สิบอันดับสูงสุดแห่งความรุนแรงของแผ่นดินไหวในลาตินอเมริกา
ในช่วงรอบปีนี้ เราทราบเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นอยู่ในลาตินอเมริกาบ่อยครั้ง ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา ก็มีเหตุการณ์แผ่นดินไหวในเปรู โดยสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริการะบุว่า เหตุแผ่นดินไหวขนาด 6.7 เกิดขึ้นใกล้กับชุมชนเล็กๆ ชื่ออานิโซ (Aniso) ในภูมิภาคอายากูโช (Ayacucho) ทางตอนใต้ ขณะเดียวกันสื่อท้องถิ่นรายงานว่า ราฟาเอล เบลาอุนเด (Rafael Belaunde) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของเปรู เปิดเผยว่ามีบ้านเรือน 22 หลังและโรงเรียนหกแห่งได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าว
แผ่นดินไหวเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในประเทศเปรู ซึ่งตั้งอยู่บริเวณรอยต่อระหว่างแผ่นเปลือกโลกนาซกาและแผ่นเปลือกโลกอเมริกาใต้ โดยเหตุการณ์เมื่อวันที่ 20 ที่ผ่านมาถือเป็นแผ่นดินไหวรุนแรงครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นในภูมิภาคลาตินอเมริกาในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ต่อจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่มีผู้เสียชีวิตในประเทศโคลอมเบียและเวเนซุเอลา โดยเกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.4 ในประเทศโคลอมเบียเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ส่งผลให้มีการประกาศภาวะฉุกเฉิน โดยข้อมูลจากทางการท้องถิ่นระบุว่ายอดผู้เสียชีวิตในขณะนี้มีจำนวนมากกว่า 300 คนส่วนประเทศเวเนซุเอลานั้นเผชิญกับเหตุแผ่นดินไหวสองระลอกเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ซึ่งวัดแรงสั่นสะเทือนได้ขนาด 7.2 และ 7.5 โดยเกิดขึ้นห่างกันเพียง 39 วินาที และข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุว่ามีผู้เสียชีวิตมากกว่า 6,000 คน
กล่าวโดยรวมแล้ว ลาตินอเมริกามีความเสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหวเป็นอย่างยิ่งภูมิภาคหนึ่งของโลก และถ้าลองจัดอันดับความรุนแรงของเหตุการณ์ดังกล่าวจะพบว่า
อันดับที่ 1 เหตุแผ่นดินไหวในเฮติเมื่อปี 2010
ขนาดความรุนแรง: 7.0
ยอดผู้เสียชีวิต: 316,000 คน
แม้จะมีขนาดความรุนแรงน้อยกว่าแผ่นดินไหวครั้งอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ แต่เหตุแผ่นดินไหวในเฮติเมื่อปี 2010 จัดเป็นเหตุการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตสูงที่สุดเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ รองจากเหตุแผ่นดินไหวที่มณฑลส่านซี ประเทศจีนในปี 1556 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตประมาณ 830,000 คน
สาเหตุที่แผ่นดินไหวครั้งนี้ก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างมหาศาลเป็นพิเศษ เนื่องจากศูนย์กลางการสั่นสะเทือนเกิดขึ้นที่กรุงพอร์ตออพรินซ์ (Port-au-Prince) ซึ่งเป็นเมืองหลวงที่มีประชากรหนาแน่น อีกทั้งยังขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคงแข็งแรงและอาคารที่ได้รับการออกแบบมาให้ทนทานต่อแรงสั่นสะเทือนรุนแรง ทั้งนี้ มาตรฐานการก่อสร้างที่ไม่ได้คุณภาพ อาคารคอนกรีต และการขาดแคลนระบบบริการเพื่อรับมือกับภัยพิบัติ ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตพุ่งสูงขึ้น เหตุแผ่นดินไหวดังกล่าวส่งผลให้เกิดความสูญเสียคิดเป็นมูลค่าราวแปดพันล้านดอลลาร์ ซึ่งเทียบเท่ากับเกือบร้อยละ 120 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในปี 2009
อันดับที่ 2 เหตุการณ์แผ่นดินไหวในเอกวาดอร์และโคลอมเบียเมื่อปี 1868
ขนาดความรุนแรง: 7.7
ยอดผู้เสียชีวิต: 70,000 คน
เหตุการณ์แผ่นดินไหวระลอกนี้เริ่มต้นด้วยแรงสั่นสะเทือนที่ไม่รุนแรงนักในช่วงเช้ามืดของวันที่ 15 สิงหาคม และทวีความรุนแรงขึ้นจนเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.7 ในเช้าวันถัดมา แรงสั่นสะเทือนได้ทำลายเมืองหลายแห่งและส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 40,000 คนในเอกวาดอร์ และ 30,000 คนในโคลอมเบีย
ในหนังสือที่ตีพิมพ์เพื่อบันทึกเหตุการณ์ภัยพิบัติดังกล่าวในปีเดียวกัน คณะกรรมาธิการของรัฐบาลระบุว่าเมืองอิบาร์รา (Ibarra) กำลังหลับใหลอยู่ในขณะที่แผ่นดินไหวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 01.15 น. โดยหนังสือระบุไว้ว่า “ภายในเวลาไม่ถึงสามวินาที เมืองอิบาร์ราได้กลายเป็นสุสานขนาดใหญ่ที่น่าหดหู่ ประชากรเกือบทั้งหมดถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพังของห้องนอนตนเอง”
อันดับที่ 3 แผ่นดินไหวในเปรูเมื่อปี 1970
ความรุนแรง: 7.9
จำนวนผู้เสียชีวิต: 66,794 คน
แผ่นดินไหวใต้ทะเลครั้งนี้ก่อให้เกิดดินถล่มครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ หลังจากที่ส่งผลให้กำแพงด้านเหนือของภูเขาที่สูงที่สุดในเปรูสั่นไหว มวลน้ำแข็งและหินจากธารน้ำแข็งได้เพิ่มความเร็วและเศษซากต่างๆ ขณะที่พุ่งเข้าหาเมืองยุงกาย (Yungay) และรันราฮีร์กา (Ranrahirca) ด้วยความเร็วสูงสุดถึง 335 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (208 ไมล์ต่อชั่วโมง)
ดินถล่มได้พัดถล่มเมืองต่างๆ ด้วยน้ำแข็งและหินเกือบ 80 ล้านลูกบาศก์เมตร (2.8 พันล้านลูกบาศก์ฟุต) ฝังเมืองเหล่านั้นไว้ใต้โคลนสูงถึงสี่เมตร (13 ฟุต) มีผู้เสียชีวิตในยุงกายประมาณ 19,000 คน ขณะที่ผู้รอดชีวิตมีเพียง 2,500 คน เมืองอื่นๆ เช่น ชิมโบเต (Chimbote) และฮัวรัส (Huaras) ถูกทำลายไปถึงร้อยละ 70 และประชาชนเกือบหนึ่งล้านคนไร้ที่อยู่อาศัย
อันดับที่ 4 เหตุการณ์แผ่นดินไหวในเอกวาดอร์เมื่อปี 1797
ขนาดความรุนแรง: 8.3
ยอดผู้เสียชีวิต: 40,000 คน
เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดเท่าที่มีการบันทึกไว้ในเอกวาดอร์ โดยมีความรุนแรงถึงระดับสูงสุดเป็นอันดับสองตามมาตราความรุนแรง Modified Mercalli intensity scale ซึ่งเป็นมาตราที่ใช้วัดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้คน แผ่นดินไหวครั้งนี้ทำให้เกิดดินถล่มและสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างทั่วประเทศเอกวาดอร์ รวมถึงเมืองกีโต (Quito) ริโอบัมบา (Riobamba) ลาตาคุงกา (Latacunga) และอัมบาโต (Ambato) นักประวัติศาสตร์และพยานผู้เห็นเหตุการณ์บรรยายถึงแรงสั่นสะเทือนรุนแรงที่ทำให้ตึกรามบ้านช่องพังราบภายในเวลาไม่กี่วินาที
