จ่อรื้อระบบใหม่ ดาต้าเซ็นเตอร์ เบรกใบอนุญาต
"เอกนิติ" ไม่ทน! เตรียมประชุมบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ พร้อมดึง "ชัชชาติ" ร่วมด้วย ลั่นทุบโต๊ะรื้อระบบใหม่ หลังพบดาต้าเซ็นเตอร์ผุดกลางกรุง ชี้เป็นโครงการเก่าก่อนรัฐบาลเข้ามา ลุยบี้ BOI เช็กลิสต์ขออนุญาตไม่ถูกต้อง ขณะที่ผู้ว่าฯ กทม.ผนึกพลังงาน-MEA-กปน. เช็กความปลอดภัย Data-Center ทั่วกรุง ยันไม่กระทบน้ำ-ไฟ เหตุใช้น้อยกว่าห้างใหญ่ ส่วนพลังงานตรวจเข้มดาต้าเซ็นเตอร์ย่านพระราม 9 จ่อแจ้งความเอาผิด
เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า ในวันที่ 4 ก.ย.2569 จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ (บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์) ที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งจะมีการเชิญนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เข้าร่วมหารือด้วย พร้อมด้วยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงพลังงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อบูรณาการข้อมูลเกี่ยวกับการกำกับดูแลโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ในภาพรวมทั้งหมด
ทั้งนี้ ยอมรับว่าโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่เกิดเป็นปัญหาในขณะนี้ถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย ซึ่งเกิดจากการที่มีคนใช้ช่องโหว่ของกฎหมายที่ยังไม่ได้มีการบังคับใช้ หรือกฎหมายยังครอบคลุมไม่ทั่วถึงเข้ามาดำเนินการ ซึ่งการประชุมในครั้งนี้จึงจะมีการนำช่องโหว่ของกฎหมายที่เกิดขึ้นทั้งหมดมาเร่งพิจารณาไปพร้อมกันด้วย เพราะหัวใจสำคัญของโครงการดาต้าเซ็นเตอร์หลังจากนี้คือเรื่องของกฎหมาย ว่าจะมีกฎหมายอะไรบ้างที่เข้ามาเกี่ยวข้องหรือกำกับดูแล ซึ่งจากนี้ทุกหน่วยงานจะต้องใช้ความร่วมมือระหว่างกันในการบูรณาการข้อมูลและการกำกับดูแลในภาพรวมอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
“โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่เป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้เป็นโครงการเก่า โครงการเดิมที่สะสมมา ตั้งแต่ช่วงก่อนที่รัฐบาลจะเข้ามาทำหน้าที่ในเดือนเม.ย.2569 ซึ่งทันทีที่รัฐบาลเข้ามาทำงาน ก็ได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) หยุดให้ใบอนุญาตลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ทันที และก่อนหน้านี้ผมได้หารือกับนายชัชชาติเกี่ยวกับโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่เป็นปัญหาในขณะนี้ไปบ้างแล้ว และจะมีการประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณาในภาพรวมทั้งหมด” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลังระบุ
