาดใดต้องทำ EIA เป็นอำนาจของหน่วยงานด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องพิจารณาว่าจะใช้เกณฑ์ใด เช่น กำลังไฟฟ้า ปริมาณน้ำมัน พื้นที่อาคาร หรือปริมาณการใช้น้ำ เพื่อให้การประเมินสอดคล้องกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจริง
ยังทันอยู่หรือไม่
“ประเทศไทยเราทำได้ไวนะครับ แต่ว่ามันขึ้นอยู่ที่ว่าเราจะทำหรือเปล่า” ศุภณัฐมองว่า หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงมืออย่างจริงจัง การกำหนดนิยาม แก้ข้อบัญญัติ ปรับผังเมือง และออกหลักเกณฑ์ด้าน EIA สามารถดำเนินการได้ภายในหนึ่งปี ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ว่าประเทศไทยทำได้หรือไม่ แต่อยู่ที่รัฐบาลและ กทม. จะตัดสินใจทำเมื่อใดต่างหาก
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความต้องการดาต้าเซนเตอร์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามการเติบโตของ AI บริการคลาวด์ และการจัดเก็บข้อมูลดิจิทัล ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเดินหน้าเชิญชวนบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เข้ามาลงทุน หากปล่อยให้การก่อสร้างเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยออกกติกา เมื่อเวลาผ่านไปจะยิ่งทำได้ยากขึ้น
ประเด็นสำคัญคือ การก่อสร้างอาคารดาต้าเซ็นเตอร์มีความโปร่งใสมากเพียงใด ประชาชนมีส่วนร่วม และรับรู้มากน้อยแค่ไหน เมื่อการใช้น้ำสะอาด พลังงานไฟฟ้าอาจสร้างผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมตามมา โจทย์คือรัฐและเมืองจะทำอย่างไรไม่ให้ความเสี่ยงพวกนี้ตกอยู่กับผู้อาศัยในเมือง
อ้างอิงจาก
https://www.datacentermap.com/thailand/bangkok/