คำไหน-คำนั้น แค่ลมปาก!
รัฐมนตรีก็เงินเดือนประมาณสัก 118,000 สส.ก็เงินเดือนเท่ากัน แต่ก็ต้องดูแล เพราะ สส.ต้องไปเยี่ยมชาวบ้าน ต้องไปงานโน้นงานนี้
ดูแลกันต่ำสุดก็ 50,000 บาท 100,000 ถึง 2 แสน 3 แสน มันก็ต้องทุจริตอย่างเดียวนะครับ
แล้วก็ถามว่าไปเป็นรัฐมนตรีมันบินได้หรือเปล่าวะ รถติดแล้วมันเหาะไปได้รึเปล่าวะ มันไม่ได้ มันก็ต้องเดิน เดินดินกินข้าวแกงเหมือนกันอย่างเงี่ยนะ
เอาแค่ว่าทำอย่างไรให้มันพบแต่ความสุขกายสุขใจ สุขภาพร่างกายแข็งแรง อย่างนี้จะดีกว่านะครับ ก็พอมีบำนาญกินนะครับ
ก็ถัวเฉลี่ยให้ได้ว่า เติมน้ำมันไปแต่ละวันเนี่ย เติมน้ำมันรถไปเท่าไหร่ ผมเหลือใช้จ่ายเท่าไหร่ เจียมมีเจียมอยู่อย่างนี้ดีกว่า ไปไหนก็สบายใจ ไม่ต้องมีใครล้อมหน้าล้อมหลังนะ
ก็เลยปวารณาตัวเอาไว้ว่าจะไม่ลงเล่นการเมืองเด็ดขาดนะครับ ใช้คำว่า “เด็ดขาด” บางคนก็จะหาว่าผมนี่หิวแสงใช่มั้ย เดี๋ยวก็ลงเล่นการเมือง
เรวัชเนี่ยพูดคำไหนคำนั้น ตลอดชีวิตนี้ยึดถือคำมั่น ยึดถือสัจจะมาตลอดนะครับว่า คำไหนคำนั้น..”
ครับ..ทั้งหมดนี้เป็นคำพูดจากปาก พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร อดีต ผบช.ปส. ต่อหน้าสาธารณชนเมื่อไม่นานมานี้
ซึ่งใครได้ดู-ได้ฟัง โดยเฉพาะผม ได้แต่ชื่นชม สรรเสริญ เยินยอ ด้วยความศรัทธา..คนจริง!
แต่เมื่อ พล.ต.ท.เรวัชมาพลิกลิ้น ตระบัดสัตย์ ประกาศลั่นตั้งพรรคการเมืองพร้อมกับอาสาเป็น “หัวหน้า” เสียเองอย่างนี้แล้ว..
ก็..เป็นอันว่า “คำไหน คำนั้น” ของท่านไม่มีอยู่จริง!
และเมื่อตลอดชีวิตนี้ยึดถือคำมั่น ยึดถือสัจจะเป็นเพียง “ลมปาก” ก็เห็นจะต้องบอกกับ พล.ต.ท.เรวัชตรงๆ ไว้ตรงนี้ ให้เตรียมตัว-เตรียมใจไว้เถอะ..
จากนี้ “ลมปาก” ของท่านนั้นจะไม่ศักดิ์สิทธิ์ เข้มขลัง เป็นที่เชื่อถือ-ศรัทธาของใครได้อีกต่อไป!
ยิ่งได้ฟังเหตุผลของการตั้งพรรคการเมือง.. “ผมรวยสู้ท่านไม่ได้ ท่านมีอำนาจวาสนา แต่อย่ามาดูถูกกันเลย ผมไม่ชอบให้ใครดูถูก
ไอ้คำว่ากระจอก เลือกตั้งไปจะได้กี่เสียง ทำหน้าทำตา ผมทำใจไม่ได้ ผมจำเป็นต้องสู้ ถึงจะสู้ท่านไม่ได้ แต่จะสู้ ผมจึงตัดสินใจแน่นอนแล้วว่า จะลงการเมือง จะเล่นการเมือง จะคุมทีมสู้..”
นี่..เห็นจะคิด-มองเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจาก พล.ต.ท.ท่านนี้ มี “วาระส่วนตัว” เป็นแรงขับเคลื่อนมากกว่าการคิดหรือปวารณาตัวเป็น “ผู้แทนของปวงประชา”!
การตั้งพรรคการเมืองที่เกิดจาก “วาระส่วนตัว” มักจะขาดความมั่นคงในระยะยาว เนื่องจากโครงสร้าง-อุดมการณ์ของพรรคไม่ได้ยึดโยงอยู่กับผลประโยชน์ของประชาชน..
แต่ขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายเฉพาะกิจของตัวบุคคล และวันใดที่ผลประโยชน์นั้นบรรลุผลหรือล้มเหลว พรรคก็จะหมดความหมาย ล้มหายไปในที่สุด!
เนี่ย..ก็ต้องจับตา-คอยดูกันว่า พล.ต.ท.เรวัชจะใช้ “ยุทธศาสตร์” ก่อนและหลังเลือกตั้งตามที่สมมติอย่างไร?
และที่ประกาศว่า.. “เตรียมส่งผู้สมัครครบ 400 เขต” นั้น ท่านจะเอาทุน-เอาเงินมาจากไหน?
อย่างไรก็ตาม เมื่อ พล.ต.ท.เรวัชได้ตัดสินใจเช่นนี้แล้ว ก็ขอเป็นกำลังใจให้ประสบความสำเร็จ มีจำนวน สส.เป็นสิบเป็นร้อย!
แต่ก็อย่างว่าล่ะนะ การตั้งพรรคการเมืองไม่ใช่เรื่องง่าย และยิ่งตั้งขึ้นจาก “วาระส่วนตัว”ด้วยแล้ว ก็อย่างที่เห็นมา..ล้มหายตายจากกันไปเสียส่วนใหญ่!
ที่เหลือก็ประเภท โดดเดี่ยว-โด่เด่ อาศัยกระแสความนิยมส่วนตัวที่เอาแน่เอานอน-หาความมั่นคงไม่ได้..
บางคนจึงต้องสร้างความเกลียดชัง ความก้าวร้าว ดุดันไว้คอยหล่อเลี้ยง (กระแส) ด้วยรู้-ด้วยเข้าใจ..
สังคมไทยขับเคลื่อนด้วยการด่า!.
สันต์ สะตอแมน