พาราสาวะถี


แม้ความเชื่อของคนส่วนใหญ่จะโน้มเอียงไปในทิศทางที่ว่า กกต.จะไม่ลงมติเอาผิดผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้วเลือกสว.ทั้ง 229 คน ทว่าปุจฉาที่ชวนให้คิดกันก่อนจะถึงวันชี้ชะตา กระบวนการพิจารณาของ 7 เสือ กกต.จะใช้สำนวนใดในการวินิจฉัย เพราะสำนวนชุดแรกเป็นมติของ คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง ชุดที่ 26 ที่เห็นควรให้ส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 229 คน ที่ต่อมาปรากฏว่าสำนักงาน กกต.ซึ่งเห็นมีความเห็นตามอนุกรรมการชุดนี้ แต่ได้ส่งต่อให้คณะอนุกรรมการอีกชุดหนึ่งพิจารณา

นั่นก็คือ คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ที่ได้รับการแต่งตั้งเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 โดยคณะอนุกรรมการชุดนี้มีทั้งหมด 7 คน กระบวนการทำงานหากเป็นไปตามที่ สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.เปิดเผยข้อมูลก็ชวนให้เกิดข้อสงสัย โดยผู้เป็นประธานที่ประชุมของคณะอนุกรรมการคือ เชาวนะ ไตรมาศ อดีตเลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ ที่มาจากการเสนอชื่อของ ฐิติเชฏฐ์ นุชนารถ กกต. ไม่ใช่ ร้อยตำรวจเอกปิยะ รักสกุล ซึ่งมาจากการเสนอชื่อของกกต.เสียงข้างมากตามที่เคยปรากฏเป็นข่าว

ขณะที่ผู้ที่มีบทบาทหลักในการประชุมกลับเป็น อนุชา จันทร์สุริยา ซึ่งมาจากการเสนอชื่อของ อิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.ในเวลานั้น โดยสมชัยอ้างว่า จากรายงานการประชุมพบว่าอนุชามีบทบาทนำการประชุม และมีการบันทึกบทบาทดังกล่าวไว้ในการประชุมทุกครั้ง ขณะที่ผู้ดำรงตำแหน่งประธานไม่ปรากฏบันทึกว่ามีการพูดหรือแสดงบทบาทใด อนุกรรมการที่ปรากฏว่ามีการซักถามและแสดงความคิดเห็นเป็นหลักมี 3 คน ได้แก่ อัฌษไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต,นันทศักดิ์ พูลสุข และ อนุชา

ส่วนอนุกรรมการอีก 4 คน ได้แก่ เชาวนะ, ร้อยตำรวจเอกปิยะ, เดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ และ ธัชสกล พรหมจมาศ แทบไม่ปรากฏในบันทึกรายงานการประชุมว่ามีการแสดงความคิดเห็น ซักถาม อภิปราย หรือให้ข้อเสนอแนะ แต่เมื่อถึงขั้นตอนลงมติก็สามารถลงมติได้ทันที ในกรณีนี้อดีต กกต.อย่างสมชัยจะได้มีการเปิดเผยวิธีการพิจารณาสำนวนว่าทำกันอย่างไร ซึ่งตรงนั้นน่าจะมีข้อเปรียบเทียบในกระบวนการพิจารณาของอนุกรรมการที่กกต.ในยุคของสมชัยว่ามีความแตกต่าง และข้อน่าสงสัยอย่างไร

ไม่ว่าจะตั้งข้อสังเกตแบบไหน มติของอนุกรรมการฯ ชุดที่ 36 ตามข่าวที่ปรากฏก็คือ มีมติเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 เสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 ให้ยกคำร้องต่อผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ทั้งนี้ อย่างที่รู้กัน กกต.ไม่ได้ยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความจริงหรือไม่ เพราะ แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นต่อเรื่องนี้ ไม่ต้องพูดถึงกกต.ทั้ง 7 คนย่อมปิดปากเงียบ ทุกการสื่อสารจะผ่านเอกสารข่าวเท่านั้น ส่วนเรื่องฮั้วเลือกสว.คำตอบที่ได้คือ สำนวนเป็นความลับ

ทั้งนี้ ถ้ายึดตามการให้สัมภาษณ์ของ สิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต.ที่เคยบอกกับนักข่าวเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา การพิจารณาของกกต.จะใช้สำนวนของคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 เนื่องจากเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่กกต.กับเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ ที่ทางกกต.ร้องขอให้ส่งคนเข้ามาช่วยทำในเรื่องนี้ แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่เสียงเดียวของกกต. ทั้งหมดจะต้องถกกันในที่ประชุม 7 เสือ กกต. โดยมีข้อมูลที่นำเสนอมาจากทางสำนักงาน กกต.

