คนการเมือง-นักวิชาการ ร่วมจับตาองค์กรอิสระ จี้แก้ปัญหาครอบงำการเมือง หนุนส่งคดีโกง สว. ให้ศาลชี้ขาด
คณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร จัดกิจกรรมสัมมนาในหัวข้อ ‘จับตาบทบาทองค์กรอิสระ ต่อวิกฤตการเมืองไทย’ ที่อาคารรัฐสภา โดยมีผู้ร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษ ได้แก่ ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี และ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์, โภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภา และ สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)
ดูภาพข่าว
วงปาฐกถามุ่งเน้นไปที่ปัญหาการแทรกแซงและการครอบงำองค์กรอิสระโดยฝ่ายการเมือง ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพในการตรวจสอบและสร้างความเคลือบแคลงในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีข้อสงสัยเกี่ยวกับการทุจริตหรือการฮั้วในการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดปัจจุบัน ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีกำหนดลงมติว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่ในวันที่ 14 กันยายน 2569
ชวน หลีกภัย กล่าวถึงความเป็นมาขององค์กรอิสระที่ถือกำเนิดขึ้นในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพในระบอบประชาธิปไตยและการตรวจสอบการบริหารงานของรัฐ อย่างไรก็ตาม ชวนระบุว่าปัจจุบันองค์กรอิสระกำลังเผชิญกับการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองที่มุ่งใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง หรือดำเนินธุรกิจการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการซื้อสิทธิขายเสียง ซึ่งส่งผลให้การทำงานขององค์กรเหล่านี้เกิดความล้มเหลวและกลายเป็นภาระด้านงบประมาณของประเทศ
ชวนเรียกร้องให้บุคลากรในองค์กรอิสระยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริตและหลักธรรมาภิบาลอย่างตรงไปตรงมา ปราศจากความเกรงใจทางการเมือง เพื่อรักษาประสิทธิภาพในการปกครองและปกป้องระบอบประชาธิปไตย
ด้าน โภคิน พลกุล วิเคราะห์ว่า ปัญหาการครอบงำองค์กรอิสระมีรากฐานมาจากระบบอำนาจนิยม ระบบอุปถัมภ์ และรัฐราชการ ที่ฝังรากลึกในการเมืองไทยตลอด 94 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระบบที่สร้างเครื่องมือเกื้อหนุนอำนาจแทนที่จะตอบสนองประชาชน ทำให้องค์กรอิสระมีสถานะไม่ต่างจากระบบราชการที่ถูกฝ่ายบริหารครอบงำและใช้เป็นเครื่องมือรักษาอำนาจ
นอกจากนี้ โภคินยังชี้ให้เห็นถึงช่องโหว่ในกระบวนการสรรหาองค์กรอิสระที่ถูกแทรกแซงโดยพรรคการเมือง เพื่อสร้างฐานอำนาจและปกป้องพวกพ้อง โภคินเสนอทางออกด้วยการผลักดันให้ภาคประชาชนมีความเข้มแข็งและมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ โดยเสนอ 4 แนวทาง ได้แก่
- การนำรูปแบบของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 กลับมาใช้เพื่อให้ประชาชนเข้าชื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระได้
- การผลักดันให้มี ป.ป.ช.ภาคประชาชน
- การแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อประชาชน
- การลดขนาดรัฐราชการ
สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ นำเสนอแนวคิดการแบ่งแยกอำนาจแบบใหม่ที่ให้องค์กรอิสระเป็นเสมือน ‘อำนาจอธิปไตยที่ 4’ ทำหน้าที่สถาบันผู้พิทักษ์เพื่อปกป้องกติกาประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม สมเกียรติชี้ว่าปัญหาหลักของการออกแบบองค์กรอิสระในไทยคือกระบวนการสรรหาและบทบาทของวุฒิสภาที่เป็นผู้ควบคุมการแต่งตั้ง ซึ่งทำให้ระบบเสี่ยงต่อการถูกแทรกแซงและล้มเหลว สมเกียรติเน้นย้ำว่าองค์กรอิสระต้องมีความพร้อมรับผิดและการตรวจสอบได้ทัดเทียมกับอำนาจตรวจสอบหน่วยงานอื่น
ในประเด็นวิกฤตของ กกต. สมเกียรติระบุว่า ปัญหาเกิดจากการขาดความพร้อมในการตรวจสอบ การไม่เปิดเผยข้อมูล และการหลีกเลี่ยงที่จะให้คำอธิบายแก่สังคม สมเกียรติได้เสนอให้ กกต. ส่งสำนวนคดีฮั้ว สว. เข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกา เพื่อนำพยานหลักฐานเข้าสู่ระบบไต่สวนที่โปร่งใสและให้ศาลเป็นผู้วางบรรทัดฐานทางกฎหมาย
เนื่องจากการสรรหา สว. มีความสำคัญต่อความชอบธรรมในการเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระอื่นๆ หาก กกต. ตัดสินใจยุติเรื่องเอง อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในสถาบันองค์กรอิสระทั้งหมด

ABOUT THE PHOTOGRAPHER
ณาฌารัฐ ภักดีอาสา
ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD