ศาลปกครองสูงสุดสั่งรับฟ้อง ‘สรณ’ คำวินิจฉัยกรรมการสรรหาทำให้พ้นตำแหน่ง กสทช. จึงเป็นผู้เสียหายมีสิทธิฟ้อง

วันนี้ (2 กันยายน) สำนักงานศาลปกครองเปิดเผยว่า ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งที่ 952/2569 กลับคำสั่งศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้รับคำฟ้องของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ในคดีที่ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช.

เหตุสำคัญในการรับฟ้องคือ ศาลเห็นว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาเป็นเหตุให้สรณต้องพ้นจากตำแหน่ง และไม่อาจปฏิบัติหน้าที่กรรมการ กสทช. ต่อไปได้ จึงเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายที่มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง

ขณะที่ ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า การรับคำฟ้องไว้พิจารณายังไม่กระทบต่อขั้นตอนที่รัฐบาลดำเนินการนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ ให้สรณพ้นจากตำแหน่งไปก่อนหน้านี้ และรัฐบาลจะรอปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลต่อไป

รับฟ้องเพราะคำวินิจฉัยกระทบสถานะ ไม่ใช่คำสั่งคืนตำแหน่ง

ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาว่า เมื่อคณะกรรมการสรรหามีคำวินิจฉัยว่าสรณมีลักษณะต้องห้ามและถือว่าสละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. คำวินิจฉัยดังกล่าวย่อมเป็นเหตุให้ต้องพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง (5) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ และไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งกรรมการ กสทช. ต่อไปได้

คำวินิจฉัยจึงมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของสรณ ทำให้เป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ อันเนื่องมาจากการกระทำของคณะกรรมการสรรหา และเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

นัยสำคัญของคำสั่งครั้งนี้จึงอยู่ที่ ศาลเห็นว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหามีผลให้สรณต้องพ้นจากตำแหน่งและไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ จึงรับคำฟ้องเพื่อเปิดทางให้ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคำวินิจฉัยดังกล่าว ไม่ใช่การรับรองว่าสรณยังดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. หรือเป็นคำสั่งให้กลับเข้าปฏิบัติหน้าที่

ส่วนประเด็นว่าคณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ยังเป็นเนื้อหาแห่งคดีที่ต้องพิจารณาต่อไป โดยคำสั่งรับฟ้องครั้งนี้ยังไม่ได้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา

ศาลยังอ้างถึงมาตรา 20 วรรคสาม ซึ่งกำหนดว่า เมื่อกรรมการพ้นจากตำแหน่ง ให้กรรมการเท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป และให้ถือว่า กสทช. ประกอบด้วยกรรมการเท่าที่เหลืออยู่ แต่ต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า 4 คน เพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดชะงัก

ปมทำงานแพทย์รายชั่วโมง หลังพ้นกำหนดลาออก

คดีนี้สืบเนื่องจากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ซึ่งระบุว่า สรณยังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระหว่างวันที่ 8 มกราคม ถึง 12 เมษายน 2565 อันมีลักษณะเป็นลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ และเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ

ก่อนหน้านั้น วุฒิสภามีมติเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2564 เห็นชอบให้สรณดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. โดยประธานวุฒิสภากำหนดให้ผู้ได้รับความเห็นชอบลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพที่กฎหมายห้ามภายในวันที่ 11 มกราคม 2565

ต่อมามีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสรณเป็นประธาน กสทช. ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2565 แต่ภายหลังคณะกรรมการสรรหาตรวจสอบข้อร้องเรียนและวินิจฉัยว่า การไม่ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพภายในเวลาที่กำหนดถือเป็นการสละสิทธิโดยผลของกฎหมาย ตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8 (2)

สรณจึงยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าว แต่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง ก่อนที่ศาลปกครองสูงสุดจะมีคำสั่งกลับเป็นให้รับคำฟ้องไว้พิจารณา

สำหรับวันนี้ ศาลปกครองกลางมีกำหนดอ่านคำสั่งศาลปกครองสูงสุด แต่ผู้ฟ้องคดีได้รับหมายแจ้งกำหนดนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาล ศาลจึงงดอ่านคำสั่งและแจ้งให้ทราบผ่านระบบงานคดีปกครองอิเล็กทรอนิกส์