สำหรับแนวทางการดำเนินการสำหรับโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่เป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ นายเอกนิติระบุว่า จะต้องใช้กฎหมายเข้าไปจัดการในส่วนของรายที่ไม่ได้ทำตามกฎหมาย หรือมีการขอใบอนุญาตไม่ถูกต้อง โดยล่าสุดได้สั่งการให้ทาง BOI และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบและรวบรวมข้อมูลอยู่ว่ามีการแอบอ้างตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ที่ผิดกฎหมายทั้งหมดกี่ราย เพราะจากข้อมูลเบื้องต้นของ BOI พบว่ามีดาต้าเซ็นเตอร์ที่ได้รับอนุญาตจาก BOI ไม่มาก นั่นหมายถึงว่าส่วนใหญ่อาจจะมีการใช้ช่องโหว่ด้านอื่นๆ ที่ไม่ได้มีการกำกับดูแลเข้ามาดำเนินการในส่วนนี้ เช่นเดียวกับประเด็นเรื่องการกักตุนน้ำมัน ซึ่งกระทรวงพลังงานจะเข้ามาตรวจสอบและทำงานร่วมกัน โดยยืนยันว่าเรื่องนี้รัฐบาลจะต้องเร่งเข้าไปจัดการรื้อระบบอย่างจริงจัง
“ต้องมาพิจารณาเป็นรายกรณี และหากพบว่าใครทำผิดกฎหมายก็ต้องไปจัดการ รัฐบาลขอให้ความชัดเจนในเรื่องนี้ จึงมีการเชิญผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมาร่วมบูรณาการเรื่องนี้ไปพร้อมกัน และได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช็กข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับรายที่แอบเข้ามาทำดาต้าเซ็นเตอร์โดยไม่ถูกกฎหมาย ยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องนี้ และจะเข้ามารื้อระบบ รวมถึงจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง” นายเอกนิติกล่าว
นายเอกนิติกล่าวอีกว่า ในส่วนของการดำเนินนโยบาย โดยเฉพาะการให้แรงจูงใจในการลงทุนโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ในระยะถัดไปนั้น ยืนยันว่าจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเกี่ยวกับภาพรวมเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงประเด็นสำคัญคือ ประเทศไทยจะคว้าประโยชน์จากตรงนี้ได้อย่างไร นี่เป็นอีกสาระสำคัญหลักที่จะมีการหารือในการประชุมครั้งนี้ด้วย
ด้านนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. พร้อมด้วย น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เลขานุการ รมว.พลังงาน, นายสุพิเชฐ ถาวรทวีวงษ์ รองผู้ว่าการการประปานครหลวง และนายเกษม สระทองฮัก ผู้ช่วยผู้ว่าการ (สายงานวางแผนและนวัตกรรม) การไฟฟ้านครหลวง ร่วมแถลงข่าว โดยนายชัชชาติระบุว่า เนื่องจากคำว่า Data Center ไม่มีนิยามในกฎหมาย ดังนั้นการขออนุญาตจึงเป็นการขออนุญาตในการจัดตั้งคลังสินค้า ส่วนผังเมืองก็ยังไม่ได้อยู่ในข้อที่ต้องทำ EIA ไม่ต้องขอใบอนุญาตประกอบโรงงานอุตสาหกรรม ดังนั้นจึงต้องมีการทบทวนรายละเอียดเพื่อมีคำนิยามใหม่ ซึ่งสำนักนายกรัฐมนตรีได้ประกาศคำนิยามของ Data Center มาแล้วในเดือน ส.ค.69 เชื่อว่าจะมีกระบวนการทบทวนรายละเอียด ทั้งเรื่องผังเมือง หรือการทำ EIA เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบันมากขึ้น ขณะที่การใช้ไฟฟ้านั้น Data Center มีขนาดแตกต่างกัน โดยใน กทม.จะมีขนาด 20 เมกะวัตต์ ส่วนต่างจังหวัดอาจจะมีขนาดหลายร้อยเมกะวัตต์
นายชัชชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า ปริมาณไฟฟ้าที่ใช้ใน Data Center ในกรุงเทพฯ ไม่ได้ใหญ่เหมือนใน EEC ยืนยันว่าไม่มีผลกระทบกับการใช้ไฟของคนกรุงเทพฯ แต่ต้องคอยติดตามต่อไป โครงการขนาดใหญ่ต้องไม่อนุญาตเพิ่มเติม
ด้านนายเกษม ในฐานะผู้ช่วยผู้ว่าการ (สายงานวางแผนและนวัตกรรม) การไฟฟ้านครหลวง ชี้แจงในประเด็นดังกล่าวเรื่องการใช้ไฟฟ้าของ Data Center ว่า ในพื้นที่ กทม.ไม่ใช่ Data Center ขนาดใหญ่ ซึ่งที่เป็นข่าวอยู่ระดับแค่ 20 เมกะวัตต์ ใช้จริง 8 เมกะวัตต์ ปกติจะจ่ายไฟแยกโดยไม่กระทบกับประชาชน โดยพื้นที่ที่มาขอใช้ไฟฟ้าก็เป็นพื้นที่ที่การไฟฟ้านครหลวงสามารถจ่ายไฟได้ หากเทียบกับการใช้ไฟพื้นฐานของธุรกิจขนาดใหญ่ถือว่าน้อยมาก ยกตัวอย่าง ห้างสรรพสินค้าจะใช้ไฟขนาดใหญ่กว่านี้มาก หรือโครงการใหญ่ๆ ก็จะใช้ไฟมากกว่า 100 เมกะวัตต์ ยืนยันว่าการขอใช้ไฟได้รับมาตรฐานและปลอดภัย
ขณะที่นายสุพิเชฐชี้แจงถึงระบบหล่อเย็นใน Data Center ซึ่งจะต้องใช้น้ำในการหมุนเวียน ซึ่งมีข้อกังวลเรื่องของการถูกดึงน้ำไปใช้จนส่งผลกระทบต่อการใช้น้ำของประชาชนว่า Data Center ที่อยู่ในเขตกรุงเทพฯ ปัจจุบันรายที่ใหญ่ๆ มีการใช้น้ำเฉลี่ยรายเดือนอยู่ประมาณ 7,800 ลบ.ม.ต่อเดือน เทียบกับโรงพยาบาลขนาดใหญ่ จะใช้น้ำ 20,000 ลบ.ม.ต่อเดือน ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ 30,000-40,000 ลบ.ม.ต่อเดือน
ปัจจุบันในพื้นที่ กทม.ยังไม่ได้รับผลกระทบต่อการให้บริการน้ำประปา ส่วนในอนาคตการประปานครหลวงพร้อมสนับสนุนการจัดคัดกรองการทำงาน Data Center ของกระทรวงพลังงาน และกรุงเทพมหานคร โดยจะพยายามจะไม่เกิดผลกระทบขึ้นหรือน้อยที่สุด
วันเดียวกันนี้ น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หรือ “โอ๋ สุดซอย” พร้อมเจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงาน ลงพื้นที่ตรวจสอบบริษัทดาต้าเซ็นเตอร์แห่งหนึ่งริมถนนพระราม 9 เขตห้วยขวาง หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ถึงการกักเก็บน้ำมันดีเซลปริมาณมาก
จากการตรวจสอบก่อนหน้านี้ พบมีการกักเก็บน้ำมันดีเซลถึง 200,000 ลิตร เจ้าหน้าที่จึงสั่งให้ถ่ายน้ำมันทั้งหมดออกจากพื้นที่ ล่าสุดจากการลงพื้นที่ตรวจสอบซ้ำ พบว่าบริษัทได้ดำเนินการถ่ายน้ำมันออกทั้งหมดแล้ว แต่แม้จะมีการนำเชื้อเพลิงออกจากพื้นที่ แต่การกักเก็บน้ำมันโดยไม่ได้รับอนุญาตยังเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2542
ขณะเดียวกัน กระทรวงพลังงานส่งสัญญาณเข้มงวดต่อการกักเก็บน้ำมันในบริษัทดาต้าเซ็นเตอร์ โดยการกักเก็บน้ำมันตั้งแต่ 15,000 ลิตรขึ้นไปในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จะต้องได้รับอนุญาตจากกระทรวงพลังงานก่อน นอกจากนี้ ยังมีนโยบายจะไม่ออกใบอนุญาตให้บริษัทดาต้าเซ็นเตอร์รายใหม่กักเก็บน้ำมันอีก ขณะที่ดาต้าเซ็นเตอร์จำนวน 2-3 แห่งใน กทม.ที่ได้รับอนุญาตอยู่เดิม หากครบกำหนด 1 ปี จะไม่มีการต่ออายุในปีถัดไป.