อันดับที่ 5 เหตุการณ์แผ่นดินไหวในชิลีเมื่อปี 1939
ขนาดความรุนแรง: 8.3
จำนวนผู้เสียชีวิต: 30,000 คน
ชิลีเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะประเทศที่เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ คือแผ่นดินไหวขนาด 9.5 ในปี 1960 แต่แผ่นดินไหวในปี 1939 ที่เมืองชิลลัน (Chillan) ทางตอนใต้ของประเทศ กลับเป็นแผ่นดินไหวที่คร่าชีวิตผู้คนมากที่สุด
ในหนังสือที่บันทึกเหตุการณ์แผ่นดินไหวในชิลี นักแผ่นดินไหววิทยา ซินนา ลอมนิทซ์ (Cinna Lomnitz) กล่าวว่า วัสดุก่อสร้างที่อ่อนแอ เช่น อิฐดินเหนียว ประกอบกับ “การขาดการออกแบบทางวิศวกรรมหรือมาตรการป้องกันแรงด้านข้างอย่างแทบจะสิ้นเชิง” ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก
แผ่นดินไหวครั้งนั้นทำลายเมืองชิลลันและคอนเซปซิออน (Concepcion) และนำไปสู่การออกกฎหมายควบคุมอาคารต้านแผ่นดินไหวฉบับแรกของชิลี
อันดับที่ 6 เหตุการณ์แผ่นดินไหวในเวเนซุเอลาเมื่อปี 1812
ขนาดความรุนแรง: 7.7
ยอดผู้เสียชีวิต: 26,000 คน
จากการศึกษาทางธรณีวิทยาในปี 1962 ชี้ให้เห็นว่าเหตุการณ์นี้แท้จริงแล้วประกอบด้วยแผ่นดินไหวสามครั้งที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันและมีจุดศูนย์กลางอยู่ใกล้เคียงกัน แรงสั่นสะเทือนทำลายเมืองการากัส (Caracas) ไปราวร้อยละ 90 และคร่าชีวิตผู้คนนับพันในเมืองบาร์กีซีเมโต (Barquisimeto) เมรีดา (Merida) ลาไกวรา (La Guaira) และซานเฟลิเป (San Felipe)
ภัยพิบัติดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงสงครามปฏิวัติของเวเนซุเอลาเพื่อต่อต้านสเปน ซึ่งทางการสเปนมองว่าเป็นบทลงโทษจากสวรรค์ที่มีต่อกลุ่มผู้ปฏิวัติ ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกาได้ส่งอาหารและเงินช่วยเหลือไปยังเวเนซุเอลา ซึ่งถือเป็นตัวอย่างยุคแรกเริ่มของการให้ความช่วยเหลือแก่ต่างประเทศ
อันดับที่ 7 เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เมืองอาริกา (Arica) เมื่อปี 1868
ขนาดความรุนแรง: 8.5
ยอดผู้เสียชีวิต: 25,000 คน
แผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดขึ้นที่เมืองอาริกา ซึ่งในขณะนั้นเป็นส่วนหนึ่งของประเทศเปรู (ปัจจุบันอยู่ในประเทศชิลี) โดยสร้างความเสียหายอย่างหนักจนทำลายเมืองอาริกา อาเรกีปา (Arequipa) โมเกกวา (Moquegua) โมเยนโด (Mollendo) และอิโล (Ilo) จนพินาศย่อยยับ
นอกจากนี้ แรงสั่นสะเทือนยังก่อให้เกิดคลื่นสึนามิที่ทำลายล้างเมืองท่าต่างๆ ของเปรู และสร้างคลื่นขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบไปไกลถึงฮาวายและนิวซีแลนด์
อันดับที่ 8 เหตุการณ์แผ่นดินไหวในกัวเตมาลาเมื่อปี 1976
ขนาดความรุนแรง: 7.5
ยอดผู้เสียชีวิต: 23,000 ราย