เมื่อมองไปถึงตรงนั้นก็จะเห็นบทบาทของแสวงในฐานะเลขาฯ กกต. ที่แสดงบทบาทให้สังคมเห็นแล้วว่า ลีลา ชั้นเชิงด้านกฎหมายนั้นแพรวพราวขนาดไหน กรณีนี้ก็เช่นกันเจ้าตัวบอกแล้วว่า การส่งสำนวนคำร้องเรื่องฮั้วเลือกสว.ให้ศาลฎีกาพิจารณาต้องมีองค์ประกอบครบ 3 ข้อ จึงจะส่งคำร้องเพิกถอนสิทธิผู้สมัครรับเลือกสว.ให้ศาลฎีกาได้ ตามมาตรา 226 ของรัฐธรรมนูญคือ ต้องเป็นการกระทำของผู้สมัครหรือผู้สมัครรู้เห็นการกระทำของบุคคลอื่น ต้องมีพฤติการณ์เข้าข่ายทุจริต เช่น จ้างลงสมัคร จ้างลงคะแนน สมยอมแลกคะแนน หรือให้ประโยชน์เพื่อเลือกตนเอง และต้องมีหลักฐานเชื่อได้ว่าการเลือกไม่สุจริตเที่ยงธรรม

หากยึดตามนี้ก็จะเห็นได้ว่าในวันเลือกสว.นั้น มีการตรวจพบหลักฐาน และการกระทำของผู้สมัครที่เข้าข่ายฮั้ว และผิดกฎหมายชัดเจน จนเจ้าหน้าที่กกต.ต้องยึดโพยและขอร้องแกมขู่ให้เลิกการกระทำ แต่ปรากฏว่าไม่ได้ปรากฏรายงานถึงพฤติกรรมเหล่านี้ในเอกสารประกอบการพิจารณาผลของการเลือกสว.แต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้นี่กระมัง ที่ทำให้บรรดานักวิชาการ ผู้รู้ด้านกฎหมาย เชื่อกันว่าจะเป็นเหตุผลให้กกต.สามารถยกคำร้องได้

เพราะการที่กกต.จะดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสว. มาตรา 62 ที่ว่า เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลการเลือกแล้ว ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการทุจริตหรือรู้เห็นในการกระทำของบุคคลอื่น ให้คณะกรรมการฯ ร้องต่อศาลฎีกาเพื่อเพิกถอนสิทธินั้นได้ เมื่อไร้หลักฐาน ไม่ปรากฏรายงานว่ามีการกระทำที่อันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริต ย่อมไม่เป็นเหตุให้ต้องดำเนินการเอาผิดได้

สำหรับข้อสงสัยของสังคมต่อมติของอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 และ 36 ถ้ากกต.จะนำมาพิจารณาเพื่อตัดสินเรื่องนี้นั้น ฟัง ศุภชัย ใจสมุทร มือกฎหมายพรรคสีน้ำเงินชี้แจงก็ยิ่งทำให้เห็นแนวทางที่กกต.จะอธิบายต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เอกสารทั้งหมดที่ปรากฏเป็นข่าว หรือมีการเผยแพร่ ไม่มีใครบอกได้ว่ามีที่มาหรือได้มาอย่างไร เป็นเอกสารจริงและครบถ้วนเพียงใด เป็นข้อมูลระหว่างกระบวนการ หรือเป็นข้อยุติที่องค์กรผู้มีอำนาจรับรองแล้วหรือไม่ เมื่อไม่มีใครยืนยันย่อมพิสูจน์ไม่ได้ว่าทั้งหมดเป็นข้อเท็จจริง

ขณะเดียวกัน มือกฎหมายพรรคสีน้ำเงินยังได้ให้ความเห็นด้วยว่า อนุกรรมการชุดที่ 26 และชุดที่ 36 มีหน้าที่แตกต่างกัน โดยชุดที่ 26 ทำหน้าที่สืบสวนและไต่สวน ส่วนชุดที่ 36 ทำหน้าที่ในชั้นกลั่นกรองสำนวน ก่อนที่กกต.ชุดใหญ่จะเป็นผู้พิจารณาชี้ขาดคดี ถ้ายึดตามแนวทางอย่างที่ศุภชัยว่า คงไม่ต้องคาดเดาต่อไปว่า มติของกกต.ต่อปมฮั้วเลือกสว.จะออกมาอย่างไร ซึ่งความจริงถ้าไม่โลกสวยก็รู้กันอยู่แล้วว่า มันจะลงเอยแบบไหน กับอีกหนึ่งกลไกที่ได้ชื่อว่าทายาทของเผด็จการสืบทอดอำนาจ

อรชุน