ปลดล็อก!!

ประเทศไทยผลิตก๊าซธรรมชาติมานานหลายทศวรรษ
แหล่งผลิตจำนวนมากเข้าสู่ช่วงปลายอายุ หรือเป็นแหล่งปิโตรเลียมเดิมที่มีการผลิตมาอย่างต่อเนื่อง (mature field) ต้องเผชิญทั้งอัตราการผลิตลดลงตามธรรมชาติ ข้อจำกัดทางเทคนิค ต้นทุนดำเนินงานสูงขึ้น
แม้หลายแหล่งกำลังทยอยหมดอายุสัมปทาน แต่ยังคงมีศักยภาพผลิตต่อ หากได้รับการลงทุนเหมาะสม ทั้งขุดเจาะหลุมเพิ่มเติม บำรุงรักษาอุปกรณ์ นำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อปลดล็อกทรัพยากรที่เหลืออยู่ใต้พิภพ
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงบริหารแหล่งช่วงปลายอายุให้คงกำลังการผลิตเท่านั้น แต่รวมถึงการวางแผนรับมือเมื่อสัญญาผลิตสิ้นสุดลง เพื่อผลิตพลังงานต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ
ปัญหาดังกล่าวพบว่า กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้ศึกษาทบทวนและปรับปรุงพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ.2514 เพื่อให้รองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด ยกระดับความสามารถในการแข่งขัน และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาคือ “มาตรา 26” สาระสำคัญของมาตรานี้ได้กำหนดเงื่อนไขอายุสัมปทานปิโตรเลียมไว้ว่า ให้สิทธิผลิตได้ไม่เกิน 20 ปี ข้อจำกัดสำคัญคืออนุญาตให้ต่ออายุได้เพียงครั้งเดียวเป็นเวลาไม่เกิน 10 ปี ข้อจำกัดนี้สร้างปัญหาใหญ่เมื่อสัมปทานเข้าสู่ช่วงปลายอายุและไม่สามารถต่อสัญญาได้อีก
ดร.คุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งประเทศไทย (PEIT) และอดีตปลัดกระทรวงพลังงาน เสนอแนวทางปลดล็อกมาตรา 26 โดยให้ยกเลิกเงื่อนไขต่ออายุเพียงครั้งเดียว เปลี่ยนเป็นการอนุญาตให้ผู้รับสัมปทานรายเดิมต่ออายุสัญญาไปได้ตลอดระยะเวลาที่พิสูจน์ได้ว่ายังมีปริมาณสำรองและผลิตได้คุ้มค่าเชิงพาณิชย์
พร้อมเสนอให้ปรับลดอัตราภาษีเงินได้ปิโตรเลียมจาก 50% เหลือ 40% เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ลงทุนอย่างต่อเนื่อง
เนื่องจากหลุมปิโตรเลียมในอ่าวไทยช่วงปลายสัมปทานมักเหลือเพียงกระเปาะเล็กๆ ต้องอาศัยการลงทุนเจาะหลุมจำนวนมากเพื่อรักษากำลังผลิตตามสัญญา
การแก้ไขกฎหมายดังกล่าวสร้างประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย ทั้งเอกชนผู้ลงทุนได้รับผลตอบแทนคุ้มค่า รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการจัดเก็บค่าภาคหลวงและภาษีอย่างต่อเนื่อง
ที่สำคัญประชาชนได้ใช้ไฟฟ้าราคาถูกลง เนื่องจากก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยถูกกว่าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่นำเข้า
ในทางกลับกัน หากรัฐไม่ยอมปลดล็อกมาตรา 26 ผลเสียจะตกอยู่กับทุกฝ่าย เอกชนจะหยุดลงทุน รัฐสูญเสียรายได้ ประชาชนจ่ายค่าไฟแพงขึ้น
ข้อมูลจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติยังระบุว่า ปริมาณสำรองปิโตรเลียมในไทยเหลือใช้ได้อีกเพียง 4.6 ถึง 8.6 ปีเท่านั้น ประเด็นความเร่งด่วนนี้จึงถูกหยิบยกมาหารือในเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยสถาบันปิโตรเลียมฯ ร่วมกับบริษัท บาวเวอร์กรุ๊ปเอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด
มุ่งหวังให้รัฐบาล โดยเฉพาะ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจากพรรคภูมิใจไทย เข้าใจถึงความจำเป็นและเร่ง
ไฟเขียวให้การแก้ไขมาตรา 26 มีผลในทางปฏิบัติโดยเร็วที่สุด
เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทย
ปิยะวรรณ ผลเจริญ