ภาคธุรกิจ ชี้บริโภคในปท.ยังฟื้นไม่ชัดเจน แม้มี ไทยช่วยไทยพลัส

นายวชิร คูณทวีเทพ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย (TCC INDEX) เดือนส.ค.69 ซึ่งเป็นการสำรวจความคิดเห็นของภาคธุรกิจ และหอการค้าทั่วประเทศ จำนวน 369 ตัวอย่าง ดำเนินการสำรวจในช่วงวันที่ 24-28 ส.ค. 69 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นฯ อยู่ที่ระดับ 41.8 ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย ในแต่ละภูมิภาค เป็นดังนี้

โดยปัจจัยบวก ที่ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยเดือน ส.ค. ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่

นายวชิร กล่าวว่า ดัชนีเชื่อมั่นหอการค้าไทยในเดือนส.ค.นี้ แม้จะมีสัญญาณบวกอยู่พอสมควร แต่ก็ยังมีสัญญาณลบที่บั่นทอนอีกหลายตัว ที่ทำให้ภาคธุรกิจมองว่าทำให้เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันขยายตัวได้ไม่มากนัก โดยเฉพาะภาพของเศรษฐกิจโดยรวมในหลายจังหวัด

ในด้านของการบริโภค แม้จะมีมาตรการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 แต่ก็ยังบอกไม่ได้ว่าการบริโภคในประเทศฟื้นตัวชัดเจน รวมทั้งการลงทุนในหลายจังหวัดที่ไม่ได้เกิดขึ้นชัดเจน การเกษตร การจ้างงานไม่ได้ปรับตัวดีขึ้นมากนัก โดยเฉพาะการจ้างงานที่ยังมีปัญหาในภูมิภาคต่าง ๆ นายวชิร ระบุ

อย่างไรก็ดี สำหรับภาพในอนาคต 6 เดือนข้างหน้า ผู้ประกอบการธุรกิจมองว่าเศรษฐกิจไทยอาจจะมีสัญญาณกลับมาขยายตัวได้ดีขึ้น แม้จะยังมีความกังวลต่อมาตรการไทยช่วยไทย พลัส ที่จะสิ้นสุดลงในเดือนก.ย.นี้

หลายธุรกิจมองว่า การบริโภคในประเทศยังไม่เข้มแข็งพอ หากรัฐบาลไม่มีมาตรการกระตุ้นการบริโภคต่อเนื่อง อาจจะทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ชะลอตัวลง หรือแย่กว่าปัจจุบันได้เพราะฉะนั้น ต้องติดตามใกล้ชิดในช่วงเดือนต.ค. จึงจะเห็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า หากไม่มีนโยบายต่อเนื่อง สัญญาณจากภาคธุรกิจจะเป็นอย่างไร นายวชิร กล่าว

ข้อเสนอต่อภาครัฐเพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา

  1. แนวทางบริหารจัดการน้ำและการวางแผนรับมืออุทกภัย พร้อมระบบเตือนภัยพิบัติทางธรรมชาติให้กับประชาชนสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้ล่วงหน้า
  2. การบริหารจัดการต้นทุนของปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ และราคาปุ๋ยทางการเกษตร
  3. ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงรุก และจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวช่วงปลายปี เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ เป็นการสร้างรายได้ให้กับประเทศ
  4. บริหารจัดการความเสี่ยงด้านต้นทุน ความผันผวน และหนี้สินภาคครัวเรือน เพื่อแก้ปัญหาปัจจัยกดดันด้านต้นทุน และกาลังซื้อที่เปราะบางให้กับภาคธุรกิจ และผู้ประกอบการที่ขาดสภาพคล่องมาอย่างต่อเนื่อง
  5. การคุ้มครองผู้ประกอบการไทยจากทุนต่างชาติ จากสินค้าและธุรกิจต่างชาติที่เข้ามาแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม และการตรวจมาตรฐานสินค้าอย่างเข้มงวด
  6. การดูแลรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการส่งออก และภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์