หลังจากเกิดเหตุแผ่นดินไหวขึ้นเมื่อเวลา 03.00 น. ในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นรวมถึงกรุงกัวเตมาลาซิตี (Guatemala City) แรงสั่นสะเทือนได้สร้างความเสียหายครอบคลุมพื้นที่อย่างน้อย 100,000 ตารางกิโลเมตร (38,000 ตารางไมล์) บ้านเรือนที่สร้างด้วยอิฐดินดิบ (adobe) พังทลายลงอย่างสิ้นซาก และแรงสั่นสะเทือนตามมา (aftershocks) ที่รุนแรงก็ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีก เหตุการณ์นี้ทำให้ประชาชนเกือบ 1.2 ล้านคนต้องไร้ที่อยู่อาศัย และโรงพยาบาลประมาณสองในห้าของทั้งประเทศได้รับความเสียหายจนใช้งานไม่ได้
อันดับที่ 9 เหตุการณ์แผ่นดินไหวในเวเนซุเอลาเมื่อปี 1797
ขนาดความรุนแรง: ไม่ระบุ
จำนวนผู้เสียชีวิต: 16,000 คน
บารอน อเล็กซานเดอร์ ฟอน ฮุมโบลต์ (Baron Alexander von Humboldt) นักภูมิศาสตร์และนักธรรมชาติวิทยาชาวเยอรมัน บันทึกเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้ ซึ่งทำลายเมืองคูมานา (Cumana) และพื้นที่โดยรอบ พยานรายงานว่าได้ยินเสียงดังจากใต้ดินและได้กลิ่นกำมะถันก่อนเกิดแผ่นดินไหว และในรายงานแผ่นดินไหวในอดีตปี 1855 ได้บรรยายถึง “เปลวไฟพุ่งขึ้นมาจากพื้นดิน ตามด้วยเสียงใต้ดินคล้ายเสียงฟองอากาศ และจากนั้น (ตามมาด้วย) แรงสั่นสะเทือน” ใกล้กับอ่าวคาริอาโก (Cariago)
อันดับที่ 10 เหตุการณ์แผ่นดินไหวในอาร์เจนตินาเมื่อปี 1861
ขนาดความรุนแรง: ไม่ระบุ
จำนวนผู้เสียชีวิต: 14,000 คน
แผ่นดินไหวเกิดขึ้นใกล้เที่ยงคืนและทำลายอาคารส่วนใหญ่ รวมถึงมหาวิหารซานฟรานซิสโก (San Francisco) ในเมืองเมนโดซา (Mendoza) โคมไฟแก๊สที่พบเห็นได้ทั่วไปในยุคนั้นทำให้เกิดไฟไหม้ลุกลามไปทั่วซากปรักหักพังและกินเวลานานหลายวัน นำไปสู่การปล้นสะดมและขโมยทรัพย์สินอย่างกว้างขวาง
ฐานข้อมูลแผ่นดินไหวครั้งสำคัญไม่ได้ระบุขนาดความรุนแรงของแผ่นดินไหว แต่บันทึกอื่นๆ ประมาณการว่ามีขนาดความรุนแรง 7.2
กล่าวโดยสรุปเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในลาตินอเมริกาในปีนี้นั้นยังถือว่าไม่รุนแรงเท่ากับครั้งที่ผ่านมาในอดีต อันอาจจะเป็นผลมาจากสิ่งก่อสร้างที่มีความแข็งแรงมั่นคงมากยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตามลาตินอเมริกาถือเป็นหนึ่งในพื้นที่เฝ้าระวังที่จะเกิดภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวเป็นอย่างยิ่ง ไม่แน่ในอนาคตอันใกล้อาจจะมีภัยรุนแรงเกิดขึ้นได้ ดังนั้นประเทศต่างๆ ในลาตินอเมริกาจะต้องร่วมมือกัน แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร รวมถึงการพร้อมรับในสถานการณ์ถ้าหากเกิดขึ้น ไม่เช่นนั้นความเสียหายที่จะเกิดขึ้นคงมีไม่น้อยเป็นแน่แท้
ลาตินอเมริกา เชาวฤทธิ์ เชาว์แสงรัตน์ แผ่นดินไหว
เรื่อง: เชาวฤทธิ์ เชาว์แสงรัตน์
นักวิชาการด้านลาตินอเมริกาศึกษา ผันตัวเองจากนักเศรษฐศาสตร์กลายเป็นลาตินอเมริกันนิสต้า เพราะหลงรักในกาแฟของโคลอมเบีย ปัจจุบันทำงานวิจัยเกี่ยวกับการเมืองสมัยใหม่ของลาตินอเมริกา รวมถึงความรุนแรงและประชานิยมที่เกี่ยวข้องกับภูมิภาคนั้น พร้อมๆ ไปกับการเลี้ยงหมาคอร์กี้และปักกิ่งอีก 6 ตัว