‘ปกรณ์’ ยันไม่กระทบทูลเกล้าฯ ไม่ต้องดึงเรื่องกลับ

ด้านปกรณ์กล่าวถึงผลของคำสั่งต่อขั้นตอนที่รัฐบาลดำเนินการไปแล้วว่า ยังไม่มีประเด็นกระทบต่อรัฐบาล เนื่องจากเป็นเพียงการรับคำฟ้องไว้พิจารณา โดยสรณเป็นผู้มีส่วนได้เสียและมีสิทธิฟ้องคดีตามปกติ

ปกรณ์อธิบายว่า กฎหมาย กสทช. เปิดทางให้ฟ้องศาลในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการสรรหาได้ เพียงแต่คดีนี้ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง ขณะที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้รับไว้พิจารณา

สำหรับการดำเนินการของรัฐบาล ปกรณ์ระบุว่า รัฐบาลยังยืนยันตามฐานกฎหมายที่ใช้ดำเนินการ โดยเห็นว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาเป็นที่สุด พร้อมอ้างถึงรัฐธรรมนูญ มาตรา 203 วรรคห้า ประกอบมาตรา 217 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง และกฎหมาย กสทช. มาตรา 15/1

“เรา (รัฐบาล) ทำตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น ส่วนตอนนี้เป็นขั้นตอนของศาลก็ไปว่ากัน ก็เดี๋ยวรอว่าศาลจะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว หรือมีคำสั่งอะไรต่อไป ก็คงปฏิบัติตามนั้น ไม่ได้มีอะไรมาก” ปกรณ์กล่าว

เมื่อถามว่ารัฐบาลต้องดึงเรื่องที่ดำเนินการไปแล้วกลับมาก่อนหรือไม่ ปกรณ์ตอบว่า ไม่ต้อง เนื่องจากรัฐบาลอยู่ระหว่างรอศาลตัดสินเช่นกัน และในประเด็นดังกล่าวศาลยังไม่ได้มีคำสั่ง จึงไม่ควรพูดล่วงหน้าจนอาจทำให้เกิดความสับสนและส่งผลไม่ดีต่อระบบ

ปกรณ์กล่าวด้วยว่า ยังไม่ทราบว่านายกรัฐมนตรีรับทราบเรื่องนี้แล้วหรือไม่ เพราะยังไม่ได้พบกับนายกรัฐมนตรี และตนเองเพิ่งทราบความคืบหน้าจากข่าวเช่นกัน

‘สรณ’ น้อมรับคำสั่ง ชวนกรรมการกลับมาประชุม

ภายหลังทราบคำสั่ง สรณออกคำแถลงระบุว่า น้อมรับและเคารพคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด พร้อมขอบคุณกระบวนการยุติธรรมที่พิจารณาประเด็นข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงตามกระบวนการ โดยยืนยันว่าที่ผ่านมาได้ปฏิบัติหน้าที่โดยยึดถือกฎหมาย ความสุจริต และประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

สรณระบุว่า สิ่งสำคัญที่สุดจากนี้ไม่ใช่เรื่องของบุคคล แต่คือการทำให้ กสทช. สามารถกลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ มีเอกภาพ และเดินหน้าพิจารณาภารกิจสำคัญที่รอการดำเนินการ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนและประโยชน์สาธารณะ

พร้อมขอให้กรรมการ กสทช. ทุกคนกลับมาร่วมปฏิบัติหน้าที่และเข้าประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน วางข้อขัดแย้งและความคิดเห็นที่แตกต่างไว้เบื้องหลัง โดยยืนยันว่าพร้อมทำงานร่วมกับกรรมการทุกคนและรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง

“วันนี้จึงไม่ควรเป็นวันที่มีผู้แพ้หรือผู้ชนะ แต่ควรเป็นวันที่ กสทช. กลับมาร่วมมือกันทำงานอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้องค์กรสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง” สรณระบุในคำแถลง